.
พระยมกะ เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า " พระอรหันต์" เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง เป็นตัวตน
จึงคิดว่า พระอรหันต์ตายแล้วสูญหายไป
(ความจริงพระอรหันต์ เป็นคำเรียก ขันธ์แต่ละชุด ที่จิต(ในชุดขันธ์นั้น) บรรลุธรรม 4 ขั้น ถึงขั้น อรหัตตผล
แบบคำพูดที่ขาวโลกเข้าใจแบบสมมติว่าเป็น บคคล (เช่น พระอรหันต์ คน เทวดา พรหม สัตว์ ...)
+++++++
(ขันธ์5 คือ สิ่งที่มีสภาวะ มีจริง 5 ประเภท ที่ประกอบเป็นร่างกายและจิตใจ
(สมมติเรียกให้ชาวโลกเข้าใจแบบเป็นบุคคล เข่น คน เทวดา พรหม สัตว์ สัตว์เดรัจฉาน...)
คือ 1. รูป(เข้าใจง่ายเบื้องต้นว่า คือร่างกาย)
2. เวทนา (ความรู้สึกทุกข์ สุข เฉยๆ
จะเกิดกับจิต ให้จิตรับรู้)
3. สัญญา(ความจำ
จะเกิดกับจิต ให้จิตรับรู้)
4. สังขาร(ความคิด กลางๆ ดี ไม่ดี
(เช่นความกำหนัด) จะเกิดกับจิต ให้จิตรับรู้)
5. วิญญาณ (
คือจิต ที่ออกมารู้สัมผัส เรียกวิญญาณทางนั้น ที่วิญญาณทางตา ทางหู ...) เป็นที่เกิดของ เวทนา สัญญา สังขาร และรับรู้เวทนา สัญญา สังขาร นั้นๆ
+++++++++
เมื่อดับครั้งสุดท้ายในภพเก่า(จิตเกิดดับตลอดเวลา) ก็ดับไป
ถ้าจิตนั้นไม่มีตัณหาแล้ว(จิตที่บรรลุอรหัตตผล) ก็ไม่มีเหตุปัจจัยให้มีจิตใหม่หรือขันธ์ชุดใหม่เกิดในภพใหม่
ไม่มีสภาวะที่เป็นตัวตน หรือสภาวะของคำว่า" อรหันต์" ที่แท้จริง มีเพียงขันธ์ที่เกิดและดับ
คำว่า พระอรหันต์ตาย เป็นภาษาแบบชาวโลกให้เข้าใจ ว่า ขันธ์ชุดใด ดับไป(และไม่มีขันธ์ใหม่เกิดอีก)
ความจริงแท้ จึงไม่ใช่คำแบบชาวโลกเข้าใจแบบเป็นบุคคล ว่า พระอรหันต์ ตาย และ จึงไม่ใช่ พระอรหันต์ตายแล้วสูญ
(เพราะไม่มีใคร แบบเป็นบุคคลมาตั้งแต่ต้นแล้ว)
(หรือ ไม่ใช่พระอรหันต์ตายแล้วเกิด หรือ ไม่ใช่คำอื่นที่พูดแบบบุคคล ว่าเกิดอีก ไม่เกิดอีก )
ต้องกล่าวว่า
ขันธ์5 ไม่เที่ยง(ไม่คงทน ไม่คงที่) ดับไปแล้ว
สิ่งนั้นดับไปแล้ว
ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
เมื่อท่านพระสารีบุตร เทศนาให้ฟัง
(เนื้อหา อรรถะ พระธรรม ความเดียวกับพระธรรมเทศนา ที่พระศาสดาทรงตรัสเทศนาไว้ ในพระธรรมบทอื่น
https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=2586&Z=2679
๔. อนุราธสูตร
ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕
)
ให้เห็น และเข้าใจ ว่า คำว่า
พระอรหันต์
(หรือ คน เทวดา สัตว์ใดๆ)
ความจริงแท้ คือ ชุดของขันธ์5. ที่ไม่คงที่ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บคคล มาตั้งแต่ต้น
ท่านพระยมกะ ได้ฟัง จิตรับรู้ เข้าใจ จิตตัดกิเลส(มัคคสมังคีในจิต ตัดกิเลสแต่ละขั้น 4 ขั้น)
บรรลุธรรม 4 ขั้น ถึง อรหัตตผล
(เรียกแบบสมมตเป็นบคคลให้ขาวโลกเข้าใจ ว่า พระอรหันต์)
-------
**********
....
ย. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร
เมื่อก่อนผมไม่รู้อย่างนี้ จึงได้เกิดทิฏฐิอันชั่วช้าอย่างนั้น แต่
เดี๋ยวนี้ ผมละทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้แล้ว และผมก็ได้บรรลุธรรมแล้วเพราะฟังธรรมเทศนานี้ ของ
ท่านพระสารีบุตร.
[๒๐๔] สา. ดูกรท่านยมกะ
ถ้าชนทั้งหลาย พึงถามท่านอย่างนี้ว่า
ท่านยมกะ ภิกษุ
ผู้ที่เป็นพระอรหันตขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอะไร
ท่านถูกถามอย่างนั้น จะพึงกล่าวแก้
ว่าอย่างไร?
ย. ข้าแต่ท่านสารีบุตร ถ้าเขาถามอย่างนั้น ผมพึงกล่าวแก้อย่างนี้ว่า
รูปแลไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นดับไปแล้ว
ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นดับไป
แล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
ข้าแต่ท่านสารีบุตร
ผมถูกเขาถามอย่างนั้น พึงกล่าวแก้อย่างนี้.
[๒๐๕] สา.
ดีละๆ ยมกะ ถ้าอย่างนั้น เราจักอุปมาให้ท่านฟัง เพื่อหยั่งรู้ความข้อ
นั้นให้ยิ่งๆ ขึ้น. ดูกรท่านยมกะ เปรียบเหมือนคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดีผู้มั่งคั่ง ...
**********
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=17&A=2447
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๓. ยมกสูตร
ว่าด้วยพระขีณาสพตายแล้วสูญหรือไม่
**********
.
.
*** ท่านยมกะ ภิกษุ ผู้ที่เป็นพระอรหันตขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอะไร ท่านถูกถามอย่างนั้น จะพึงกล่าวแก้ ว่าอย่างไร?
พระยมกะ เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า " พระอรหันต์" เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง เป็นตัวตน
จึงคิดว่า พระอรหันต์ตายแล้วสูญหายไป
(ความจริงพระอรหันต์ เป็นคำเรียก ขันธ์แต่ละชุด ที่จิต(ในชุดขันธ์นั้น) บรรลุธรรม 4 ขั้น ถึงขั้น อรหัตตผล
แบบคำพูดที่ขาวโลกเข้าใจแบบสมมติว่าเป็น บคคล (เช่น พระอรหันต์ คน เทวดา พรหม สัตว์ ...)
+++++++
(ขันธ์5 คือ สิ่งที่มีสภาวะ มีจริง 5 ประเภท ที่ประกอบเป็นร่างกายและจิตใจ
(สมมติเรียกให้ชาวโลกเข้าใจแบบเป็นบุคคล เข่น คน เทวดา พรหม สัตว์ สัตว์เดรัจฉาน...)
คือ 1. รูป(เข้าใจง่ายเบื้องต้นว่า คือร่างกาย)
2. เวทนา (ความรู้สึกทุกข์ สุข เฉยๆ จะเกิดกับจิต ให้จิตรับรู้)
3. สัญญา(ความจำ จะเกิดกับจิต ให้จิตรับรู้)
4. สังขาร(ความคิด กลางๆ ดี ไม่ดี(เช่นความกำหนัด) จะเกิดกับจิต ให้จิตรับรู้)
5. วิญญาณ (คือจิต ที่ออกมารู้สัมผัส เรียกวิญญาณทางนั้น ที่วิญญาณทางตา ทางหู ...) เป็นที่เกิดของ เวทนา สัญญา สังขาร และรับรู้เวทนา สัญญา สังขาร นั้นๆ
+++++++++
ถ้าจิตนั้นไม่มีตัณหาแล้ว(จิตที่บรรลุอรหัตตผล) ก็ไม่มีเหตุปัจจัยให้มีจิตใหม่หรือขันธ์ชุดใหม่เกิดในภพใหม่
ไม่มีสภาวะที่เป็นตัวตน หรือสภาวะของคำว่า" อรหันต์" ที่แท้จริง มีเพียงขันธ์ที่เกิดและดับ
คำว่า พระอรหันต์ตาย เป็นภาษาแบบชาวโลกให้เข้าใจ ว่า ขันธ์ชุดใด ดับไป(และไม่มีขันธ์ใหม่เกิดอีก)
ความจริงแท้ จึงไม่ใช่คำแบบชาวโลกเข้าใจแบบเป็นบุคคล ว่า พระอรหันต์ ตาย และ จึงไม่ใช่ พระอรหันต์ตายแล้วสูญ (เพราะไม่มีใคร แบบเป็นบุคคลมาตั้งแต่ต้นแล้ว)
(หรือ ไม่ใช่พระอรหันต์ตายแล้วเกิด หรือ ไม่ใช่คำอื่นที่พูดแบบบุคคล ว่าเกิดอีก ไม่เกิดอีก )
ต้องกล่าวว่า ขันธ์5 ไม่เที่ยง(ไม่คงทน ไม่คงที่) ดับไปแล้ว
สิ่งนั้นดับไปแล้ว
ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
เมื่อท่านพระสารีบุตร เทศนาให้ฟัง
(เนื้อหา อรรถะ พระธรรม ความเดียวกับพระธรรมเทศนา ที่พระศาสดาทรงตรัสเทศนาไว้ ในพระธรรมบทอื่น
https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=2586&Z=2679
๔. อนุราธสูตร
ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕
)
ให้เห็น และเข้าใจ ว่า คำว่า
พระอรหันต์
(หรือ คน เทวดา สัตว์ใดๆ)
ความจริงแท้ คือ ชุดของขันธ์5. ที่ไม่คงที่ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บคคล มาตั้งแต่ต้น
ท่านพระยมกะ ได้ฟัง จิตรับรู้ เข้าใจ จิตตัดกิเลส(มัคคสมังคีในจิต ตัดกิเลสแต่ละขั้น 4 ขั้น)
บรรลุธรรม 4 ขั้น ถึง อรหัตตผล
(เรียกแบบสมมตเป็นบคคลให้ขาวโลกเข้าใจ ว่า พระอรหันต์)
-------
**********
....
ย. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร เมื่อก่อนผมไม่รู้อย่างนี้ จึงได้เกิดทิฏฐิอันชั่วช้าอย่างนั้น แต่
เดี๋ยวนี้ ผมละทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้แล้ว และผมก็ได้บรรลุธรรมแล้วเพราะฟังธรรมเทศนานี้ ของ
ท่านพระสารีบุตร.
[๒๐๔] สา. ดูกรท่านยมกะ ถ้าชนทั้งหลาย พึงถามท่านอย่างนี้ว่า
ท่านยมกะ ภิกษุ
ผู้ที่เป็นพระอรหันตขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอะไร
ท่านถูกถามอย่างนั้น จะพึงกล่าวแก้
ว่าอย่างไร?
ย. ข้าแต่ท่านสารีบุตร ถ้าเขาถามอย่างนั้น ผมพึงกล่าวแก้อย่างนี้ว่า
รูปแลไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว
ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไป
แล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
ข้าแต่ท่านสารีบุตร ผมถูกเขาถามอย่างนั้น พึงกล่าวแก้อย่างนี้.
[๒๐๕] สา. ดีละๆ ยมกะ ถ้าอย่างนั้น เราจักอุปมาให้ท่านฟัง เพื่อหยั่งรู้ความข้อ
นั้นให้ยิ่งๆ ขึ้น. ดูกรท่านยมกะ เปรียบเหมือนคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดีผู้มั่งคั่ง ...
**********
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=17&A=2447
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๓. ยมกสูตร
ว่าด้วยพระขีณาสพตายแล้วสูญหรือไม่
**********
.
.