“รู้ไหม...อะไรที่ทำให้ผมเกลียดที่สุด”
ชายวัยค่อนคน ต่อนวัย แต่ไม่ค่อนเงิน กับท่าทางภูมิฐานมีชาติตระกูลร่ำรวยขว้างต้นฉบับลงบนพื้นโต๊ะอย่างแรง ทำเอาชายหนุ่มเจ้าของต้นฉบับสะดุ้งเฮือก โยนสายตามองต้นฉบับและตวัดสายตากลับอย่างแรงจ้องมองหน้าคนเจ้าอารมณ์สลับกันไปมาอยู่เช่นนั้น
“อ่า...มีอะไรหรือครับ....”
เขาเหวี่ยงคำถามออกจากปากด้วยสีหน้ามึนงงสงสัย เพราะนิยายเรื่องนี้เขาตั้งใจตั้งกายเขียนแบบทุ่มเทสุดชีวิตแทบล้มประดาตาย หากตอนนี้เขาไม่เข้าใจอารมณ์ของบรรณาธิการคนนี้เอาเสียเลย บรรณาธิการยิ้มโหดๆมุมปากแบบมองไม่เห็นคะแนนเป็นบวกเลยสักนิด หยิบต้นฉบับขึ้นมาก่อนเปิดกระดาษไปมาแล้วจิ้มนิ้วไปยังกระดาษหน้าหนึ่งพลางบอกด้วยน้ำเสียงอำมหิต
“อ่านย่อหน้านี้ซิ”
หนุ่มนักเขียนขมวดคิ้วเป็นเงื่อนพิรอดอย่างไม่เข้าใจขณะก้มหน้าดูต้นฉบับ ท่อนนี้มันวรรคทองของเขาชัดๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าบรรณาธิการจอมโหดคิดอะไรอยู่ในใจ
“อ่านดังๆให้ผมฟัง”
เสียงประกาศิตโยนออกมาอีก ชายหนุ่มแม้จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ แต่ก็ยอมอ่านออกเสียงโดยดี เพราะบรรณาธิการจอมโหดคนนี้มีผลต่อการพิจารณานิยายของเขา หรือชีวิตจิตใจของเขา
“มือหนาของชายหนุ่มคว้ามือบางของหญิงสาว ร่างหนาเคลื่อนเข้าไปใกล้ร่างบาง ร่างบางพยายามเบี่ยงกายหนีมือหนา แต่มือใหญ่ยังพยายามคว้ามือเล็ก หากร่างบางถอยหลังหลบมือหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง...”
ยังไมทันอ่านจบย่อหน้านั้น บรรณาธิการก็ยกมือโบกไปมาบอกด้วยเสียงอันดังว่า
“ พอแล้วๆ พอๆๆๆ”
“ทำไมหรือครับ” ชายหนุ่มถามอย่างผิดหวัง ก่อนกระตุกตัวเองให้นั่งตัวตรง เขาไม่เชื่อว่าจะไม่มีคนเข้าใจความงดงามของงานเขียนย่อหน้านั้น เพราะกว่าจะเขียนออกมาได้ หมายถึงเขาตะลุยอ่านนิยายในโลกนี้มาอย่างดีจนจับแนวทางและวิธีการเขียนของนักเขียนดังๆมาตั้งหลายบรรทัดในรอบสี่ปี
“ทำไมนายวนเวียนอยู่แต่ร่างและมือ อวัยวะสวนอื่นมันไม่น้อยใจหรือ”
“ผมไม่เข้าใจ...” ชายหนุ่มหมายความตามที่พูด และหมายความตามที่คิด บรรณาธิการเหวี่ยงรอยยิ้มหมิ่นๆออกมาจากริมฝีปากสุดแรงเกิด รอยยิ้มหมิ่นนั้นคมราวกระบี่ไร้เงาเชือดเฉือนความเชื่อมั่นและความภูมิใจของชายหนุ่มรักเขียนขาดกระเด็นกระจุยกระจาย
“คุณต้องให้เกียรติอวัยวะส่วนอื่นบ้าง ไม่ใช่วนเวียนอยู่แต่กับมือและร่าง แบบนี้มันทำให้พระเอกต้องเป็นคนร่างหนาตัวใหญ่ นางเอกต้องตัวบางร่างเล็ก มันไม่ยุติธรรม รู้ไหม มันไม่ยุติธรรม มันเก็บกดรู้ไหม.....มันเก็บกด”
บรรณาธิการหลั่งไหลคำพูดออกมาไม่ขาดสาย สีหน้าท่าทางฉาบเคลือบไว้ด้วยความไม่สบอารมณ์และความขมขื่นสิ้นหวัง เขาโยนสายตาใส่หน้านักเขียนหนุ่มเต็มแรงแล้วแนะนำว่า
“คุณต้องปรับปรุงงานคุณใหม่...ให้ดีกว่านี้..และกว่านี้”
“แต่นี่มันงานระดับสาสเตอร์พืชของผมนะครับ” นักเขียนหนุ่มหลบสายตาได้แบบหวุดหวิด ก่อนเทคำพูดออกมาจากปากอย่างระมัดระวังว่า
“แล้วผมต้องเขียนยังไงครับ”
บรรณาธิการระบายริมผีปากตัวเองด้วยรอยยิ้มซึ่งจำลองเหตุการณ์มาจากการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีวันดีเดย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ก่อนหยิบต้นฉบับขึ้นมาพลางพูดว่า
“ถ้าเป็นผม... ใช่..หมายถึงว่าไม่ใช่คุณแน่นอน ผมจะแก้งานย่อหน้านี้ว่า
.... “มือหนาของชายหนุ่มคว้ามือบางของหญิงสาว ตาใหญ่เคลื่อนเข้าไปใกล้ตาเล็ก เท้าบางพยายามเบี่ยงกายหนีปากหนา แต่ปากหนายังพยายามคว้าหูเล็ก หากจมูกบางบางถอยหลังหลบก้นหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง...”
“โอย.....”
นักเขียนหนุ่มล้มฟาดลงบนพื้นเต็มความยาว ไม่คิดไม่ฝันว่าในจักรวาลนี้จะมีสิ่งมีชีวิตที่มองโลกกว้างขนาดนี้ ความเชื่อมั่นของเขาติดปีกโบยบินสูงขึ้นไปทุกทีแบบไร้อนาคต งานเขียนเป็นงานที่ไม่ง่ายดายเลย แต่ย่อหน้าเดียวยังทำให้เขาสะท้านสะเทือนไปถึงวัยเด็กอนุบาล เขามองโลกแคบเกินไป งานถึงจำกัดอยู่แค่มือกับร่าง งานเลยออกมามีแต่มือบางร่างบาง มือใหญ่กุมมือเล็ก อะไรประมาณนั้น
ทำไมเขาไม่คิดนะว่าอวัยวะทุกส่วนของร่างกายมันมี เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพความเท่าเทียมกัน
ทำไมเขาไม่นึกถึงข้อนี้มาก่อนเลย ทำไมต้องแต่มือใหญ่กุมมือหนา ร่างใหญ่จับร่างบาง ความจริงมันต้องมี ก้นใหญ่กอดปากเล็ก ตาใหญ่มองตาเล็กอย่างมีความหมาย ให้ตายเถอะ..งานเขียนไม่ง่ายเลย
และก่อนที่เขาจะเป็นคนสิ้นคิดไปมากกว่านี้ บรรณาธิการจอมโหดก็ฟาดคำพูดออกมาเต็มเบ้าหูเขาว่า
“อ๊ะๆๆ..กฎทุกข้อต้องมีข้อยกเว้น... นายสามารถเอาอวัยวะไดก็ได้ไปเขียน มีข้อแม้ว่าห้ามเอาอวัยวะของสงวนไปเขียนเด็ดขาด นายบอกว่าสะดือใหญ่วิ่งหนีหน้าแข้งเล็กได้ แต่ห้ามลามกทะลึ่งเด็ดขาด ข้อนี้ไม่ต้องยกตัวอย่างก็ได้เข้าใจไหม”
“คร้าบ.....”
นักเขียนหนุ่มน้ำตานองหน้า แต่เรื่องยังไม่ยุติแค่นี้ เพราะเสียงของบรรณธิการจอมโหรยังเหวี่ยงไปมาในอากาศราวแผ่นเหล็กมหึมาจนสะท้านสะเทือน
“ยัง ยังไม่พอ ความจริงแล้วต้องให้เกียรติอวัยวะภายในด้วย..ไม่ใช่สนใจแต่ภายนอกอันเป็นเพียงภาชนะห่อหุ้มของเสีย นายต้องเขียนประมาณว่า....
เส้นเอ็นของชายหนุ่มคว้าเส้นเลือดของหญิงสาว ตับหนาเคลื่อนเข้าไปใกล้ลำไล้เล็ก ตับอ่อนพยายามเบี่ยงกายหนีต่อมลูกหมากหนา แต่กระดูกอ่อนยังพยายามคว้าไตเล็ก หากเซ่งจี้บางถอยหลังหลบกึ๋นหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง...”
หนุ่มนักเขียนลืมตาโพลง หูยังแว่วคำแนะนำต่อไป
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มตันเท่านั้น.....ความจริงยังมี...”
ยังไม่ทันจบประโยค นักเขียนหนุ่มก็ถีบตัวเองจนกระเด็นขึ้นมายืนแล้วแหกปากสุดเสียงว่า
“ตู..ไม่เขียนแล้วโว้ย...”
ว่าแล้ว....มือหนาของชายหนุ่มก็คว้ามือบรรณาธิการ ร่างหนาเคลื่อนเข้าไปใกล้ร่างท้วม ร่างท้วมพยายามเบี่ยงกายหนีมือหนา แต่มือใหญ่ยังพยายามคว้ามืออวบเล็ก หากร่างท้วมถอยหลังหลบมือหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง... แต่ไม่ทันการเสียแล้ว มือหนาอีกข้างซึ่งยื่นมานั้นมันรวดเร็วจนมือท้วมปัดป้องไม่ทัน วัตถุวาววับในมือหนาฉีกอากาศเข้ามาหาร่างท้วม ผ่านมือท้วมที่กำลังเปะปะป่ายปัด
<ปล. ย่อหน้านี้คุณเปลวอัคคี ได้เพิ่มเติมเสริมให้ อย่างลงตัว ขออนุญาติคุณเปลวนำงานของคุณเปลวมาเสริมครับ แฮ่>
สวบ ! สวบ !! สวบ !!!
ว่าแล้วเขาก็วิ่งหนีกระเซอะกระเซิงแบบไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้ ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมแม้แต่เจ้าหนี้และเมียของตัวเอง อนิจจา..
Diary of a madman....[ปัญหาของนักเขียน]
ชายวัยค่อนคน ต่อนวัย แต่ไม่ค่อนเงิน กับท่าทางภูมิฐานมีชาติตระกูลร่ำรวยขว้างต้นฉบับลงบนพื้นโต๊ะอย่างแรง ทำเอาชายหนุ่มเจ้าของต้นฉบับสะดุ้งเฮือก โยนสายตามองต้นฉบับและตวัดสายตากลับอย่างแรงจ้องมองหน้าคนเจ้าอารมณ์สลับกันไปมาอยู่เช่นนั้น
“อ่า...มีอะไรหรือครับ....”
เขาเหวี่ยงคำถามออกจากปากด้วยสีหน้ามึนงงสงสัย เพราะนิยายเรื่องนี้เขาตั้งใจตั้งกายเขียนแบบทุ่มเทสุดชีวิตแทบล้มประดาตาย หากตอนนี้เขาไม่เข้าใจอารมณ์ของบรรณาธิการคนนี้เอาเสียเลย บรรณาธิการยิ้มโหดๆมุมปากแบบมองไม่เห็นคะแนนเป็นบวกเลยสักนิด หยิบต้นฉบับขึ้นมาก่อนเปิดกระดาษไปมาแล้วจิ้มนิ้วไปยังกระดาษหน้าหนึ่งพลางบอกด้วยน้ำเสียงอำมหิต
“อ่านย่อหน้านี้ซิ”
หนุ่มนักเขียนขมวดคิ้วเป็นเงื่อนพิรอดอย่างไม่เข้าใจขณะก้มหน้าดูต้นฉบับ ท่อนนี้มันวรรคทองของเขาชัดๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าบรรณาธิการจอมโหดคิดอะไรอยู่ในใจ
“อ่านดังๆให้ผมฟัง”
เสียงประกาศิตโยนออกมาอีก ชายหนุ่มแม้จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ แต่ก็ยอมอ่านออกเสียงโดยดี เพราะบรรณาธิการจอมโหดคนนี้มีผลต่อการพิจารณานิยายของเขา หรือชีวิตจิตใจของเขา
“มือหนาของชายหนุ่มคว้ามือบางของหญิงสาว ร่างหนาเคลื่อนเข้าไปใกล้ร่างบาง ร่างบางพยายามเบี่ยงกายหนีมือหนา แต่มือใหญ่ยังพยายามคว้ามือเล็ก หากร่างบางถอยหลังหลบมือหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง...”
ยังไมทันอ่านจบย่อหน้านั้น บรรณาธิการก็ยกมือโบกไปมาบอกด้วยเสียงอันดังว่า
“ พอแล้วๆ พอๆๆๆ”
“ทำไมหรือครับ” ชายหนุ่มถามอย่างผิดหวัง ก่อนกระตุกตัวเองให้นั่งตัวตรง เขาไม่เชื่อว่าจะไม่มีคนเข้าใจความงดงามของงานเขียนย่อหน้านั้น เพราะกว่าจะเขียนออกมาได้ หมายถึงเขาตะลุยอ่านนิยายในโลกนี้มาอย่างดีจนจับแนวทางและวิธีการเขียนของนักเขียนดังๆมาตั้งหลายบรรทัดในรอบสี่ปี
“ทำไมนายวนเวียนอยู่แต่ร่างและมือ อวัยวะสวนอื่นมันไม่น้อยใจหรือ”
“ผมไม่เข้าใจ...” ชายหนุ่มหมายความตามที่พูด และหมายความตามที่คิด บรรณาธิการเหวี่ยงรอยยิ้มหมิ่นๆออกมาจากริมฝีปากสุดแรงเกิด รอยยิ้มหมิ่นนั้นคมราวกระบี่ไร้เงาเชือดเฉือนความเชื่อมั่นและความภูมิใจของชายหนุ่มรักเขียนขาดกระเด็นกระจุยกระจาย
“คุณต้องให้เกียรติอวัยวะส่วนอื่นบ้าง ไม่ใช่วนเวียนอยู่แต่กับมือและร่าง แบบนี้มันทำให้พระเอกต้องเป็นคนร่างหนาตัวใหญ่ นางเอกต้องตัวบางร่างเล็ก มันไม่ยุติธรรม รู้ไหม มันไม่ยุติธรรม มันเก็บกดรู้ไหม.....มันเก็บกด”
บรรณาธิการหลั่งไหลคำพูดออกมาไม่ขาดสาย สีหน้าท่าทางฉาบเคลือบไว้ด้วยความไม่สบอารมณ์และความขมขื่นสิ้นหวัง เขาโยนสายตาใส่หน้านักเขียนหนุ่มเต็มแรงแล้วแนะนำว่า
“คุณต้องปรับปรุงงานคุณใหม่...ให้ดีกว่านี้..และกว่านี้”
“แต่นี่มันงานระดับสาสเตอร์พืชของผมนะครับ” นักเขียนหนุ่มหลบสายตาได้แบบหวุดหวิด ก่อนเทคำพูดออกมาจากปากอย่างระมัดระวังว่า
“แล้วผมต้องเขียนยังไงครับ”
บรรณาธิการระบายริมผีปากตัวเองด้วยรอยยิ้มซึ่งจำลองเหตุการณ์มาจากการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีวันดีเดย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ก่อนหยิบต้นฉบับขึ้นมาพลางพูดว่า
“ถ้าเป็นผม... ใช่..หมายถึงว่าไม่ใช่คุณแน่นอน ผมจะแก้งานย่อหน้านี้ว่า
.... “มือหนาของชายหนุ่มคว้ามือบางของหญิงสาว ตาใหญ่เคลื่อนเข้าไปใกล้ตาเล็ก เท้าบางพยายามเบี่ยงกายหนีปากหนา แต่ปากหนายังพยายามคว้าหูเล็ก หากจมูกบางบางถอยหลังหลบก้นหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง...”
“โอย.....”
นักเขียนหนุ่มล้มฟาดลงบนพื้นเต็มความยาว ไม่คิดไม่ฝันว่าในจักรวาลนี้จะมีสิ่งมีชีวิตที่มองโลกกว้างขนาดนี้ ความเชื่อมั่นของเขาติดปีกโบยบินสูงขึ้นไปทุกทีแบบไร้อนาคต งานเขียนเป็นงานที่ไม่ง่ายดายเลย แต่ย่อหน้าเดียวยังทำให้เขาสะท้านสะเทือนไปถึงวัยเด็กอนุบาล เขามองโลกแคบเกินไป งานถึงจำกัดอยู่แค่มือกับร่าง งานเลยออกมามีแต่มือบางร่างบาง มือใหญ่กุมมือเล็ก อะไรประมาณนั้น
ทำไมเขาไม่คิดนะว่าอวัยวะทุกส่วนของร่างกายมันมี เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพความเท่าเทียมกัน
ทำไมเขาไม่นึกถึงข้อนี้มาก่อนเลย ทำไมต้องแต่มือใหญ่กุมมือหนา ร่างใหญ่จับร่างบาง ความจริงมันต้องมี ก้นใหญ่กอดปากเล็ก ตาใหญ่มองตาเล็กอย่างมีความหมาย ให้ตายเถอะ..งานเขียนไม่ง่ายเลย
และก่อนที่เขาจะเป็นคนสิ้นคิดไปมากกว่านี้ บรรณาธิการจอมโหดก็ฟาดคำพูดออกมาเต็มเบ้าหูเขาว่า
“อ๊ะๆๆ..กฎทุกข้อต้องมีข้อยกเว้น... นายสามารถเอาอวัยวะไดก็ได้ไปเขียน มีข้อแม้ว่าห้ามเอาอวัยวะของสงวนไปเขียนเด็ดขาด นายบอกว่าสะดือใหญ่วิ่งหนีหน้าแข้งเล็กได้ แต่ห้ามลามกทะลึ่งเด็ดขาด ข้อนี้ไม่ต้องยกตัวอย่างก็ได้เข้าใจไหม”
“คร้าบ.....”
นักเขียนหนุ่มน้ำตานองหน้า แต่เรื่องยังไม่ยุติแค่นี้ เพราะเสียงของบรรณธิการจอมโหรยังเหวี่ยงไปมาในอากาศราวแผ่นเหล็กมหึมาจนสะท้านสะเทือน
“ยัง ยังไม่พอ ความจริงแล้วต้องให้เกียรติอวัยวะภายในด้วย..ไม่ใช่สนใจแต่ภายนอกอันเป็นเพียงภาชนะห่อหุ้มของเสีย นายต้องเขียนประมาณว่า....
เส้นเอ็นของชายหนุ่มคว้าเส้นเลือดของหญิงสาว ตับหนาเคลื่อนเข้าไปใกล้ลำไล้เล็ก ตับอ่อนพยายามเบี่ยงกายหนีต่อมลูกหมากหนา แต่กระดูกอ่อนยังพยายามคว้าไตเล็ก หากเซ่งจี้บางถอยหลังหลบกึ๋นหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง...”
หนุ่มนักเขียนลืมตาโพลง หูยังแว่วคำแนะนำต่อไป
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มตันเท่านั้น.....ความจริงยังมี...”
ยังไม่ทันจบประโยค นักเขียนหนุ่มก็ถีบตัวเองจนกระเด็นขึ้นมายืนแล้วแหกปากสุดเสียงว่า
“ตู..ไม่เขียนแล้วโว้ย...”
ว่าแล้ว....มือหนาของชายหนุ่มก็คว้ามือบรรณาธิการ ร่างหนาเคลื่อนเข้าไปใกล้ร่างท้วม ร่างท้วมพยายามเบี่ยงกายหนีมือหนา แต่มือใหญ่ยังพยายามคว้ามืออวบเล็ก หากร่างท้วมถอยหลังหลบมือหนาที่ยื่นมาแบบมีเจตนาแอบแผง... แต่ไม่ทันการเสียแล้ว มือหนาอีกข้างซึ่งยื่นมานั้นมันรวดเร็วจนมือท้วมปัดป้องไม่ทัน วัตถุวาววับในมือหนาฉีกอากาศเข้ามาหาร่างท้วม ผ่านมือท้วมที่กำลังเปะปะป่ายปัด
<ปล. ย่อหน้านี้คุณเปลวอัคคี ได้เพิ่มเติมเสริมให้ อย่างลงตัว ขออนุญาติคุณเปลวนำงานของคุณเปลวมาเสริมครับ แฮ่>
สวบ ! สวบ !! สวบ !!!
ว่าแล้วเขาก็วิ่งหนีกระเซอะกระเซิงแบบไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้ ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมแม้แต่เจ้าหนี้และเมียของตัวเอง อนิจจา..