ขณะนี้มีข้อสงสัยว่า สังคมกำลังก้าวเข้าสู่อาชญากรรมเด็กรูปแบบใหม่ที่มุ่งแสวงหาเงินบริจาคออนไลน์จากความสงสารเด็ก
ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นมา มีเรื่องที่ต้องสงสัยว่าเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมที่กระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์จากความสงสารเด็ก
ให้สังคมบริจาคเงินออนไลน์ : กรณีแม่ปุ๊ก
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2563 น.ส.เอมอัชนา (มารดาแท้ๆ ของน้องยิ้ม) ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม
ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นิษฐา โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 ได้ถูกผู้ต้องหาหลอกลวงว่าจะขอรับอุปการะเลี้ยงดูบุตรของ
น.ส.เอมอัชนา ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีฐานะดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง โดยอ้างว่าเป็น
เภสัชกรเมื่อ น.ส.เอมอัชนา คลอดบุตรแล้วชื่อว่าน้องยิ้ม ผู้ต้องหาได้มารับตัวน้องน้องยิ้มที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ เพื่อไปดูแล
ต่อมาผู้ต้องหาได้แจ้งว่าน้องยิ้มมีอาการป่วย จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพ จึงหลอกลวงให้ น.ส.เอมอัชนา ทำการเปิดบัญชีธนาคารทหารไทย จำนวน 1 บัญชี และผู้ต้องหา ได้เปิดบัญชีธนาคารทหารไทย อีกจำนวน 2 บัญชี เป็นชื่อบัญชีของ น.ส.เอมอัชนา ปรากฏว่า ผู้ต้องหา
ได้นำบัญชีธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นมารดาของน้องยิ้ม ที่ป่วยด้วยโรค "เรนินโนม่าห์" และใช้เป็นเครื่องมือ
ในการโฆษณารับบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆทั้งบริจาคเงินโดยตรงและในรูปแบบของการซื้อสิ่งของ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องมือวัดไข้ จนมี
ผู้หลงเชื่อโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารตามที่กล่าวมาข้างต้นจำนวนมาก ในบางครั้งก็ไม่ส่งสินค้าให้ มีผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อโอนเงิน
ค่าสินค้าเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหายจำนวนมากได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหลายท้องที่ อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
https://www.thaipost.net/main/detail/66876
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกรณีแรกที่มีข้อสงสัยว่าเข้าข่ายฯ เรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และตอนนี้สังคมก็กำลังฮือฮากับกรณีหนึ่งที่มีคนจำนวน
มากสงสัยว่าจะเป็นลักษณะเดียวกันคือกรณี" น้องชมพู่ "
ในความเห็นส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมตินี้ เห็นว่า ถ้ามีการนำตัวน้องชมพู่ไปซ่อน จริงอยู่อาจพลาดด้วยอะไรก็ตามเป็นเหตุให้น้องเสียชีวิตได้ แต่
ญาติๆที่เกี่ยวข้องคงไม่ยอมให้น้องอดอาหารตาย และโอกาศพลาดให้น้องอดอาหารก็ไม่มี มีแต่จะให้มีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อให้มีการบริจาคนานๆ ประเด็นนี้จึงตกไปในความเห็นของผม
สังคมตั้งข้อสงสัยเค้าลางๆเงินบริจาคออนไลน์อาจเป็นรูปแบบใหม่ของแรงจูงใจก่ออาชญากรรมต่อเด็ก
ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นมา มีเรื่องที่ต้องสงสัยว่าเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมที่กระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์จากความสงสารเด็ก
ให้สังคมบริจาคเงินออนไลน์ : กรณีแม่ปุ๊ก
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2563 น.ส.เอมอัชนา (มารดาแท้ๆ ของน้องยิ้ม) ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม
ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นิษฐา โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 ได้ถูกผู้ต้องหาหลอกลวงว่าจะขอรับอุปการะเลี้ยงดูบุตรของ
น.ส.เอมอัชนา ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีฐานะดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง โดยอ้างว่าเป็น
เภสัชกรเมื่อ น.ส.เอมอัชนา คลอดบุตรแล้วชื่อว่าน้องยิ้ม ผู้ต้องหาได้มารับตัวน้องน้องยิ้มที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ เพื่อไปดูแล
ต่อมาผู้ต้องหาได้แจ้งว่าน้องยิ้มมีอาการป่วย จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพ จึงหลอกลวงให้ น.ส.เอมอัชนา ทำการเปิดบัญชีธนาคารทหารไทย จำนวน 1 บัญชี และผู้ต้องหา ได้เปิดบัญชีธนาคารทหารไทย อีกจำนวน 2 บัญชี เป็นชื่อบัญชีของ น.ส.เอมอัชนา ปรากฏว่า ผู้ต้องหา
ได้นำบัญชีธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นมารดาของน้องยิ้ม ที่ป่วยด้วยโรค "เรนินโนม่าห์" และใช้เป็นเครื่องมือ
ในการโฆษณารับบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆทั้งบริจาคเงินโดยตรงและในรูปแบบของการซื้อสิ่งของ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องมือวัดไข้ จนมี
ผู้หลงเชื่อโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารตามที่กล่าวมาข้างต้นจำนวนมาก ในบางครั้งก็ไม่ส่งสินค้าให้ มีผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อโอนเงิน
ค่าสินค้าเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหายจำนวนมากได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหลายท้องที่ อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
https://www.thaipost.net/main/detail/66876
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกรณีแรกที่มีข้อสงสัยว่าเข้าข่ายฯ เรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และตอนนี้สังคมก็กำลังฮือฮากับกรณีหนึ่งที่มีคนจำนวน
มากสงสัยว่าจะเป็นลักษณะเดียวกันคือกรณี" น้องชมพู่ "
ในความเห็นส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมตินี้ เห็นว่า ถ้ามีการนำตัวน้องชมพู่ไปซ่อน จริงอยู่อาจพลาดด้วยอะไรก็ตามเป็นเหตุให้น้องเสียชีวิตได้ แต่
ญาติๆที่เกี่ยวข้องคงไม่ยอมให้น้องอดอาหารตาย และโอกาศพลาดให้น้องอดอาหารก็ไม่มี มีแต่จะให้มีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อให้มีการบริจาคนานๆ ประเด็นนี้จึงตกไปในความเห็นของผม