Torm Adventure: บุกป่าดงดิบภูเขาไฟแกะรอยกอริลล่าภูเขาในรวันดายูกันดา ตอนที่ 8 ล่องซาฟารีทางน้ำส่องสัตว์ในช่องแคบ Kazinga

เช้านี้โรงแรมเตรียมชากาแฟและขนมเล็กๆ ให้รองท้องก่อนออกไปส่องสัตว์ซาฟารีตอน 6 โมงครึ่ง มีนักท่องเที่ยวมากเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา ทั้งชาวแอฟริกา ญี่ปุ่น และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ฟ้ายังมืดอยู่ Faroug ขับพาเราในรถมินิแวนเปิดหลังคาคันเดิมเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ในความมืดนี้เราเห็นเงาตะคุ่มของฝูงช้างเกือบ 10 ตัวบนถนน เมื่อรถเข้าใกล้ แสงไฟจากหน้ารถก็ทำให้มันตกใจ พาลูกน้อยและครอบครัววิ่งหายเข้าไปในความมืดข้างทาง
พระอาทิตย์ขึ้นช้าๆ ฟ้าสลัวมาก มองตามทางไปข้างหน้า เห็นอีกเงาเล็กๆ นั่งอยู่กลางทาง ลักษณะคล้ายลิงบาบูนตัวใหญ่ จากประสบการณ์ที่ชำนาญป่าของ Faroug เค้าหยุดรถค่อยๆ ปล่อยให้รถไหลไปช้าๆ  และดับเครื่องรอในความมืด เงาที่เราเห็นไม่ใช่บาบูน แต่เป็นเสือดาว (leopard) ซึ่งบัดนี้ตกใจรถเราวิ่งไปหลบในพุ่มข้างทาง มองเราอย่างหวาดระแวง เราเห็นตัวมันค่อนข้างชัดในพงหญ้าข้างรถ ไม่กี่นาทีมันก็ตัดสินใจวิ่งหนีหายไป เสือดาวถือเป็นสัตว์ที่เห็นได้ยากในแถบนี้ เพราะไม่อยู่เป็นฝูง ขี้อาย และว่องไว ถือว่าเราโชคดีมากที่เห็นมันนั่งอยู่กลางถนน

เช้านี้ถ้านางเอกคือน้องเสือดาวตัวนี้ พระเอกก็คงเป็นสิงโตตัวผู้และตัวเมีย 2 ตัวใหญ่ที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ นอนขาชี้หลับสบาย จนเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นสว่าง ก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจและออกเดิน

ตัวประกอบฉากอื่นๆ มีครอบครัวตัวเฟอร์เร็ตป่าเป็นสิบตัว วิ่งหาอาหาร รูปร่างคล้ายหนูตัวใหญ่แต่หางใหญ่ยาว มีขนหนาสีน้ำตาลเป็นลายทาง เห็นก้นฮิปโปไวๆ เดินไปหาอาหารริมน้ำ กวางยูกันดา Kobs และกวาง Bushbugs จอมขี้อาย
ซาฟารีที่ยูกันดาไม่เหมือนที่แอฟริกาอื่นอีกจุดคือที่นี่ทุกคนสามารถขับรถเข้าไปดูสัตว์ด้วยตัวเองได้แต่ต้องวิ่งบนเส้นทางเท่านั้น การจะเห็นสัตว์คือต้องโชคดีที่มันมาอยู่ใกล้กับทาง และถึงแม้เราจะเห็นสัตว์ก็ไม่สามารถขับออกนอกทางไปได้ใกล้ได้ เว้นแต่จะซื้อใบอนุญาตพิเศษและให้เจ้าหน้าที่อุทยานไปด้วยเท่านั้น ส่วนในแอฟริกาอื่น จะมีรถพิเศษพาเราไปซาฟารี โดยขับไปที่ไหนก็ได้แม้ไม่มีถนน รถแต่ละคันมีเครื่องมือสื่อสารถึงกัน ถ้าคันไหนเจออะไรจะวอบอกกัน และภายในไม่กี่นาทีอาจมีรถจากหลายโรงแรมพุ่งมาดูสิงโตตัวนี้ ในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยอะอย่างเคนย่าและแทนซาเนีย อาจมีรถถึง 50 คันมารุมดูฝูงสิงโตเพียง 5 ตัว แต่ที่นี่แทบจะไม่ค่อยเห็นรถคันอื่น เพราะอุทยานกว้างใหญ่ มีเส้นทางให้ขับมากมาย และทุกคนก็นั่งรถของตน ไม่มีเครื่องมือสื่อสารถึงกัน คนขับรถที่รู้จักกันอาจโทรถามกันเท่านั้น ข้อดีคือเงียบและเป็นธรรมชาติดี ข้อเสียคือถ้าได้คนขับรถที่ไม่ชำนาญป่า อาจไม่เห็นอะไรเลย เราโชคดีมากๆ ได้ Faroug ผู้ถ่องแท้เรื่องป่าแบบต้องกราบงามๆ หลายที ที่เค้าเห็นสัตว์ที่ซ่อนในพงไกลลิบได้ทั้งที่ขับรถไปด้วย มหัศจรรย์ในความเก๋ามาก
ระหว่างทางกลับ มีคนขนกล้วยบนจักรยาน ทั้งถีบทั้งเข็นไปตามถนนเยอะมาก กล้วยเป็นอาหารหลักของชาวพื้นเมือง นอกจากจะขึ้นอยู่มากมายแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและรสชาติดีอีกด้วย กล้วยที่นี่เครือนึงใหญ่มากมี 4-5 ชั้นของหวีกล้วย ลูกใหญ่ห้อยอยู่บนเครือที่มีกิ่งด้านบนเป็นรูปตะขอ คงห้อยลงมาจากต้นอย่างนั้นเลย ต้นกล้วยที่นี่ก็ใหญ่และแข็งแรงกว่ากล้วยบ้านเรา คนที่นี่ไม่กินกล้วยสุกเป็นผลไม้อย่างเรา แต่กินกล้วยดิบ โดยเอาไปต้มและบดเป็นอาหารคาวไว้กินแทนข้าวและมัน เรียกว่า matokke เป็นอาหารพื้นเมืองที่ถูกและล้ำค่า นั่งรถไปที่ไหนก็จะต้องเห็นสวนกล้วย คนขายกล้วย คนแบกกล้วย คนขนกล้วย ทุกที่ที่ไปเลย ฝรั่งจะแซวยูกันดาว่าเป็นประเทศกล้วย (banana country)

กลับจากซาฟารีช่วงเช้ามาที่โรงแรมประมาณ 9 โมงกว่า กินอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ที่สามารถสั่งครัวให้ทำไข่แบบต่างๆ ตามชอบใจได้ มีอาหารพื้นเมืองของคนที่นี่ให้ขิม คือ matokke ที่หอมนุ่มไม่หวานและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ผักขมพื้นเมืองต้มที่ใบใหญ่หนาแต่นุ่มหอมอร่อยมากๆ คนที่นี่กินอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์สูงและหาง่ายในท้องถิ่น กินเสร็จสำรวจบริเวณโรงแรมพักผ่อนชมนกชมไม้ ฝูงนกสีเหลืองสดมาวนเวียนแถวโต๊ะอาหารคอยขโมยอาหาร มีครอบครัวตัวเฟอร์เร็ตบุกห้องอาหารมาหาของกิน ต้นกระบองเพชรสูงเท่าตึก 2 ชั้น อาหารกลางวันเป็นบุฟเฟห์ มีให้เลือก 20-30 อย่าง ทั้งผักชนิดต่างๆ กินสดแบบสลัดหรือผ่านความร้อน ทั้งแป้งแบบต่างๆ ข้าว ขนมปัง โรตี มันฝรั่ง มันหวาน กล้วยบด เนื้อสัตว์หลายชนิด ปลา ไก่ หมู แกะ ขนมหลากหลาย
บ่ายโมงครึ่งตรง เราออกเดินทางจากโรงแรมไปที่ท่าเรือซึ่งอยู่หน้าโรงแรมนี่เอง Faroug จัดแจงให้เราไปถึงเป็นเจ้าแรก เพื่อจะได้ขึ้นไปเลือกที่นั่งที่ดีที่สุดบนเรือชื่อฮิปโป เป็นเรือท้องแบนขนาดกลาง มี 2 ชั้น หลังคาปิด ชั้นนึงนั่งได้ 15 คน Faroug ให้เราไปจองที่นั่งที่ดีที่สุด คือชั้นบนด้านหน้าสุดซ้ายมือ เนื่องจากเรือจะแล่นจากซ้ายไปขวา จะได้เห็นสัตว์โดยไม่มีใครบัง ที่นั่งเป็นอลูมิเนียมมี 2 ฝั่งซ้ายขวา เก้าอี้ตัวนึงนั่งได้ 2 คน ท่าเรือและเรือนี้เป็นของโรงแรม Mweya Lodge มีท่าเรือสาธารณะและเรือของบริษัทอื่นๆ อยู่ถัดไป
เรือออกจากท่าตรงเวลาตอนบ่าย 2 โมง ซึ่งเป็นเวลากลางวันที่จะมีสัตว์มาหากินในน้ำเยอะที่สุด (เรือมีรอบ 4 โมงเย็นด้วยแต่สัตว์จะน้อยลงเนื่องจากเริ่มเย็นแล้ว) แม้อากาศกลางวันที่ไม่มีต้นไม้จะแห้งและร้อนเปรี้ยง แต่นั่งในเรือมีหลังคา ลมพัดก็เย็นสบายมาก เรือแล่นไปฝั่งตรงข้ามของช่องแคบ โดยมุ่งหน้าเข้าไปในช่องแคบทิศที่จะไปออกทะเลสาบ George ก่อน เจอช้างตัวใหญ่เล่นน้ำอยู่ 2-3 ตัว ช้างเห็นเรือก็ตกใจร้องแปร๋นวิ่งหนีจากน้ำขึ้นไปบนบก เห็นนกกระยางสีขาวปากเหลืองตัวใหญ่เกาะกิ่งไม้

เพียงพ้นโค้งแรก เรือก็กลับลำ และวนกลับมาเลียบฝั่งด้านซ้าย มุ่งหน้าออกจากช่องแคบเข้าไปสู่ทะเลสาบ Edward ซึ่งต่อกับชายแดนคองโก คราวนี้เราเห็นสัตว์สารพัดชนิดรอบด้าน

ปริมาณสัตว์ที่เห็นจากการล่องเรือซาฟารีในช่องแคบ Kazinga นี้ เยอะกว่าปริมาณสัตว์ที่เคยเห็นในซาฟารีรวมกับสวนสัตว์ทั้งชีวิตที่เคยไปมา ไม่ว่าจะเป็นในเคนย่าหรือแอฟริกาใต้ รวมกันยังไม่เห็นสัตว์ป่ามากมายเท่านี้ มีช้างกว่ายี่สิบเชือก ควายป่าทั้งอยู่ในน้ำและจมปลักในโคลนบนหาด จำนวนกว่า 500 ตัวนับไม่ถ้วน ฮิปโปทั้งที่นอนอยู่บนหาดและที่ลอยคอในน้ำ เห็นหัวหูและจมูกโผล่มากว่า 300 ชีวิต ยังมีกวาง Topis และ Kobs ละลานตา

ตัวเล็กมาหน่อย ซ่อนอยู่ในฝูงสัตว์ใหญ่ก็มีหมูป่าเป็นสิบตัว จระเข้เกล็ดใหญ่ตัวเขื่องหลายตัวน่ากลัว พวกพุ่มไม้ริมน้ำก็เต็มไปด้วยนกตัวใหญ่สีเขียวฟ้าสด มองขึ้นไปบนฝั่งมีครอบครัวนกกระทา (fowls) เดินเรียงคิว เรียกว่าหันไปทางไหนก็มีแต่สัตว์ป่า ที่อยู่กันตามธรรมชาติ เป็นฝูงใหญ่ หากินอยู่ร่วมกันไม่ทะเลาะกัน เป็นภาพที่เกิดมาไม่เคยเห็นการรวมตัวของสัตว์ทั้งจำนวนและเผ่าพันธุ์มากมายขนาดนี้ในที่เดียว

เรือแล่นต่อไปอีกเกือบชั่วโมง มีหมู่บ้านชาวประมง ชาวบ้านตากแหเก็บเรือหาปลา ด้านบนมีกระท่อมเพิง มีลูกเล็กเด็กแดงทำงานและวิ่งเล่น แม้ในน้ำจะมีสัตว์มากขนาดนี้ รวมทั้งมีจระเข้ด้วย แต่เด็กๆ ที่อาศัยแถบนั้นก็มิได้เกรงกลัว ยังกระโดดเล่นน้ำกันตูมตาม เรียกว่าอยู่ด้วยกันแบบสันติจริงๆ

พ้นเขตหมู่บ้านชาวประมง ก็เป็นหาดที่เต็มไปด้วยควาย นก หมูป่า กวาง และฮิปโป ตลอดทางมากมายไม่รู้จบ
ใช้กล้องส่องทางไกลไปด้านหน้า นึกว่าความตะลึงตอนแรกที่เห็นสัตว์เยอะจะสุดขีดแล้ว แต่เบื้องหน้ามีสุดขีดยิ่งกว่า ฝูงช้างป่าแอฟริกาเกือบ 20 เชือก มีลูกเล็กด้วย ยืนเล่นน้ำ ถัดไปเป็นหาดที่มีนกกระยางนกกระทุงตัวใหญ่หลายสียืนแน่น ไม่ห่างจากกลุ่มครอบครัวฮิปโปอีกกว่า 30 ตัวที่นอนอืดอ้วนพี ผึ่งแดดซ้อนทับกันเหมือนตุ๊กตา มีลูกฮิปโปเล็กๆ สุดน่ารัก เห็นจระเข้ตัวยักษ์อีกหลายตัว ทั้งที่กำลังว่ายน้ำอยู่และที่นอนบนหาด เรือมุ่งหน้าไปในทะเลสาบ Edward จนเกือบเข้าเขตแดนของคองโก จึงวกกลับมาที่ Mweya Lodge รวมเวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง เป็นการล่องเรือที่สุดแสนประทับใจ
ช่วงเย็นเดินเล่นชมทิวทัศน์ของช่องแคบและทะเลสาบ มีฝูงนกใหญ่บินมาเกาะบนต้นไม้ทำรังหลายตัว อาหารเย็นเป็นบุฟเฟ่หลากหลายเอร็ดอร่อย ตอนค่ำเมฆดำลอยมาปกคลุม แล้วฝนก็ตกลงมาซู่ใหญ่ลมแรงมาก ทำให้อากาศแสนเย็นสบาย ราตรีสวัสด์ด้วยรอยยิ้ม

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่