ลิขิตแห่งจันทร์ [บทที่ 3]

กระทู้สนทนา
ลิขิตแห่งจันทร์
(โรมานแมนติค-แฟนตาซี)

พลอยลภัสร์ : เขียน
Fanpage : www.facebook.com/ploylapas




<<< ตอนก่อนหน้า : http://ppantip.com/topic/32958402




บทที่ 3 (1/2)

          ศศิธรเสมองสำรวจข้าวของเครื่องใช้ สีผนังห้อง หรือแม้แต่สีของพื้นห้องนอนของพี่ชายไปเรื่อยเปื่อย เพราะรู้สึกประหม่ากับสายตาคมที่จ้องมองมาที่เธอนิ่ง ราวกับว่าเธอไม่เคยเข้ามาในห้องนี้มาก่อน ทั้งที่ปกติแล้ว เธอก็มักจะเข้ามาคอยจัด คอยทำความสะอาดห้องให้พี่ชายเป็นประจำอยู่แล้ว

          และเมื่อมองสำรวจจนทั่ว จนไม่รู้จะมองอะไรแล้ว ศศิธรก็เอ่ยขอตัวเพื่อออกไปจากสถานการณ์ชวนอึดอัดใจทันที เพราะเธอไม่รู้จะคุยอะไรกับพ่อเทพบุตรที่เอาแต่นั่งจ้องหน้าเธอไม่วางตา “ฉะ...ฉันออกไปช่วยนกน้อยทำอาหารดีกว่า จะได้เสร็จเร็วๆ”

          แต่ทว่าเทพบุตรรูปงามบนเตียงกลับดึงมือของเธอไว้ พร้อมกับเรียกชื่อเธอด้วยชื่อที่เธอมักได้ยินเขาละเมอถึงบ่อยๆ “จันทรพิมพ์”

          และเมื่อเธอหันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง พ่อเทพบุตรรูปงามที่เธอยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามก็ทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด
ใบหน้าของเขาโฉบเข้ามาอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว พร้อมกับมอบจุมพิตอันแสนหวานที่แฝงไปด้วยความโหยหาให้แก่เธอ

          จุมพิตที่เหมือนจะสูบเอาจิตวิญญาณของเธอออกไปจากร่าง ทันทีที่ลิ้นร้อนๆ ของเขาสัมผัสกับลิ้นอุ่นๆ ของเธอ

          ทว่าปฏิกิริยาของเธอก็ไวใช่เล่น เมื่อเขาปล่อยให้เธอเป็นอิสระ เธอก็ปล่อยหมัดใส่ดั้งจมูกโด่งเป็นสันของเขาแทบจะทันทีแบบที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นกัน

          “โอ๊ย!”

          “นกน้อยๆ ช่วยด้วย ช่วยศศิด้วย” ศศิธรร้องเรียกพยาบาลพิเศษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะความกลัว ทันทีที่วิญญาณที่เขาสูบไปเมื่อสักครู่ หาทางวิ่งกลับเข้าสู่ร่างของเธอเจอแล้ว

          “เจ้า!”

          “ปล่อย...ปล่อยนะ ช่วยด้วย”

          “เจ้าต่อยข้า” คนถูกต่อย ยกมือข้างที่ว่างขึ้นลูบสันจมูกตัวเองเบาๆ ตรงบริเวณที่โดนหญิงสาวชกเข้าเต็มแรงแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

          “ปล่อยฉันนะ” ศศิธรพยายามสะบัดแขนข้างที่ชายหนุ่มยึดไว้ให้หลุดจากการบีบรัด แต่ก็เหมือนกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง นอกจากมันจะไม่ได้ผลแล้ว ก็เหมือนว่าไม่ซีกที่ใช้จะหักอีกต่างหาก เมื่อเทพบุตรรูปงามไม่ยอมปล่อยมือจากแขนของเธอที่พยายามจะดิ้นลงไปจากเตียงนอนโดยง่าย

          ชายหนุ่มยึดแขนของหญิงสาวแน่นมากขึ้นไปอีกด้วยแขนกำยำเพียงข้างเดียว พร้อมทั้งหันไปตวาดถามด้วยน้ำเสียงดุดันอย่างลืมตัว “ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้”

          “แล้วทะ...ทำไมคุณถึงทำแบบนี้” ศศิธรแทบจะร้องไห้ออกมา เมื่อเห็นสายตาน่ากลัวของเทพบุตรรูปงามที่ตอนนี้เหมือนเขากำลังจะกลายร่างเป็นอสูรร้าย หลังจากที่เธอเผลอมือไวต่อยหน้าเขาไปอย่างแรง โทษฐานที่เขาโขมยจูบแรกของเธอไปแบบไม่ทันตั้งตัว

          “ทำไมข้าจะทำไม่ได้ ก็เจ้าเป็นภรรยาของข้า”

          “ภรรยาอะไรกัน...ฉันไม่ใช่ภรรยาของคุณ และฉันก็ไม่รู้จักคุณด้วย” ศศิธรเถียงออกมาแทบจะทันทีเช่นกัน เมื่อได้ฟังเหตุผลในการกระทำอันอุกอาจของชายหนุ่มบนเตียง

          เหตุผล...ที่เขาแอบอ้าง ทึกทัก ขี้ตู่เอาเองฝ่ายเดียว

          “จันทรพิมพ์” ชายหนุ่มครางเรียกชื่อหญิงสาวตรงหน้าเสียงทุ้มต่ำ อย่างพยายามจะระงับอารมณ์กรุ่นโกรธบวกความน้อยใจทั้งหมดทั้งมวลที่กำลังก่อตัวเป็นพายุขนาดย่อมเอาไว้

          แต่ทว่าตอนนี้ หญิงสาวที่เพิ่งโดนขโมยจูบแรกไป กลับไม่ได้รู้ซึ้งถึงอารมณ์โกรธปนน้อยใจของชายหนุ่มตรงหน้าเลยสักนิด เพราะเธอก็กำลังกรุ่นโกรธเขาอยู่เช่นกัน เธอจึงเถียงกลับไปอย่างที่ใจนึก “อีกอย่าง...ฉันก็ไม่ใช่จันทรพิมพ์ด้วย”

          “เจ้าคือ...จันทรพิมพ์” ส่วนชายหนุ่มก็เถียงกลับอย่างไม่ลดละเช่นกัน ในเมื่อหลักฐานก็ชี้ชัดอยู่บนใบหน้าของเธอเอง ว่าเธอนั้นคือภรรยาของเขา
          
          “และเจ้าก็เป็นภรรยาของข้า”

          “ไม่ใช่” แต่มีหรือที่ศศิธรจะยอม ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นภรรยาของพ่อเทพบุตรรูปงามคนนี้

          ทว่าคนที่น้อยใจและอยากเอาชนะก็เถียงกลับทันควันเช่นกัน “ใช่”

          “พอๆ พอเถอะ ฉันไม่อยากจะเถียงกับคุณแล้ว...คุณคงยังไม่ได้สติพอ” ศศิธรรีบเอ่ยเบรกไว้ก่อน เมื่อเห็นว่าเธอกับเขาชักจะคุยกันไม่รู้เรื่องเข้าไปทุกที

          แต่เหมือนชายหนุ่มที่ไม่เคยมีใครเถียงแบบเอาเป็นเอาตายต่อหน้าแบบนี้มาก่อน จะยังไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆ เมื่อเขาหันไปเห็นหลักฐานอีกหนึ่งชิ้นเดินเข้ามาภายในห้อง

          หลักฐาน…ที่ชี้ให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าเธอคือภรรยาของเขาจริงๆ

          “ข้ามีสติดี เจ้าคือจันทรพิมพ์ และนางคนนั้นก็คือบุหรง สาวใช้ของข้า”

          “บุหรง! สาวใช้!” ศศิธรแทบจะตะโกนออกมาเมื่อได้ยินเขาเรียกสาวน้อยพบาบาลพิเศษที่เพิ่งเดินถือชามข้าวต้มหอมฉุยเข้ามาในห้องว่าบุหรง
ซึ่งนอกจากเขาจะแอบอ้างว่าเธอเป็นภรรยาของเขาแล้ว เขายังทึกทักเอาพยาบาลพิเศษของแม่เธอ ว่าเป็นสาวใช้ของเขาอีกด้วย

          “คุณคงจะเพ้อเพราะพิษไข้ หรือคุณอาจจะความจำเสื่อม ฉันจะไม่ถือสาหาความกับคุณ” ศศิธรเอ่ยพร้อมกับส่ายหัวอย่างปลงๆ พ่อเทพบุตรรูปงามของเธอคงจะตกน้ำ แล้วหัวคงจะไปกระแทกเข้ากับโขดหิน ถึงได้ความจำเลอะเลือน อาการหนักมากกว่าที่เธอเห็นจากภายนอกมากนัก

          เมื่อคิดได้ดังนี้ ศศิธรจึงเลิกสนใจชายหนุ่มบนเตียงทันทีที่สรุปได้ว่าที่เขาพูดจาเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่องเพราะอะไร แล้วจึงหันไปสั่งความเอากับพยาบาลสาวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวชวนหวามไหวเมื่อสักครู่ระหว่างเขากับเธอ และไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเธอเลยสักนิด “นกน้อย เดี๋ยวช่วยวัดไข้เขาด้วยนะ”

          สั่งเสร็จก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชายหนุ่มปล่อยแขนเธอพอดี ศศิธรจึงถอยออกมายืนห่างๆ เพราะยังนึกเคืองในการกระทำอันอุกอาจของชายหนุ่มบนเตียงไม่หาย

          ถึงแม้ว่าจูบของเขามันจะชวนให้เคลิบเคลิ้ม หรือเธอจะหลงใหลในใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบุตรของเขา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถขโมยจูบแรกของเธอไปได้ง่ายๆ เช่นนี้

          “กินข้าวต้มร้อนๆ ก่อนดีกว่าค่ะ อิ่มแล้วนกน้อยจะวัดไข้ วัดความดันให้อีกครั้ง”

          “ข้าไม่ได้ความจำเสื่อม แต่...ข้าอาจจะตายแล้ว” ชายหนุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าความจำเสื่อม เอ่ยออกมาเบาๆ เหมือนเพิ่งจะได้คิดไตร่ตรอง แล้วระลึกได้ว่าอะไรเป็นอะไร

          “ตายแล้ว!”

          หญิงสาวสองคนในห้องตะโกนออกมาพร้อมกันทันทีโดยมิได้นัดหมาย เมื่อได้ยินชายหนุ่มหนึ่งเดียวบอกว่า...ตัวเขาเองตายแล้ว

          “บุหรง...เจ้าก็ตายแล้วเช่นกัน ใช่ไหม ไม่งั้นเรากับเจ้าคงจะไม่ได้มาอยู่ที่นี่กับจันทรพิมพ์”

          แต่สองสาวในห้องกลับนิ่งเฉยและส่ายหัวอย่างเอือมระอา แถมยังไม่ใส่ใจที่จะตอบคำถามของชายหนุ่มที่บอกว่าตัวเองตายแล้วเลยสักนิด

          หนึ่งสาวรีบยกโต๊ะตัวเล็กและชามข้าวต้มเข้าไปวางตรงหน้าคนป่วย เพื่อให้เขาได้มีอะไรตกถึงท้องบ้าง

          ส่วนอีกหนึ่งสาวเดินเข้าไปประชิดตัวพยาบาลพิเศษ พร้อมทั้งกระซิบถามออกไปเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคนในเชิงปรึกษาหารือ “นกน้อยว่า ศศิควรจะพาคุณเทพบุตรไปตรวจเช็คสมองหน่อยดีไหม เขาอาจจะจมน้ำนานเกินไปจนขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หรือตอนตกน้ำหัวเขาอาจจะไปโขกกับก้อนหิน จนสติเลอะเลือนก็เป็นได้”

          แต่เหมือนคนที่ถูกใส่ความว่าสติเลอะเลือนจะยังหูและปากดีอยู่ จึงเอ่ยปฏิเสธออกมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “ข้าไม่ได้สติเลอะเลือน”

          ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก เพราะอยากให้คนป่วยได้กินข้าวต้มมากกว่าที่จะมาทุ่มเถียงทะเลาะกัน สองสาวจึงถอยมายืนมองคนป่วยบนเตียงที่กำลังจ้องมองชามข้าวต้มร้อนๆ เบื้องหน้านิ่งโดยไม่ยอมแตะแม้แต่น้อย

          จนนกน้อยทนไม่ไหว ต้องเอ่ยเชื้อเชิญเบาๆ “คุณกินข้าวต้มสักหน่อยซิคะ กำลังร้อนๆ เลย”

          “ข้าไม่กิน”

          “ทำไมถึงไม่กิน ไม่หิวหรือไง”

          “ข้า...ข้ากินไม่เป็น”

          “กินไม่เป็น...ทำไมถึงกินไม่เป็น” ศศิธรยังคงทำหน้าที่ซักถามคนเรื่องมากต่อไปอย่างพยายามระงับอารมณ์ให้เย็นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

          “ก็ที่กลาพิมพ์มันไม่มีแบบนี้ ไอ้นี่มันคืออะไร แล้วข้าจะกินอย่างไร ทำไมที่สวรรค์ ถึงมีของใช้หน้าตาแปลกประหลาดเช่นนี้”



==================

มีต่อนะคะ (2/2)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่