บทที่ 1-2
http://ppantip.com/topic/34581823
บทที่ 3
http://ppantip.com/topic/34641272
บทที่ 4-5
http://ppantip.com/topic/34657924
บทที่ 6
http://ppantip.com/topic/34686112
บทที่ 7 ความช่วยเหลือที่คาดไม่ถึง
“ฉันจะไปกะมะโกริ” ซาคาโมโตะเอ่ยขึ้นระหว่างกินมื้อเช้า คิ้วดกหนาของทาคุเลิกสูงด้วยความแปลกใจ
“ไปทำไม”
ถามพร้อมกับกัดขนมปังไปด้วย อีกฝ่ายหันหน้าไปทางประตูติดกับระเบียง มองต้นไผ่ที่กำลังโยกเอนไปตามลม
“อิบูกิ”
เป็นคำตอบสั้นๆ แต่คนใกล้ชิดอย่างทาคุกลับเข้าใจทันทีว่าซาคาโมโตะยังคงติดใจในเรื่องที่อิบูกิหนึ่งในลูกน้องที่ติดสอยห้อยตามกันมานานโดนทำร้ายและอยากรู้ให้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของใคร แน่นอนว่าสารถีหนุ่มโล่งใจที่เห็นเจ้านายสนใจลูกน้องมากกว่าวิ่งตามผู้หญิง...เอ่อ ไม่สิผู้ชายต่างหาก แต่การเดินทางไปสอบถามด้วยตัวเองนั้นเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลยสักนิด
“ให้ทางนั้นส่งคนมารายงานก็ได้นี่นา” เขาแย้งไปตามที่คิดแต่ซาคาโมโตะกลับส่ายหน้าช้า
“ไม่ได้หรอก ฉันเป็นห่วงกลัวคนส่งสารโดนฆ่าระหว่างทาง”
“เพราะงั้นแหละฉันถึงไม่อยากให้นายไป” ทาคุพูดพลางดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่ ยังไม่ทันวางถ้วยก็พูดต่อ “ถ้าคนลงมือเป็นพวกโอโรจิจริงคงดีใจกันน่าดูถ้ารู้ว่าผู้นำของกินกิซึเนะเดินทางไปตามลำพัง”
“ใครบอกว่าฉันจะไปคนเดียว” ซาคาโมโตะหันมาตอบ สารถีจอมกวนเข้าใจว่าได้รับอนุญาตให้ตามไปด้วยจึงผงกศีรษะ
“ตกลง เราจะออกเดินทางกันตอนไหน”
“ไม่ใช่นาย” ซาคาโมโตะพูดด้วยใบหน้านิ่งก่อนเบนสายตาไปยังประตูที่ถูกเลื่อนเปิดออก ทาคุมองตามและนิ่วหน้าเมื่อเห็นคนที่กำลังก้มตัวลงแสดงความคารวะต่อนายใหญ่อย่างนอบน้อม
“อย่าบอกนะว่านายจะไปกับยายแก่แร้งทึ้งนี่”
ทาคุหันมาถามลั่นอย่างไม่เกรงใจ ซาคาโมโตะยังคงนั่งปั้นหน้าตายอย่างไม่รู้สึกรู้สา ยายแก่แร้งทึ้งที่สารถีปากมากพูดถึงจึงกล่าวเชิงตำหนิ
“อย่าปากเสียเหมือนเผ่าพันธุ์ของเจ้าคุโรอินุ” เป็นการพูดเนิบช้าตามแบบของหญิงชราทั่วไป หากเป็นคนอื่นคงนึกสบประมาทว่านางเป็นแค่คนแก่คนหนึ่งแต่ทาคุรู้ดีว่าภายใต้ร่างกายงุ้มงอดุจถุงผ้าเก่าๆนั้นเต็มไปด้วยเข็มพิษนับพันเล่ม ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าปะทะคารมกับยายแก่หงำเหงือกแบบไม่ดูตาม้าตาเรือมีหวังเน่าตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปาก
“อย่าเรียกข้าด้วยชื่อนั้น” ถึงจะเกรงใจอยู่บ้างแต่ก็อดเถียงไม่ได้ “ที่นี่ข้าคือคันมุริ ทาคุ”
“สุนัขจะชื่อไหนก็เป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ” ยายแก่หนังเหนียวยังคงกวนประสาทไม่เลิกและคงไม่หยุดแค่นั้นหากเจ้าบ้านซาคาโมโตะไม่เอ่ยตัดบท
“ไปกันได้แล้วโฮตารุ”
คำสั่งของเขาทำให้ทาคุทำหน้าเหวอ “จะไปกันตอนนี้เลยเหรอ แล้วโรงเรียนล่ะ?”
“หยุดสองสามวันคงไม่เป็นไรหรอก” ซาคาโมโตะตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักก่อนหยุดเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิระหว่างที่ฉันไม่อยู่นายช่วยไปดูฟุรุคาวะให้หน่อยได้หรือเปล่า”
“ไอ้ได้น่ะมันได้อยู่หรอกแต่ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย หมอนั่นไม่ใช่...”
“เขาถูกพวกปิศาจชั้นต่ำก่อกวนและโดนอันธพาลโรงเรียนตามรังควาน อย่างแรกฉันไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่เพราะส่งจิ้งจอกน้อยไปช่วยแล้วแต่พลังของมันไม่แกร่งพอที่จะจัดการกับพวกมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องขอแรงนายอีกคน”
น้ำเสียงที่ใช้เหมือนเป็นการออกคำสั่งแต่แววตากลับแสดงความหมายที่ทาคุพอจะเดาออกว่ามันเป็นการขอร้อง เขาจึงตกปากรับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก
“ก็ได้ แต่ฉันดูแลได้เฉพาะระหว่างเดินทางไปกลับเท่านั้น ถ้าเขาโดนทำร้ายในโรงเรียนฉันคงช่วย..”
“มีอะไรบ้างที่คนอย่างนายทำไม่ได้” ซาคาโมโตะแทรกคำพูดเหมือนไม่อยากรับฟังคำแก้ตัวก่อนลุกขึ้น “ฝากด้วยนะทาคุ”
กล่าวย้ำอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจ อีกฝ่ายจึงโบกมือไปมาด้วยความรำคาญพร้อมกับพูดประชด
“เออๆรู้แล้ว ฉันจะดูแลเจ้าบ้านั่นอย่างดีชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลย”
พอซาคาโมโตะคล้อยหลังไปแล้วทาคุยังคงนั่งกินมื้อเช้าต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่ตากลับเหลือบดูนาฬิกาเป็นระยะ พอได้เวลาเขาก็คว้าถ้วยชากรอกใส่ปากฉวยเสื้อนอกที่วางไว้ข้างตัวมาสวมก่อนลุกขึ้นออกจากห้องเดินตรงดิ่งไปที่รถขับไปยังอพาร์ทเม้นท์ของฟุรุคาวะ จากการบอกเล่าของเจ้านายทำให้เขารู้ว่าห้องของเด็กหนุ่มอยู่ชั้นไหนและหมายเลขอะไร พอหาที่จอดรถได้ก็วิ่งเหยาะๆขึ้นบันไดไปจนถึงห้องและเคาะประตูเรียกอย่างไม่ลังเล ครั้งแรกข้างในยังเงียบกริบไม่มีเสียงตอบก็เคาะอีกครั้ง พอลงมือเป็นครั้งที่สามความอดทนก็เริ่มถึงขีดจำกัดสารถีหนุ่มจึงเปลี่ยนจากการเคาะเป็นใช้กำปั้นทุบประตูดังโครม
“เฮ้!”
เขาตะโกนเรียกเสียงดังจนห้องข้างๆเปิดประตูออกมาดู พอเห็นต้นเหตุเป็นชายหนุ่มตัวโตเป็นยักษ์ปักหลั่นหน้าตาบูดบึ้งอย่างคนที่พร้อมจะเอาเรื่องก็เปลี่ยนไป กระนั้นก็ยังแข็งใจถาม
“มาหาใครเหรอครับ”
“ฟุรุคาวะ ฟุบุกิ” ทาคุพยายามทำเสียงให้นุ่มที่สุดเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจซึ่งได้ผล เพราะสีหน้าหวาดกลัวคลายลงขณะที่เจ้าตัวตอบด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น
“เขาออกไปแล้วครับ”
เช้าขนาดนี้เลยเหรอ ขยันเกินไปแล้วมั้ง สารถีหนุ่มนึกค่อนขอดอยู่ในใจแต่กลับส่งรอยยิ้มแก้เก้อให้กับคู่สนทนา “ผมผิดนัดเองคงต้องรีบตามเขาไปแล้วละครับ” เขาพูดพร้อมกับค้อมศีรษะน้อยๆ “ขอบคุณมาก”
พูดจบหมุนตัวเดินไปทางยังทางลงพอแน่ใจว่าพ้นจากสายตาคนแล้วเขาก็กระโจนพรวดลงไปตามบันไดอย่างชนิดที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนไหนทำได้ พอใกล้จะถึงชั้นล่างเขาก็เปลี่ยนเป็นเดินตามปรกติไปที่รถระหว่างเปิดประตูก็ใช้ความคิดไปด้วย ว่าเจ้าเด็กบ้านั่นออกไปนานแค่ไหนแล้ว เพราะถ้าก่อนหน้าที่เขาจะมาไม่นานก็คงยังอยู่แถวนี้ กำลังคิดเพลินๆสารถีหนุ่มต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียง ตุ้บ บนหลังคารถ พอเห็นว่าเป็นอะไรเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง
“ไงเจ้าเหมียว” มือเลื่อนไปลูบหัวมันเบาๆ “แกจำเด็กคนที่ฉันสั่งให้แกล้งได้หรือเปล่า พอจะรู้มั้ยว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน”
เจ้าแมวขาวร้องเหมียว เหมียวติดต่อกันหลายครั้งคล้ายกำลังอธิบาย ทาคุนิ่งฟังจนมันเงียบเสียงจึงผงกศีรษะ
“ขอบใจมาก” เขาอุ้มมันมาวางบนพื้นและลูบหัวอีกครั้งก่อนกลับไปที่รถ พอนั่งประจำที่แล้วก็ขับไปตามทางที่เคยมาครั้งก่อน ไม่ถึงอึดใจก็เห็นฟุรุคาวะกำลังถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันยืนล้อมกรอบอยู่บนทางเท้า ต้องเป็นอันธพาลที่ซาคาโมโตะพูดถึงแน่ สารถีหนุ่มคิดพลางจอดรถชิดขอบทาง เปิดประตูเดินด้วยท่าทางที่ไม่อนาทรร้อนใจนักตรงเข้าไปหา พอเข้าใกล้จนถึงระยะที่ได้ยินคำสนทนาเขาจึงหยุดรอจังหวะ เป็นเวลาเดียวกับที่คาวาเบะพูดพอดี
“จะรีบไปไหนเหรอฟุรุคาวะ” เขาถามเสียงต่ำดวงตาเรียวมองเด็กหนุ่มไล่ไปทีละส่วนอย่างจาบจ้วงพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากเหมือนอยากจับคนตรงหน้ามากินให้สมอยาก “เช้าแบบนี้ประตูโรงเรียนยังไม่เปิดหรอกอยู่คุยกับฉันก่อนดีกว่า ถ้าถูกใจบางทีฉันอาจช่วยเปิด ‘ประตู’ ให้นาย”
“ฉันขอปฏิเสธ” ฟุรุคาวะเช้าใจความหมายนั่นดีจึงรีบบอกปัดพร้อมกับขยับเพื่อเดินหนีแต่มือหยาบหนาของลูกน้องคาวาเบะตะครุบไหล่เอาไว้
“ห้ามแกไปไหนทั้งนั้นถ้าลูกพี่ยังไม่อนุญาต”
ฟุรุคาวะยืนนิ่งไม่ขยับ เขาไม่กลัวคำขู่แต่รู้ดีว่าต่อให้วิ่งก็หนีพวกบ้านี่ไม่พ้น ทางเดียวที่ทำให้เจ็บตัวน้อยที่สุดคืออยู่เฉยๆ อีกอย่างคาวาเบะคงไม่กล้าลงมือทำอะไรเพราะอยู่ริมถนนซึ่งมีคนเดินผ่านไปมามากพอดู อย่างเก่งก็แค่ถูกไถเงินและโดนตบส่งท้ายสองสามฉาด แต่เด็กหนุ่มคิดผิดเพราะดวงตาเจ้าเล่ห์ของหัวโจกตัวร้ายกลอกไปทางตรอกด้านข้างซึ่งมีกำแพงคอนกรีตทอดยาวลึกเข้าไปจนสุดสายตาพร้อมกับออกคำสั่ง
“ลากมันเข้าไปในนั้น”
สมุนทั้งสองปราดเข้ามาล็อคแขนทั้งสองข้างและทำท่าจะลากไปตามสั่งแต่ทั้งหมดต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงกระแอมของทาคุ
“ทำอะไรกันอยู่เหรอ”
เขาถามอย่างคนอารมณ์ดีพลางใช้สายตามองไล่ไปทีละคน เจ้าพวกนี้อาจจะตัวใหญ่ในความคิดของเด็กรุ่นเดียวกันแต่สำหรับเขายังเป็นแค่ลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆที่บีบเบาๆก็แหลกคามือแล้ว ความคิดนั้นตรงกับใจของคาวาเบะเพราะพอเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่เข้ามาขวางเขาก็ฝ่อลงเล็กน้อย แต่เมื่อคิดอีกทีบางทีหมอนี่อาจจะโตแค่ตัวเขาจึงกางศอกทั้งสองข้างออกวางท่าให้ดูน่าเกรงขามก่อนคำรามใส่
“เด็กเขาจะคุยกันผู้ใหญ่ไม่เกี่ยว”
ดวงตาดุดันของทาคุมองฟุรุคาวะแวบหนึ่งก่อนเลื่อนกลับไปทางคาวาเบะ
“จริงหรือ” เขาแกล้งถามด้วยใบหน้าใสซื่อ “เท่าที่เห็นเหมือนหมอนี่กำลังโดนลากไปอย่างไม่เต็มใจ” เขามองไปรอบๆ “ว่าแต่จะเข้าไปทำอะไรในตรอกเพราะเท่าที่จำได้แถวนั้นไม่มีโรงแรมเลยนี่นา”
“ฉันไม่คิดอะไรโสโครกแบบแก” คาวาเบะกระชากเสียงอย่างเหลืออดและใจหล่นวูบเมื่อทาคุหันมามองด้วยดวงตากร้าวเปรียบประดุจนัยน์ตาของเพชฌฆาต
“แต่ฉันแน่ใจว่านายคิด” เขาขยับเข้าไปอีกก้าว “ปล่อยเด็กคนนั้นเดี๋ยวนี้”
เป็นการออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทรงพลังจนสมุนทั้งสองปล่อยมือจากฟุรุคาวะโดยไม่รู้ตัว คาวาเบะเองก็รู้สึกประหวั่นไม่แพ้กันแต่เพื่อรักษาอำนาจป้องกันมิให้ตัวเองต้องเสียหน้า เขาจึงแข็งใจยืดอกพร้อมกับกล่าวปฏิเสธ
“ไม่!”
“ฉันบอกให้ปล่อย” ทาคุพูดเน้นเสียงทีละคำก่อนฟาดกำปั้นเปรี้ยงลงไปที่กำแพง “เดี๋ยวนี้!”
คอนกรีตหนายุบตัวลงเป็นแอ่งกับเศษปูนที่ร่วงกราวลงบนพื้นทำให้อันธพาลทั้งสามอ้าปากค้าง นั่นเองที่ทำให้คาวาเบะสำนึกถึงพละกำลังอันมหาศาลของชายตรงหน้า ต่อให้เอาพวกมากเข้ารุมก็ไม่เห็นแววชนะ แต่คนอย่างคาวาเบะ มุซาชิไม่มีวันวิ่งหนีหากจุกตูดไปง่ายๆอย่างเด็ดขาด เขาจ้องหน้าทาคุอย่างอาฆาตและเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา
“ก็ได้” ดวงตามาดร้ายเลื่อนไปทางฟุรุคาวะ “แกรอดได้แค่ตอนนี้เท่านั้น เผลอเมื่อไหร่ฉันเอาแกตายแน่”
เขาชูกำปั้นยกนิ้วกลางให้อย่างหยาบคายก่อนหมุนตัวนำลูกน้องทั้งหมดเดินจากไปอย่างเร็วที่สุดท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจของทาคุ
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” เขาพูดอย่างเหยียดๆก่อนก้มลงมองฟุรุคาวะ “บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่” ทั้งที่ยังไม่คลายความตระหนกก็ยังไม่วายแสดงความไม่พอใจออกมา ทั้งที่ควรดีใจที่มีคนมาช่วยแต่มันคงจะดีกว่านี้มากหากไม่ใช่คนจากตระกูลซาคาโมโตะ
สีหน้าบูดบึ้งกับการพูดแบบไม่มองหน้าทำให้ทาคุรู้ว่าอีกฝ่ายไม่สบอารมณ์กับน้ำใจในครั้งนี้เท่าไหร่นัก แต่จะสนทำไมเพราะหมอนี่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย ที่ช่วยก็เพราะมันเป็นคำสั่งของซาคาโมโตะ ถ้าเจอกันเวลาอื่นต่อให้โดนจับขึงพืดเขาก็ไม่มีวันยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้าเด็กขวางโลกคนนี้ให้เปลืองแรง ถึงใจของจะคิดอย่างนั้นแต่พอมองใบหน้าสวยราวกับผู้หญิงแล้วเขาก็อดหลุดปากออกมาไม่ได้
“จะไม่ขอบคุณสักหน่อยเหรอ”
“ขอบใจ” สวนกลับห้วนๆแบบมะนาวไม่มีน้ำจนอีกฝ่ายนึกขำ แต่เพื่อรักษามาดให้ดูเคร่งขรึมน่าเกรงขามสารถีหนุ่มจึงกระแอมออกมาเบาๆ
“ไม่เป็นไร” ตอบสั้นๆพร้อมกับหมุนตัวเดินนำออกไปสองสามก้าว พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเดินตามเขาจึงเอี้ยวตัวเหลียวกลับมามอง “ยืนทื่ออยู่ทำไม ตามฉันมาเร็ว”
“ไม่”
พอได้ยินคำปฏิเสธสั้นๆของฟุรุคาวะ สารถีหนุ่มก็โมโหปรี๊ดขึ้นมา
“ตามใจนะ แต่ฉันรับรองได้เลยว่าเจ้านั่นยังรอนายอยู่”
สายใยรักจิ้งจอกพันปี่(Yaoi) บทที่ 7 ความช่วยเหลือที่คาดไม่ถึง
บทที่ 3 http://ppantip.com/topic/34641272
บทที่ 4-5 http://ppantip.com/topic/34657924
บทที่ 6 http://ppantip.com/topic/34686112
บทที่ 7 ความช่วยเหลือที่คาดไม่ถึง
“ฉันจะไปกะมะโกริ” ซาคาโมโตะเอ่ยขึ้นระหว่างกินมื้อเช้า คิ้วดกหนาของทาคุเลิกสูงด้วยความแปลกใจ
“ไปทำไม”
ถามพร้อมกับกัดขนมปังไปด้วย อีกฝ่ายหันหน้าไปทางประตูติดกับระเบียง มองต้นไผ่ที่กำลังโยกเอนไปตามลม
“อิบูกิ”
เป็นคำตอบสั้นๆ แต่คนใกล้ชิดอย่างทาคุกลับเข้าใจทันทีว่าซาคาโมโตะยังคงติดใจในเรื่องที่อิบูกิหนึ่งในลูกน้องที่ติดสอยห้อยตามกันมานานโดนทำร้ายและอยากรู้ให้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของใคร แน่นอนว่าสารถีหนุ่มโล่งใจที่เห็นเจ้านายสนใจลูกน้องมากกว่าวิ่งตามผู้หญิง...เอ่อ ไม่สิผู้ชายต่างหาก แต่การเดินทางไปสอบถามด้วยตัวเองนั้นเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลยสักนิด
“ให้ทางนั้นส่งคนมารายงานก็ได้นี่นา” เขาแย้งไปตามที่คิดแต่ซาคาโมโตะกลับส่ายหน้าช้า
“ไม่ได้หรอก ฉันเป็นห่วงกลัวคนส่งสารโดนฆ่าระหว่างทาง”
“เพราะงั้นแหละฉันถึงไม่อยากให้นายไป” ทาคุพูดพลางดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่ ยังไม่ทันวางถ้วยก็พูดต่อ “ถ้าคนลงมือเป็นพวกโอโรจิจริงคงดีใจกันน่าดูถ้ารู้ว่าผู้นำของกินกิซึเนะเดินทางไปตามลำพัง”
“ใครบอกว่าฉันจะไปคนเดียว” ซาคาโมโตะหันมาตอบ สารถีจอมกวนเข้าใจว่าได้รับอนุญาตให้ตามไปด้วยจึงผงกศีรษะ
“ตกลง เราจะออกเดินทางกันตอนไหน”
“ไม่ใช่นาย” ซาคาโมโตะพูดด้วยใบหน้านิ่งก่อนเบนสายตาไปยังประตูที่ถูกเลื่อนเปิดออก ทาคุมองตามและนิ่วหน้าเมื่อเห็นคนที่กำลังก้มตัวลงแสดงความคารวะต่อนายใหญ่อย่างนอบน้อม
“อย่าบอกนะว่านายจะไปกับยายแก่แร้งทึ้งนี่”
ทาคุหันมาถามลั่นอย่างไม่เกรงใจ ซาคาโมโตะยังคงนั่งปั้นหน้าตายอย่างไม่รู้สึกรู้สา ยายแก่แร้งทึ้งที่สารถีปากมากพูดถึงจึงกล่าวเชิงตำหนิ
“อย่าปากเสียเหมือนเผ่าพันธุ์ของเจ้าคุโรอินุ” เป็นการพูดเนิบช้าตามแบบของหญิงชราทั่วไป หากเป็นคนอื่นคงนึกสบประมาทว่านางเป็นแค่คนแก่คนหนึ่งแต่ทาคุรู้ดีว่าภายใต้ร่างกายงุ้มงอดุจถุงผ้าเก่าๆนั้นเต็มไปด้วยเข็มพิษนับพันเล่ม ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าปะทะคารมกับยายแก่หงำเหงือกแบบไม่ดูตาม้าตาเรือมีหวังเน่าตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปาก
“อย่าเรียกข้าด้วยชื่อนั้น” ถึงจะเกรงใจอยู่บ้างแต่ก็อดเถียงไม่ได้ “ที่นี่ข้าคือคันมุริ ทาคุ”
“สุนัขจะชื่อไหนก็เป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ” ยายแก่หนังเหนียวยังคงกวนประสาทไม่เลิกและคงไม่หยุดแค่นั้นหากเจ้าบ้านซาคาโมโตะไม่เอ่ยตัดบท
“ไปกันได้แล้วโฮตารุ”
คำสั่งของเขาทำให้ทาคุทำหน้าเหวอ “จะไปกันตอนนี้เลยเหรอ แล้วโรงเรียนล่ะ?”
“หยุดสองสามวันคงไม่เป็นไรหรอก” ซาคาโมโตะตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักก่อนหยุดเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิระหว่างที่ฉันไม่อยู่นายช่วยไปดูฟุรุคาวะให้หน่อยได้หรือเปล่า”
“ไอ้ได้น่ะมันได้อยู่หรอกแต่ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย หมอนั่นไม่ใช่...”
“เขาถูกพวกปิศาจชั้นต่ำก่อกวนและโดนอันธพาลโรงเรียนตามรังควาน อย่างแรกฉันไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่เพราะส่งจิ้งจอกน้อยไปช่วยแล้วแต่พลังของมันไม่แกร่งพอที่จะจัดการกับพวกมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องขอแรงนายอีกคน”
น้ำเสียงที่ใช้เหมือนเป็นการออกคำสั่งแต่แววตากลับแสดงความหมายที่ทาคุพอจะเดาออกว่ามันเป็นการขอร้อง เขาจึงตกปากรับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก
“ก็ได้ แต่ฉันดูแลได้เฉพาะระหว่างเดินทางไปกลับเท่านั้น ถ้าเขาโดนทำร้ายในโรงเรียนฉันคงช่วย..”
“มีอะไรบ้างที่คนอย่างนายทำไม่ได้” ซาคาโมโตะแทรกคำพูดเหมือนไม่อยากรับฟังคำแก้ตัวก่อนลุกขึ้น “ฝากด้วยนะทาคุ”
กล่าวย้ำอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจ อีกฝ่ายจึงโบกมือไปมาด้วยความรำคาญพร้อมกับพูดประชด
“เออๆรู้แล้ว ฉันจะดูแลเจ้าบ้านั่นอย่างดีชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลย”
พอซาคาโมโตะคล้อยหลังไปแล้วทาคุยังคงนั่งกินมื้อเช้าต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่ตากลับเหลือบดูนาฬิกาเป็นระยะ พอได้เวลาเขาก็คว้าถ้วยชากรอกใส่ปากฉวยเสื้อนอกที่วางไว้ข้างตัวมาสวมก่อนลุกขึ้นออกจากห้องเดินตรงดิ่งไปที่รถขับไปยังอพาร์ทเม้นท์ของฟุรุคาวะ จากการบอกเล่าของเจ้านายทำให้เขารู้ว่าห้องของเด็กหนุ่มอยู่ชั้นไหนและหมายเลขอะไร พอหาที่จอดรถได้ก็วิ่งเหยาะๆขึ้นบันไดไปจนถึงห้องและเคาะประตูเรียกอย่างไม่ลังเล ครั้งแรกข้างในยังเงียบกริบไม่มีเสียงตอบก็เคาะอีกครั้ง พอลงมือเป็นครั้งที่สามความอดทนก็เริ่มถึงขีดจำกัดสารถีหนุ่มจึงเปลี่ยนจากการเคาะเป็นใช้กำปั้นทุบประตูดังโครม
“เฮ้!”
เขาตะโกนเรียกเสียงดังจนห้องข้างๆเปิดประตูออกมาดู พอเห็นต้นเหตุเป็นชายหนุ่มตัวโตเป็นยักษ์ปักหลั่นหน้าตาบูดบึ้งอย่างคนที่พร้อมจะเอาเรื่องก็เปลี่ยนไป กระนั้นก็ยังแข็งใจถาม
“มาหาใครเหรอครับ”
“ฟุรุคาวะ ฟุบุกิ” ทาคุพยายามทำเสียงให้นุ่มที่สุดเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจซึ่งได้ผล เพราะสีหน้าหวาดกลัวคลายลงขณะที่เจ้าตัวตอบด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น
“เขาออกไปแล้วครับ”
เช้าขนาดนี้เลยเหรอ ขยันเกินไปแล้วมั้ง สารถีหนุ่มนึกค่อนขอดอยู่ในใจแต่กลับส่งรอยยิ้มแก้เก้อให้กับคู่สนทนา “ผมผิดนัดเองคงต้องรีบตามเขาไปแล้วละครับ” เขาพูดพร้อมกับค้อมศีรษะน้อยๆ “ขอบคุณมาก”
พูดจบหมุนตัวเดินไปทางยังทางลงพอแน่ใจว่าพ้นจากสายตาคนแล้วเขาก็กระโจนพรวดลงไปตามบันไดอย่างชนิดที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนไหนทำได้ พอใกล้จะถึงชั้นล่างเขาก็เปลี่ยนเป็นเดินตามปรกติไปที่รถระหว่างเปิดประตูก็ใช้ความคิดไปด้วย ว่าเจ้าเด็กบ้านั่นออกไปนานแค่ไหนแล้ว เพราะถ้าก่อนหน้าที่เขาจะมาไม่นานก็คงยังอยู่แถวนี้ กำลังคิดเพลินๆสารถีหนุ่มต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียง ตุ้บ บนหลังคารถ พอเห็นว่าเป็นอะไรเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง
“ไงเจ้าเหมียว” มือเลื่อนไปลูบหัวมันเบาๆ “แกจำเด็กคนที่ฉันสั่งให้แกล้งได้หรือเปล่า พอจะรู้มั้ยว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน”
เจ้าแมวขาวร้องเหมียว เหมียวติดต่อกันหลายครั้งคล้ายกำลังอธิบาย ทาคุนิ่งฟังจนมันเงียบเสียงจึงผงกศีรษะ
“ขอบใจมาก” เขาอุ้มมันมาวางบนพื้นและลูบหัวอีกครั้งก่อนกลับไปที่รถ พอนั่งประจำที่แล้วก็ขับไปตามทางที่เคยมาครั้งก่อน ไม่ถึงอึดใจก็เห็นฟุรุคาวะกำลังถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันยืนล้อมกรอบอยู่บนทางเท้า ต้องเป็นอันธพาลที่ซาคาโมโตะพูดถึงแน่ สารถีหนุ่มคิดพลางจอดรถชิดขอบทาง เปิดประตูเดินด้วยท่าทางที่ไม่อนาทรร้อนใจนักตรงเข้าไปหา พอเข้าใกล้จนถึงระยะที่ได้ยินคำสนทนาเขาจึงหยุดรอจังหวะ เป็นเวลาเดียวกับที่คาวาเบะพูดพอดี
“จะรีบไปไหนเหรอฟุรุคาวะ” เขาถามเสียงต่ำดวงตาเรียวมองเด็กหนุ่มไล่ไปทีละส่วนอย่างจาบจ้วงพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากเหมือนอยากจับคนตรงหน้ามากินให้สมอยาก “เช้าแบบนี้ประตูโรงเรียนยังไม่เปิดหรอกอยู่คุยกับฉันก่อนดีกว่า ถ้าถูกใจบางทีฉันอาจช่วยเปิด ‘ประตู’ ให้นาย”
“ฉันขอปฏิเสธ” ฟุรุคาวะเช้าใจความหมายนั่นดีจึงรีบบอกปัดพร้อมกับขยับเพื่อเดินหนีแต่มือหยาบหนาของลูกน้องคาวาเบะตะครุบไหล่เอาไว้
“ห้ามแกไปไหนทั้งนั้นถ้าลูกพี่ยังไม่อนุญาต”
ฟุรุคาวะยืนนิ่งไม่ขยับ เขาไม่กลัวคำขู่แต่รู้ดีว่าต่อให้วิ่งก็หนีพวกบ้านี่ไม่พ้น ทางเดียวที่ทำให้เจ็บตัวน้อยที่สุดคืออยู่เฉยๆ อีกอย่างคาวาเบะคงไม่กล้าลงมือทำอะไรเพราะอยู่ริมถนนซึ่งมีคนเดินผ่านไปมามากพอดู อย่างเก่งก็แค่ถูกไถเงินและโดนตบส่งท้ายสองสามฉาด แต่เด็กหนุ่มคิดผิดเพราะดวงตาเจ้าเล่ห์ของหัวโจกตัวร้ายกลอกไปทางตรอกด้านข้างซึ่งมีกำแพงคอนกรีตทอดยาวลึกเข้าไปจนสุดสายตาพร้อมกับออกคำสั่ง
“ลากมันเข้าไปในนั้น”
สมุนทั้งสองปราดเข้ามาล็อคแขนทั้งสองข้างและทำท่าจะลากไปตามสั่งแต่ทั้งหมดต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงกระแอมของทาคุ
“ทำอะไรกันอยู่เหรอ”
เขาถามอย่างคนอารมณ์ดีพลางใช้สายตามองไล่ไปทีละคน เจ้าพวกนี้อาจจะตัวใหญ่ในความคิดของเด็กรุ่นเดียวกันแต่สำหรับเขายังเป็นแค่ลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆที่บีบเบาๆก็แหลกคามือแล้ว ความคิดนั้นตรงกับใจของคาวาเบะเพราะพอเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่เข้ามาขวางเขาก็ฝ่อลงเล็กน้อย แต่เมื่อคิดอีกทีบางทีหมอนี่อาจจะโตแค่ตัวเขาจึงกางศอกทั้งสองข้างออกวางท่าให้ดูน่าเกรงขามก่อนคำรามใส่
“เด็กเขาจะคุยกันผู้ใหญ่ไม่เกี่ยว”
ดวงตาดุดันของทาคุมองฟุรุคาวะแวบหนึ่งก่อนเลื่อนกลับไปทางคาวาเบะ
“จริงหรือ” เขาแกล้งถามด้วยใบหน้าใสซื่อ “เท่าที่เห็นเหมือนหมอนี่กำลังโดนลากไปอย่างไม่เต็มใจ” เขามองไปรอบๆ “ว่าแต่จะเข้าไปทำอะไรในตรอกเพราะเท่าที่จำได้แถวนั้นไม่มีโรงแรมเลยนี่นา”
“ฉันไม่คิดอะไรโสโครกแบบแก” คาวาเบะกระชากเสียงอย่างเหลืออดและใจหล่นวูบเมื่อทาคุหันมามองด้วยดวงตากร้าวเปรียบประดุจนัยน์ตาของเพชฌฆาต
“แต่ฉันแน่ใจว่านายคิด” เขาขยับเข้าไปอีกก้าว “ปล่อยเด็กคนนั้นเดี๋ยวนี้”
เป็นการออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทรงพลังจนสมุนทั้งสองปล่อยมือจากฟุรุคาวะโดยไม่รู้ตัว คาวาเบะเองก็รู้สึกประหวั่นไม่แพ้กันแต่เพื่อรักษาอำนาจป้องกันมิให้ตัวเองต้องเสียหน้า เขาจึงแข็งใจยืดอกพร้อมกับกล่าวปฏิเสธ
“ไม่!”
“ฉันบอกให้ปล่อย” ทาคุพูดเน้นเสียงทีละคำก่อนฟาดกำปั้นเปรี้ยงลงไปที่กำแพง “เดี๋ยวนี้!”
คอนกรีตหนายุบตัวลงเป็นแอ่งกับเศษปูนที่ร่วงกราวลงบนพื้นทำให้อันธพาลทั้งสามอ้าปากค้าง นั่นเองที่ทำให้คาวาเบะสำนึกถึงพละกำลังอันมหาศาลของชายตรงหน้า ต่อให้เอาพวกมากเข้ารุมก็ไม่เห็นแววชนะ แต่คนอย่างคาวาเบะ มุซาชิไม่มีวันวิ่งหนีหากจุกตูดไปง่ายๆอย่างเด็ดขาด เขาจ้องหน้าทาคุอย่างอาฆาตและเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา
“ก็ได้” ดวงตามาดร้ายเลื่อนไปทางฟุรุคาวะ “แกรอดได้แค่ตอนนี้เท่านั้น เผลอเมื่อไหร่ฉันเอาแกตายแน่”
เขาชูกำปั้นยกนิ้วกลางให้อย่างหยาบคายก่อนหมุนตัวนำลูกน้องทั้งหมดเดินจากไปอย่างเร็วที่สุดท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจของทาคุ
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” เขาพูดอย่างเหยียดๆก่อนก้มลงมองฟุรุคาวะ “บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่” ทั้งที่ยังไม่คลายความตระหนกก็ยังไม่วายแสดงความไม่พอใจออกมา ทั้งที่ควรดีใจที่มีคนมาช่วยแต่มันคงจะดีกว่านี้มากหากไม่ใช่คนจากตระกูลซาคาโมโตะ
สีหน้าบูดบึ้งกับการพูดแบบไม่มองหน้าทำให้ทาคุรู้ว่าอีกฝ่ายไม่สบอารมณ์กับน้ำใจในครั้งนี้เท่าไหร่นัก แต่จะสนทำไมเพราะหมอนี่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย ที่ช่วยก็เพราะมันเป็นคำสั่งของซาคาโมโตะ ถ้าเจอกันเวลาอื่นต่อให้โดนจับขึงพืดเขาก็ไม่มีวันยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้าเด็กขวางโลกคนนี้ให้เปลืองแรง ถึงใจของจะคิดอย่างนั้นแต่พอมองใบหน้าสวยราวกับผู้หญิงแล้วเขาก็อดหลุดปากออกมาไม่ได้
“จะไม่ขอบคุณสักหน่อยเหรอ”
“ขอบใจ” สวนกลับห้วนๆแบบมะนาวไม่มีน้ำจนอีกฝ่ายนึกขำ แต่เพื่อรักษามาดให้ดูเคร่งขรึมน่าเกรงขามสารถีหนุ่มจึงกระแอมออกมาเบาๆ
“ไม่เป็นไร” ตอบสั้นๆพร้อมกับหมุนตัวเดินนำออกไปสองสามก้าว พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเดินตามเขาจึงเอี้ยวตัวเหลียวกลับมามอง “ยืนทื่ออยู่ทำไม ตามฉันมาเร็ว”
“ไม่”
พอได้ยินคำปฏิเสธสั้นๆของฟุรุคาวะ สารถีหนุ่มก็โมโหปรี๊ดขึ้นมา
“ตามใจนะ แต่ฉันรับรองได้เลยว่าเจ้านั่นยังรอนายอยู่”