นี่เราจะเสียลูกสาวให้เฟสบุคจริงๆหรือ

ฉันมีลูกสาวอายุย่างเข้า 15ปี ที่เกิดกับสามีคนก่อน ตอนที่คลอดแกนั้นฉันอายุเพียงแค่ 17ปี ยังไม่เรียบจบชั้นม.6 หลังจากคลอดฉันก็ไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีด้วยเวลาอันรวดเร็ว พอน้องอายุได้ 7 ขวบ ฉันกับสามีก็มีอันต้องแยกทางกัน ทำให้ฉันและพ่อแม่ ซึ่งก็คือตากับยายของน้องเป็นผู้เลี้ยงดูน้องตลอดมา

แล้วโชคชะตาก็พลิกผันให้ฉันต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพตั้งแต่น้องอายุได้10ปี ที่ผ่านมาก็กลับบ้านไปเยี่ยมน้อง ส่งเงิน ส่งของให้โดยไม่ได้ขาด 2-3ปีแรกน้องยังคงเป็นเด็กดีของแม่และตายายเสมอมา  พอเข้ากลางปีที่ 3 ครอบครัวเราเหมือนโดนฟ้าผ่าเมื่อแม่ต้องมาล้มป่วยและเสียชีวิตลงในเวลาอันรวดเร็ว เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่น้องเริ่มเป็นสาว เริ่มสนใจเพศตรงข้าม และเริ่มจะติดอยู่ในโลกไซเบอร์ เข้าใจว่าน้องคงจะขาดที่พึ่งเพราะยายไม่อยู่แล้ว อีกทั้งตาก็เป็นผู้ชายคงจะคุยกับน้องไม่ได้ทุกเรื่อง

ฉันเองก็มาแต่งงานใหม่อยู่ที่กรุงเทพ โดยสามีใหม่นั้นเข้าใจและยอมรับได้ทุกอย่าง กับน้องเองก็มีการไปมาหาสู่ไม่เคยขาดเหมือนเดิม แต่เริ่มมีเสียงตาบ่นเรื่องน้ำกลับบ้านค่ำทั้งๆที่อยู่แค่ป.6 ค่ำในที่นี้คือประมาณ 6โมง-6โมงครึ่ง แต่ต่างจังหวัดแค่ทุ่ม สองทุ่มก็ปิดบ้านเงียบกันหมดแล้ว เราเริ่มค้นหาคำตอบว่าน้องไปไหน คำตอบที่เราพบก็คือ ร้านอินเตอร์เนต

ฉันจึงตัดสินใจขอแฟนซื้อโน้ตบุคให้ลูก เพราะไม่อยากให้น้องออกบ้าน ถ้าจะเล่นก็เล่นอยู่ในบ้านและอีกอย่างพ่อฉันก็อายุเยอะดูแลบ้านคนเดียวก็ลำบากแย่แล้ว แฟนก็ไปซื้อให้ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ปีถัดมาพี่สาวเกิดล้มป่วยจึงย้ายไปอยู่บ้านกับพ่อ และไปช่วยดูแลน้องดูแลบ้าน น้องเองก็ย้ายโรงเรียนมาเข้าโรงเรียนมัธยม และช่วงเวลานี้เฟสบุคกำลังเป็นที่นิยมขึ้นมาแทนไฮไฟ พี่สาวให้น้องเล่นเป็นเวลา น้องเหมือนจะฟังแต่ทุกอย่างที่รับคำรับปาก น้องค้านในใจทุกเรื่อง พวกเราได้แต่ปรึกษากันเฝ้าสอนฝึกนิสัยแต่ก็ยังได้ผลไม่เต็มที่ ผ่านไปอีกปีกว่าๆ ทีนี้เริ่มมีเรื่องผู้ชายเข้าหูมาบ้าง มากน้อยแล้วแต่ที่พี่สาวจะ่ให้ฟังหรือเปล่า เพราะตอนนั้นฉันก็เริ่มท้องลูกคนที่2

จนวันนึงได้รับโทรศัพท์จากพี่สาว ว่าลูกสาวหายไปจากบ้านตอนเช้ามืดกลับเข้าบ้านมาอีกที 7โมงเช้า สัญญาณนี้บ่งบอกแล้วว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ปรึกษากับแฟนว่าจะให้น้องมาอยู่ด้วยที่บ้านแฟนในกรุงเทพเมื่อจบชั้น ม.2 เพื่อให้ห่างจากเด็กผู้ชายคนนั้นที่อยู่โรงเรียนเดียวกันและรู้จักกันผ่านเฟสบุค แฟนถามฉันว่าแน่ใจแล้วหรือที่จะให้น้องมาอยู่กรุงเทพ เพราะถ้าคุมไม่อยู่จะลำบาก และถ้าหายไปเราก็ไม่รู้จะตามที่ไหน ฉันตอบแฟนว่าถ้าลูกไม่ฟังแม่ไม่รักแม่แล้ว ก็คงต้องปล่อยลูกไป
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
ฟังรายละเอียดแบบนี้แล้วเราเห็นใจนะคะ น้องมีปัญหาค่อนข้างมากทีเดียว แต่คุณทำถูกแล้วค่ะใช้ความอดทน คุยกับเค้าและดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

เรื่องเฟส ในเมื่อคุมตอนที่อยู่กับเขาไม่ได้ ก็ต้องปล่อยค่ะถ้าเค้าเข้าห้างเพื่อไปเล่นขนาดนั้น แต่เราคุมที่บ้านได้ค่ะ คือต้องให้เค้าคืนโทรศัพท์ก่อน 2-3 ทุ่มหรือเข้านอนก็ว่าไป เพราะรู้อยู่แล้วว่าน้องแชทต่อทางมือถือในห้องนอน เค้าอาจจะไม่พอใจแต่ก็ต้องทำนะคะ

เรื่องทำงานบ้าน เรื่องเสื้อผ้าเค้าถ้าไม่ทำ เราก็ไม่ต้องไปทำให้เค้าค่ะ ถ้าไม่มีใส่เค้าก็ต้องเอาไปซักเอง

เรื่องงานบ้านอย่างอื่น เคยนั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวไม๊คะ ว่าอยากให้เค้าช่วยเพราะแม่เพิ่งคลอดน้อง แม่ทำคนเดียวไม่ไหว ไม่ต้องสั่งแต่ถามเค้าดูก็ได้ค่ะว่าเต็มใจจะทำอะไรบ้าน หลังจากกลับจากโรงเรียนก่อนเล่นเฟส เล่นคอม ดูทีวี เช่น อาจจะเป็น ล้างชาม เอาผ้าเข้าเครื่อง กวาดบ้าน
ถ้าเค้าไม่ทำแต่ตรงไปที่คอมเลยก็ต้องบอกเค้าค่ะว่าแม่จะไม่ให้ใช้โทรศัพท์/คอม 3 วันนะ และอย่าแค่ขู่ค่ะ ต้องทำจริงไม่งั้นได้ใจค่ะ

เรื่องมารยาท แบบนี้ต้องใจเย็นๆค่ะ ถ้ามูมมามตอนกินข้าวคงต้องเตือนไปเรื่อยๆ ใช้ความอดทน ถ้าน้องโตขึ้นมากกว่านี้ เข้าสงัคมเพื่อนมากขึ้น เค้าเห็นว่าคนอื่นไม่ทำหรือมองเวลาเค้าทำพฤติกรรมแบบนั้น เค้าจะอายและเลิกเองค่ะ เราแค่ต้องทำให้เค้าเป็นตัวอย่างและเตือนเค้าเรื่อยๆ

เรื่องกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทำความตกลงกับเค้าว่ากลับบ้านได้ไม่เกินกี่โมง ถ้าค่ำกว่านั้นโดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องเอามานั่งอบรมหลังจากกลับถึงบ้านค่ะ เพื่อนลูกเราต้องรู้จักทุกคน ถ้าลูกไปทำรายงานบ้านใครให้ขอเบอร์บ้านเพื่อน ถ้าเป็นไปได้ไปรับกลับเลย ให้โทรบอกจะเสร็จเมื่อไหร่ อ้างว่าห่วงความปลอดภัยของลูก แต่ตอนนี้เข้าใจว่าไม่สะดวกติดน้องคนเล็ก แต่อย่างน้อยเป็นการกันไม่ให้เค้าโกหกอ้างว่าไปบ้านเพื่อนค่ะ คือต้องเอาเบอร์บ้านเพื่อนมาให้ได้ ถ้านัดกันทำรายงานที่ห้างก็ถามๆ แต่อย่าคาดคั้นว่าทำเรื่องอะไรมีอะไรให้แม่ช่วยค้นคว้าไม๊ แล้วลูกได้รับมอบหมายในส่วนไหน พอทำเสร็จแม่ขอดูรายงานด้วยนะ จะช่วยตรวจ คือต้องพูดรุกเค้าอย่างฉลาดให้ทันเค้า แต่อย่าให้เค้ารู้สึกว่าเราจับผิดเกินไป

เรื่องที่น้องเลี่ยงไม่ไปเยี่ยมคุณที่โรงพยาบาล เราให้กำลังใจค่ะ เรื่องนี้คงบังคับเค้าไม่ได้ แต่เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆว่าเค้าไม่อยากรักน้อง เห็นน้องหรือเปล่าคะ ไม่ได้พูดเพื่อให้คุณเสียกำลังใจนะ แต่เมื่อเห็นว่าตรงนี้มีปัญหา เวลาน้องอ้อแอ้โตขึ้นเล่นเป็นหน่อย เค้าอาจจะเห็นความน่ารักและเริ่มยอมรับน้องก็ได้ค่ะ เราว่าตรงนี้อาจจะเป็นปมในใจแต่แรกที่คุณไม่ได้อยู่กับเค้าตั้งแต่เล็กจนโตนะคะ ขอออกความเห็นว่า ที่คุณเคยไปเยี่ยมน้องเดือนเว้นเดือนมันเทียบไม่ได้กับช่วงเวลาที่เค้าต้องการคุณอยู่ข้างๆค่ะ เค้าไม่ได้อยากร้องไห้หรืออยากกอดหรืออยากคุยกับคุณแค่ 1 ครั้งในเดือนที่คุณไปเยี่ยม ถูกไม๊คะ ฉะนั้นต้องพยายามเข้าใจหากเค้าจะไม่เข้าหาคุณเมื่อเค้ามีปัญหา

เสาร์อาทิตย์ ถ้าเค้าจะไปข้างนอก ถามว่าไปไหนกับใคร ขอเบอร์ไว้เผื่อฉุกเฉิน (จำเป็นต้องขอให้ได้ค่ะ) เค้าจะได้ไม่กล้าอ้างว่าไปกับคนนี้แต่แอบไปเจอผู้ชาย และห้ามกลับเกินกี่ทุ่มก็ว่าไป อธิบายให้เค้าฟังว่าคุณไม่ได้จะห้ามไม่ให้เค้าไปเที่ยวกับเพื่อน แต่เพราะคุณห่วง สมัยนี้มันอันตาย บลาๆๆๆๆ พูดดีๆ แล้วดึงเค้าเข้ามากอด เราว่าเค้าจะรับรู้ได้ค่ะ เวลามีข่าวลวงข่มขืนก็พูดดังๆกับแฟนก็ได้ว่าเมื่อวานอ่านข่าวนั่นโน่นนี่ ให้เข้าหูเค้า แต่ทำเหมือนไม่ได้พูดกับเค้า เสร็จก็พูดเรื่องข่าวอื่นด้วย ปนๆกันไป เรื่องแบบนี้ต้องเนียนๆค่ะ มันเป็นจิตวิทยาขั้นสูงที่จำเป็นต้องทำเพื่อครอบครัว

เราไม่ได้บอกว่าที่เราพูดถูกหมดหรือจะได้ผลนะคะ แต่อย่างน้อยเราอยากแสดงความคิดเห็นและคุณอาจจะนำไปเป็นไอเดียในการกอบกู้ลูกที่น่ารักคืนมา เราเป็นกำลังใจให้คุณนะ เห็นได้ว่าคุณเครียดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะ ลูกเราทั้งคน คงยังไม่สายไปที่จะได้เค้ากลับมา อดทนและใจเย็นค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่