ตรัสถึง “อนัตตา” ก็เพื่อให้คิดหา “อัตตา” : คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่ ?

คำสอนพวกนี้ มีหลักฐานสอดคล้อง หรือขัดแย้ง กับพระไตรปิฎก อย่างไรบ้างครับ ?

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

" ... พระองค์ตรัสถึง “อนิจจัง” ก็เพื่อให้ค้นคิดหา “นิจจัง”   ตรัสถึง “ทุกขัง” ก็เพื่อให้ค้นคิดหา “สุขัง”    ตรัสถึง “อนัตตา” ก็เพื่อให้คิดหา “อัตตา”   คนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด   ประกอบด้วยความเพียรพินิจพิจารณา   ย่อมจะมองเห็นแนวพระโอวาทของพระองค์   จะเทียบให้เห็น เช่น  มีคน 2 คนยืนอยู่   คนหนึ่งสูง คนหนึ่งต่ำ    เรารู้จักคนสูง   ใครมาถามเราว่า  คนสองคนนั้นรู้จักไหม   เราตอบว่าคนสูงเรารู้จัก เมื่อคนอื่นได้ยินคำตอบเช่นนั้น  แม้ตาของเขาไม่แลเห็นคนสองคนนั้นเลย   เขาย่อมจะรู้ว่าคนที่เราไม่รู้จักนั้นต่ำกว่าคนที่เรารู้จัก  โดยเราไม่จำเป็นจะต้องพูดว่าคนต่ำเราไม่รู้จัก   นี่ฉันใด อนิจจังบอกนิจจัง   ทุกขังบอกสุขัง    อนัตตา บอกอัตตา  ฉันนั้น  อะไรเล่าเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา   ก็คือธรรมกายนี้เอง เป็นตัวนิจจัง สุขัง อัตตา ... "

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ว่าในด้านภาวนา   กายนี้มีซ้อนกันเป็นชั้นๆ   มีกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์   กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์   กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม   กายธรรมซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม   คนเราที่ว่าตายนั้นคือ  กายทิพย์กับกายมนุษย์หลุดพรากออกจากกัน   เหมือนมะขามกะเทาะล่อนจากเปลือก ฉะนั้น  กายทิพย์ก็หลุดจากกายมนุษย์ไป

การละกิเลสของพระองค์หลุดไปเป็นชั้นๆ   ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์  กายทิพย์  กายรูปพรหม กายอรูปพรหม  เป็นลำดับไป  

กิเลสในกายมนุษย์ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ   
กิเลสในกายทิพย์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายรูปพรหม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายอรูปพรหม คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย
ต่อแต่นี้ไปจึงชักเข้าถึงกายหนึ่ง คือกายธรรม  หรือเรียกว่า ธรรมกาย   เข้าชั้นโคตรภูจิต  เรียกว่า โคตรภูบุคคล

โคตรภูบุคคลนี้เดินสมาบัติ  เพ่งอริยสัจ 4  เป็นอนุโลมปฏิโลม   จนหลุดพ้นจากกิเลสพวกสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส   แล้วตกศูนย์วับกลับเป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่าพระโสดาบัน ละกิเลสได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
แล้วกายโสดาบันนี้เดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจ 4 เป็นอนุโลมปฏิโลมต่อไปถึงขีดสุด   ละกิเลสได้อีก 2 คือ กามราคะ พยาบาทชั้นหยาบ   จึงเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสกทาคามี
กายพระสกทาคามีเดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจสี่ทำนองเดียวกันนั้นต่อไป   ถึงขีดสุดละกิเลสได้อีก 2 คือ กามราคะ พยาบาทขั้นละเอียด จึงเลื่อนชั้นเป็นพระอนาคามี
แล้วกายพระอนาคามีเดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ 4 ทำนองเดียวกันนั้นต่อไปถึงขีดสุด   ละกิเลสได้อีก 5 คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา   จึงเลื่อนขึ้นจาก พระอนาคามี เป็น พระอรหันต์
จิตของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากกิเลสทั้งมวล    จึงได้พระเนมิตตกนามว่า อรหํ


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : http://www.dhammakaya.org/ธรรมะ/พระธรรมเทศนา-โดย-พระมงคลเทพมุนี/พระพุทธคุณ-พระธรรมคุณ-พระสังฆคุณ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่