.
“นั่งนิ่ง ๆ แล้วทำการบ้านให้เรียบร้อย อย่าดื้ออย่าซน ทำให้เรียบร้อยก่อนพ่อกับแม่จะกลับบ้าน เข้าใจไหม.. ไม่งั้น…..!”
เสียงของเด็กชายวัยสิบขวบร้องด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เท่าที่เด็กสิบขวบจะสามารถเฉียบขาดได้ พลางมองดูหน้าตาตื่นของน้องสาววัยแปดขวบผู้วางมือจากตุ๊กตาหันมาคว้าปากกาแท่งสวยอย่างผู้ชนะก่อนแสร้งทำเสียงแหบต่ำในลำคอแบบเดียวกับปีศาจที่เคยได้ยินจากหนังสยองขวัญ
“เด็กไม่ทำการบ้าน ผีมันจะมาหา…. จะบอกให้”
ลมพัดครืนข้างนอกบ้านเหมือนจะรับรองคำพูดของเด็กชาย ไฟฟ้ากะพริบวูบวาบเหมือนจะดับแต่ในที่สุดก็กลับสว่างเป็นปกติ แต่แค่นั้นก็เพียงพอในการเขย่าขวัญจนทำให้เด็กหญิงร้องอย่างหวาดกลัวอยู่กับโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยๆ ซึ่งกำลังนั่งทำการบ้าน ลายมือโย้เย้เฉไปมาบนสมุด กระดาษวาดเขียนและดินสอสีหลายแท่งวางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ บอกให้เห็นว่าหนูน้อยไม่ค่อยตั้งใจเท่าไรกับการบ้านเบื้องหน้า
“เห็นไหม” ผู้พี่ยิ้มอย่างเป็นต่อ “เสียงลมพัด ผีมันจะมาแล้ว และมันจะมาจริงๆถ้าเธอไม่ทำการบ้านให้เสร็จ”
“มันจะมาไหมคะพี่ ไฟสว่างแบบนี้ มันมาไม่ได้หรอก ผีมันกลัวไฟ” เสียงใส ๆ ถามอย่างหวาดกลัว มองไปมารอบห้องนั่งเล่นด้วยความหวาดระแวง
“ผีสมัยนี้ไม่กลัวไฟแล้วล่ะ โง่จัง มันจะมาหรือไม่ ก็ขึ้นกับว่าเธอจะทำการบ้านหรือไม่นั่นล่ะ ฉะนั้นรีบทำซะ”
หนูน้อยน้ำตาคลอ พยายามเขียนหนังสือตัวไปด้วยลายมือโย้เย้ตามประสาเด็กวัยอนุบาลจะทำได้ สมุดระบายสีหน้าปกเป็นลายการ์ตูนน่ารักวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะน่าเล่นมากกว่าทำการบ้าน และตุ๊กตาน่ารักสามตัววางบนโต๊ะกำลังรอการเล่นจากเจ้าของ
“ผีมันหน้าตาเป็นยังไงเหรอ”
ไม่วายส่งเสียงถามอีก เด็กชายผู้กำลังนั่งดูทีวีอยู่ทำเสียงรำคาญในลำคอกับอาการซักไซ้ไล่เรียงของผู้เป็นน้อง ผีหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน
“เอ้อ…มันคงห่มผ้าขาว ตาโบ๋ๆ มีแต่กระดูกล่ะมั้ง” ตอบส่งๆ มั่วๆไปเพราะหนังการ์ตูนกำลังสนุก เด็กชายไม่วิตกกังวลกับการบ้านมากนักเพราะพรุ่งนี้เช้ายังมีเวลาไปลอกกับเพื่อนคนไหนก็ได้ เผลอๆอาจแกล้งลืมสมุดลืมอะไรไปแล้วแต่จะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวว่าครูจะตี เพราะสมัยนี้ครูตีด่าว่าเด็กไม่ได้ แต่เด็กดื้อกับครูได้เพราะมีกฎหมายและผู้ปกครองคอยคุ้มครอง
“อย่าลืมนะ” กำชับอีกครั้ง
“ทำการบ้าน และทำให้เสร็จ ไม่งั้นผีมันมาจริงๆ มาจับคนไม่ทำการบ้านเข้าไปห้องครัว สับเนื้อทำเป็นอาหารของพวกมัน”
“พี่พูดจริงเปล่าคะ”
“พูดจริงสิ ใครจะกล้าโกหก คนโกหกผีมันจะมาหา” ผู้เป็นพี่ว่าไปเรื่อยเปื่อย
“ถ้าผู้ใหญ่ไม่ทำการบ้านล่ะคะ”
“ผีมันก็ต้องมาหาอยู่ดีนั่นล่ะ”
“มาหาทำไมคะ”
“ว้า...ถามบ้าๆ จะไปรู้กับผีมันเหรอ….รีบๆทำการบ้านเข้าเถอะ อย่ามามัวแต่ถามมากเรื่อง ถามมากเดี๋ยวผีก็มา”
เข็มนาฬิกาเดินผ่านเวลาสองทุ่ม พ่อแม่ยังไม่กลับบ้าน บางทีอาจไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆ หรืออาจติดอยู่บนถนนกับเพื่อนร่วมชะตากรรมนับไม่ถ้วน ลมพัดแรง ฝนทำท่าจะตก หน้าต่างห้องครัวยังอยู่ถัดไปจากห้องนั่งเล่นปิดดังปัง เด็กชายสะดุ้งเฮือก นึกในใจว่าเมื่อตอนเช้าทำไมไม่มีใครปิดให้เรียบร้อย แต่ยังอุ่นใจว่ามีเหล็กดัดกันไว้อีกชั้นหนึ่ง และขโมยคงไม่นึกพิศวาสบ้านที่ดูไม่ร่ำรวยหลังนี้เท่าไรนัก
จู่ๆไฟดับพรึบ!
เสียงน้องสาวเสียงหลง เด็กชายนั่งเซ่ออยู่พักหนึ่งกับจอทีวีซึ่งกลายเป็นเพียงจอสีดำเท่านั้น ประกายสายฟ้าลอดมาจากประตูหน้าบ้านสว่างวาบราวมีหลอดไฟขนาดยักษ์ทำงานอยู่เบื้องนอกแล้วขาดหายกะทันหัน ติดตามด้วยเสียงคำรนคำรามครืนของอสุนีบาตแล้วเสียงฝนตกกราวใหญ่
“พี่จ๋า.. หนูกลัว” เสียงผู้เป็นน้องร้องมาในความมืด เขาสูดลมหายใจเข้าปอด ระงับอาการตื่นตกใจ พลางร้องบอกไปว่า
“นั่งอยู่เฉยๆ อย่าเดินไปมา เดี๋ยวเดินชนข้าวของหัวร้างข้างแตก แม่จะดุเอาอีก เดี๋ยวพี่จะไปหาเทียนกับไฟฉาย”
“ไฟดับการบ้านก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำการบ้านผีก็จะมา” เสียงใสๆ สะอึกสะอื้น ไม่ต้องบอกก็พอจะนึกภาพออกว่าหนูน้อยหวาดกลัววิตกกังวลเพียงใด
“เดี๋ยวไฟมันก็มาเองล่ะน่า” เด็กชายว่า ขณะพยายามเดินงมไปในความมืด จากการเคยชินกับแสงจ้าแล้วจู่ๆกลับมืดลงกะทันหัน ทำให้สายตายังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อะไรๆจึงดูแย่ไปหมด ยังดีว่ามีแสงจากสายฟ้าแลบเป็นระยะ พอให้เห็นอะไรแวบๆบ้าง
“ผีมันจะมาแน่ๆ หนูได้ยินเสียงมันเดินอยู่ชั้นบน”
เด็กชายชะงักกึกตรงบันไดอย่างไม่รู้ตัว เสียงของน้องสาวดูจริงจังและมั่นใจในสิ่งที่พูดเหลือเกิน ฟังดูแล้วมันน่าขนลุกในสถานการณ์แบบนี้
“ผีที่ไหนพูดบ้าๆ” เขาร้องปลอบใจตัวเอง แต่รู้สึกว่าเสียงจะเริ่มสั่นนิดๆ
“มันมาจริง หนูรู้ เพราะการบ้านยังไงก็ไม่มีวันเสร็จทันแน่”
“เลิกพูดเถอะน่า ยิ่งพูดผีมันยิ่งจะมา”
“มันมาแล้วนี่ กำลังเดินลงบันไดลงมา”
ผีที่ไหนจะเดินลงมาทางบันไดได้เล่า ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่เขาแกล้งพูดขู่น้องให้ทำการบ้านเท่านั้น ไม่มีทางเป็นจริงได้อย่างเด็ดขาด แต่ความมั่นใจก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อหูเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างค่อย ๆ ลงมาจากบันไดชั้นบน มันแว่วแผ่วแต่รู้สึกดังอยู่ในความรู้สึก อะไรบางอย่างกำลังลงมาจากชั้นบนอย่างเชื่องช้าแต่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายหมายขวัญ
บ้านที่เคยอาศัยอยู่ดีๆแท้ๆ พอความมืดเข้ามาเยือน อะไรก็ดูน่ากลัวไปหมด บันไดซึ่งเคยวิ่งเล่นตั้งแต่สมัยเด็กกลายเป็นเส้นทางปีศาจอันชวนขนลุกเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างมองไม่เห็นและไม่เข้าใจกำลังคุกคาม ลมวูบมาจากมุมไหนของบ้านก็ไม่ทราบ อะไรบางอย่างลอยมาปะทะใบหน้า เหมือนชายผ้าสะบัดลม ดูเหมือนจะมีกลิ่นสาบสางลอยมาด้วย เด็กชายพยายามควานมือในความมืดไขว่คว้า ปลายมือเหมือนจะสัมผัสอะไรบางอย่างแล้วมันก็ลื่นไหลวูบออกไป
เสียงหวีดร้องของน้องสาวดังมาจากห้องนั่งเล่น ดูท่าทางเธอกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างซึ่งเธอรับรู้และมองเห็นอยู่คนเดียว ลมโชยข้างกายมีกลิ่นอับๆราวกับเรือนร่างไร้ชีวิตเดินเฉียดผ่านลงไประยะใกล้ชิด เด็กชายเลือดในกายเหมือนจะเย็นจนจับเป็นน้ำแข็ง เท้าเหยียบขั้นบันไดพลาดเสียหลักหล่นกลิ้งลงมาไม่เป็นท่า
เสียงฟ้าร้องอีกครั้งกึกก้องจนบ้านสะเทือน ประตูบ้านเปิดกระแทกผนังดังปัง พร้อมกับไอฝนสาดเข้ามา เด็กชายโงหัวขึ้นมาจากพื้น ด้วยอาการมึนงง แสงฟ้าแลบรอดมาจากทางประตูห้องนั่งเล่น แม้จะเป็นเพียงวูบเดียวแต่ยังทันมองเห็นร่างขะมุกขะมอมซ่อนอยู่ในผ้าคลุมสีขาว ยืนนิ่งอยู่ ดวงตาดังคู่ลุกแดงราวแสงไฟ
ผีร้ายชัดๆ... ผีร้ายมีรูปร่างหน้าตาท่าทางแบบเดียวกับที่เขาบอกไว้กับน้องเมื่อครู่ไม่มีผิด
ยังไม่ทันอ้าปากร้อง แสงสว่างก็ดับลับหาย รวมทั้งร่างร้ายนั้นด้วย มันกลืนหายไปกับความมืดเหมือนกับตอนโผล่มาจากความมืด ลมพัดอู้เข้ามาทางประตูเปิดกว้างเหมือนรอรับละอองความเย็นแห่งฝนเข้ามาในห้อง หอบไอเย็น เศษกระดาษ ปลิวมาปะทะใบหน้าที่กำลังปากอ้าตาค้างกับเหตุการณ์ร้ายจนแทบจับไข้ไปในบัดดล
“มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน….. มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน”
เสียงแหบแห้งสั่นเครือปนมากับเสียงหวีดหวิวของสายลมละอองฝน เจ้าผีตัวนี้มันมาอย่างมีจุดประสงค์ มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน ทั้งที่งานอื่นน่าจะทำกว่านี้ก็มีมากมาย แต่มันมาเพื่อจับเด็กไม่ทำการบ้านนี่นะ..บ้าชัดๆ
สายฟ้าสว่างจ้าอีกแวบ คราวนี้เจ้าผีร้ายมายืนอยู่ในห้องนั่งเล่น การปรากฏตัวของมันเป็นเส้นตรง มุ่งหน้ามาอย่างมุ่งร้าย กลัวก็กลัวจนแข้งขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด แต่จะรอให้เจ้าผีร้ายเข้ามาถึงตัวง่ายๆคงไม่มีทาง อย่างไรต้องหนีให้สุดชีวิต เขาตะกายไปทางบันได ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขึ้นไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป แต่ต้องหนีให้ได้เสียก่อน
เอาอีกแล้ว อะไรบางอย่างคล้ายๆผ้าลอยมาปะทะใบหน้าอีก เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ตั้งใจและเป็นเวลาเดียวกันกับแสงแห่งฟ้าจ้าขึ้นอีกครั้ง คุณพระช่วย.. เขากำลังหมอบอยู่แทบเท้าเจ้าผีร้ายที่ยืนคอยอยู่บนขั้นบันได ก้มหน้าลงมามองประหนึ่งจะหยอกเย้าเยาะเย้ย ผ้าคลุมเก่าๆ ระพื้นเหม็นอับแบบผีตายซากค้างปี
“โอ๊ย……!” เขาหงายหลังกลิ้งลงมาจากบันไดอีกครั้ง สติกระเจิดกระเจิงจนร้องออกมาราวคนสติแตกลั่นบ้าน แต่ดูเหมือนจะถูกเสียงลมฝนกลบจนหมดสิ้น
“จะมาจับเด็กไม่ทำการบ้าน... จะมาจับเด็กไม่ทำการบ้าน”
เสียงสยองชวนจับไข้แว่วมาอีก เจ้าผีร้ายคิดจะจับเขาด้วยเหตุผลแค่นี้เองหรืออย่างไร คนไม่ทำการบ้านไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้น ยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วนในโลก ทำไมไม่ไปจับ จำเพาะต้องมาจับพวกเขาในบ้านนี้ด้วยเด็กชายตะกายหนีสุดชีวิตจนชนเข้ากับร่างเล็กๆร่างหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างร้องสุดเสียงจนได้สติถึงรู้ว่าเป็นน้องสาวของเขานั่นเอง ตัวสั่นเป็นลูกหมาตกน้ำ เจ้าผีร้ายยังไม่ได้เอาตัวเธอไปอย่างที่คิดเอาไว้
“เห็นไหมพี่ ผีมันมาจริงๆ” หนูน้อยกระซิบเสียงสั่น
“แต่มันไม่ได้มาจับหนูหรอก เพราะหนูทำการบ้าน ถึงจะยังไม่เสร็จก็เถอะ แต่มันจะมาจับพี่นั่นแหละ เพราะพี่ไม่ทำการบ้าน”
“จะบ้าเหรอ”เขาร้องลั่น หันไปยังเงาตะคุ่มมายืนอยู่บนโซฟาข้างหน้านี่แล้ว ไม่ใครคนหนึ่งนั่นล่ะที่ต้องบ้างานนี้ เพราะผีบ้าผีบออะไรจะแค่มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน
“พี่บอกหนูนี่นา ว่าผีมันจะมาจับเด็กไม่ทำการบ้าน หนูทำแล้ว แต่พี่ไม่ทำการบ้าน มันจะมาจับพี่”
“รีบหนีกันเถอะ” เขาคว้าแขนเล็กๆของน้องสาวเตรียมลากให้หนีจากเจ้าผีร้าย
.
ผีจะมาหาเด็กไม่ทำการบ้าน
“นั่งนิ่ง ๆ แล้วทำการบ้านให้เรียบร้อย อย่าดื้ออย่าซน ทำให้เรียบร้อยก่อนพ่อกับแม่จะกลับบ้าน เข้าใจไหม.. ไม่งั้น…..!”
เสียงของเด็กชายวัยสิบขวบร้องด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เท่าที่เด็กสิบขวบจะสามารถเฉียบขาดได้ พลางมองดูหน้าตาตื่นของน้องสาววัยแปดขวบผู้วางมือจากตุ๊กตาหันมาคว้าปากกาแท่งสวยอย่างผู้ชนะก่อนแสร้งทำเสียงแหบต่ำในลำคอแบบเดียวกับปีศาจที่เคยได้ยินจากหนังสยองขวัญ
“เด็กไม่ทำการบ้าน ผีมันจะมาหา…. จะบอกให้”
ลมพัดครืนข้างนอกบ้านเหมือนจะรับรองคำพูดของเด็กชาย ไฟฟ้ากะพริบวูบวาบเหมือนจะดับแต่ในที่สุดก็กลับสว่างเป็นปกติ แต่แค่นั้นก็เพียงพอในการเขย่าขวัญจนทำให้เด็กหญิงร้องอย่างหวาดกลัวอยู่กับโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยๆ ซึ่งกำลังนั่งทำการบ้าน ลายมือโย้เย้เฉไปมาบนสมุด กระดาษวาดเขียนและดินสอสีหลายแท่งวางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ บอกให้เห็นว่าหนูน้อยไม่ค่อยตั้งใจเท่าไรกับการบ้านเบื้องหน้า
“เห็นไหม” ผู้พี่ยิ้มอย่างเป็นต่อ “เสียงลมพัด ผีมันจะมาแล้ว และมันจะมาจริงๆถ้าเธอไม่ทำการบ้านให้เสร็จ”
“มันจะมาไหมคะพี่ ไฟสว่างแบบนี้ มันมาไม่ได้หรอก ผีมันกลัวไฟ” เสียงใส ๆ ถามอย่างหวาดกลัว มองไปมารอบห้องนั่งเล่นด้วยความหวาดระแวง
“ผีสมัยนี้ไม่กลัวไฟแล้วล่ะ โง่จัง มันจะมาหรือไม่ ก็ขึ้นกับว่าเธอจะทำการบ้านหรือไม่นั่นล่ะ ฉะนั้นรีบทำซะ”
หนูน้อยน้ำตาคลอ พยายามเขียนหนังสือตัวไปด้วยลายมือโย้เย้ตามประสาเด็กวัยอนุบาลจะทำได้ สมุดระบายสีหน้าปกเป็นลายการ์ตูนน่ารักวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะน่าเล่นมากกว่าทำการบ้าน และตุ๊กตาน่ารักสามตัววางบนโต๊ะกำลังรอการเล่นจากเจ้าของ
“ผีมันหน้าตาเป็นยังไงเหรอ”
ไม่วายส่งเสียงถามอีก เด็กชายผู้กำลังนั่งดูทีวีอยู่ทำเสียงรำคาญในลำคอกับอาการซักไซ้ไล่เรียงของผู้เป็นน้อง ผีหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน
“เอ้อ…มันคงห่มผ้าขาว ตาโบ๋ๆ มีแต่กระดูกล่ะมั้ง” ตอบส่งๆ มั่วๆไปเพราะหนังการ์ตูนกำลังสนุก เด็กชายไม่วิตกกังวลกับการบ้านมากนักเพราะพรุ่งนี้เช้ายังมีเวลาไปลอกกับเพื่อนคนไหนก็ได้ เผลอๆอาจแกล้งลืมสมุดลืมอะไรไปแล้วแต่จะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวว่าครูจะตี เพราะสมัยนี้ครูตีด่าว่าเด็กไม่ได้ แต่เด็กดื้อกับครูได้เพราะมีกฎหมายและผู้ปกครองคอยคุ้มครอง
“อย่าลืมนะ” กำชับอีกครั้ง
“ทำการบ้าน และทำให้เสร็จ ไม่งั้นผีมันมาจริงๆ มาจับคนไม่ทำการบ้านเข้าไปห้องครัว สับเนื้อทำเป็นอาหารของพวกมัน”
“พี่พูดจริงเปล่าคะ”
“พูดจริงสิ ใครจะกล้าโกหก คนโกหกผีมันจะมาหา” ผู้เป็นพี่ว่าไปเรื่อยเปื่อย
“ถ้าผู้ใหญ่ไม่ทำการบ้านล่ะคะ”
“ผีมันก็ต้องมาหาอยู่ดีนั่นล่ะ”
“มาหาทำไมคะ”
“ว้า...ถามบ้าๆ จะไปรู้กับผีมันเหรอ….รีบๆทำการบ้านเข้าเถอะ อย่ามามัวแต่ถามมากเรื่อง ถามมากเดี๋ยวผีก็มา”
เข็มนาฬิกาเดินผ่านเวลาสองทุ่ม พ่อแม่ยังไม่กลับบ้าน บางทีอาจไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆ หรืออาจติดอยู่บนถนนกับเพื่อนร่วมชะตากรรมนับไม่ถ้วน ลมพัดแรง ฝนทำท่าจะตก หน้าต่างห้องครัวยังอยู่ถัดไปจากห้องนั่งเล่นปิดดังปัง เด็กชายสะดุ้งเฮือก นึกในใจว่าเมื่อตอนเช้าทำไมไม่มีใครปิดให้เรียบร้อย แต่ยังอุ่นใจว่ามีเหล็กดัดกันไว้อีกชั้นหนึ่ง และขโมยคงไม่นึกพิศวาสบ้านที่ดูไม่ร่ำรวยหลังนี้เท่าไรนัก
จู่ๆไฟดับพรึบ!
เสียงน้องสาวเสียงหลง เด็กชายนั่งเซ่ออยู่พักหนึ่งกับจอทีวีซึ่งกลายเป็นเพียงจอสีดำเท่านั้น ประกายสายฟ้าลอดมาจากประตูหน้าบ้านสว่างวาบราวมีหลอดไฟขนาดยักษ์ทำงานอยู่เบื้องนอกแล้วขาดหายกะทันหัน ติดตามด้วยเสียงคำรนคำรามครืนของอสุนีบาตแล้วเสียงฝนตกกราวใหญ่
“พี่จ๋า.. หนูกลัว” เสียงผู้เป็นน้องร้องมาในความมืด เขาสูดลมหายใจเข้าปอด ระงับอาการตื่นตกใจ พลางร้องบอกไปว่า
“นั่งอยู่เฉยๆ อย่าเดินไปมา เดี๋ยวเดินชนข้าวของหัวร้างข้างแตก แม่จะดุเอาอีก เดี๋ยวพี่จะไปหาเทียนกับไฟฉาย”
“ไฟดับการบ้านก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำการบ้านผีก็จะมา” เสียงใสๆ สะอึกสะอื้น ไม่ต้องบอกก็พอจะนึกภาพออกว่าหนูน้อยหวาดกลัววิตกกังวลเพียงใด
“เดี๋ยวไฟมันก็มาเองล่ะน่า” เด็กชายว่า ขณะพยายามเดินงมไปในความมืด จากการเคยชินกับแสงจ้าแล้วจู่ๆกลับมืดลงกะทันหัน ทำให้สายตายังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อะไรๆจึงดูแย่ไปหมด ยังดีว่ามีแสงจากสายฟ้าแลบเป็นระยะ พอให้เห็นอะไรแวบๆบ้าง
“ผีมันจะมาแน่ๆ หนูได้ยินเสียงมันเดินอยู่ชั้นบน”
เด็กชายชะงักกึกตรงบันไดอย่างไม่รู้ตัว เสียงของน้องสาวดูจริงจังและมั่นใจในสิ่งที่พูดเหลือเกิน ฟังดูแล้วมันน่าขนลุกในสถานการณ์แบบนี้
“ผีที่ไหนพูดบ้าๆ” เขาร้องปลอบใจตัวเอง แต่รู้สึกว่าเสียงจะเริ่มสั่นนิดๆ
“มันมาจริง หนูรู้ เพราะการบ้านยังไงก็ไม่มีวันเสร็จทันแน่”
“เลิกพูดเถอะน่า ยิ่งพูดผีมันยิ่งจะมา”
“มันมาแล้วนี่ กำลังเดินลงบันไดลงมา”
ผีที่ไหนจะเดินลงมาทางบันไดได้เล่า ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่เขาแกล้งพูดขู่น้องให้ทำการบ้านเท่านั้น ไม่มีทางเป็นจริงได้อย่างเด็ดขาด แต่ความมั่นใจก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อหูเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างค่อย ๆ ลงมาจากบันไดชั้นบน มันแว่วแผ่วแต่รู้สึกดังอยู่ในความรู้สึก อะไรบางอย่างกำลังลงมาจากชั้นบนอย่างเชื่องช้าแต่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายหมายขวัญ
บ้านที่เคยอาศัยอยู่ดีๆแท้ๆ พอความมืดเข้ามาเยือน อะไรก็ดูน่ากลัวไปหมด บันไดซึ่งเคยวิ่งเล่นตั้งแต่สมัยเด็กกลายเป็นเส้นทางปีศาจอันชวนขนลุกเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างมองไม่เห็นและไม่เข้าใจกำลังคุกคาม ลมวูบมาจากมุมไหนของบ้านก็ไม่ทราบ อะไรบางอย่างลอยมาปะทะใบหน้า เหมือนชายผ้าสะบัดลม ดูเหมือนจะมีกลิ่นสาบสางลอยมาด้วย เด็กชายพยายามควานมือในความมืดไขว่คว้า ปลายมือเหมือนจะสัมผัสอะไรบางอย่างแล้วมันก็ลื่นไหลวูบออกไป
เสียงหวีดร้องของน้องสาวดังมาจากห้องนั่งเล่น ดูท่าทางเธอกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างซึ่งเธอรับรู้และมองเห็นอยู่คนเดียว ลมโชยข้างกายมีกลิ่นอับๆราวกับเรือนร่างไร้ชีวิตเดินเฉียดผ่านลงไประยะใกล้ชิด เด็กชายเลือดในกายเหมือนจะเย็นจนจับเป็นน้ำแข็ง เท้าเหยียบขั้นบันไดพลาดเสียหลักหล่นกลิ้งลงมาไม่เป็นท่า
เสียงฟ้าร้องอีกครั้งกึกก้องจนบ้านสะเทือน ประตูบ้านเปิดกระแทกผนังดังปัง พร้อมกับไอฝนสาดเข้ามา เด็กชายโงหัวขึ้นมาจากพื้น ด้วยอาการมึนงง แสงฟ้าแลบรอดมาจากทางประตูห้องนั่งเล่น แม้จะเป็นเพียงวูบเดียวแต่ยังทันมองเห็นร่างขะมุกขะมอมซ่อนอยู่ในผ้าคลุมสีขาว ยืนนิ่งอยู่ ดวงตาดังคู่ลุกแดงราวแสงไฟ
ผีร้ายชัดๆ... ผีร้ายมีรูปร่างหน้าตาท่าทางแบบเดียวกับที่เขาบอกไว้กับน้องเมื่อครู่ไม่มีผิด
ยังไม่ทันอ้าปากร้อง แสงสว่างก็ดับลับหาย รวมทั้งร่างร้ายนั้นด้วย มันกลืนหายไปกับความมืดเหมือนกับตอนโผล่มาจากความมืด ลมพัดอู้เข้ามาทางประตูเปิดกว้างเหมือนรอรับละอองความเย็นแห่งฝนเข้ามาในห้อง หอบไอเย็น เศษกระดาษ ปลิวมาปะทะใบหน้าที่กำลังปากอ้าตาค้างกับเหตุการณ์ร้ายจนแทบจับไข้ไปในบัดดล
“มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน….. มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน”
เสียงแหบแห้งสั่นเครือปนมากับเสียงหวีดหวิวของสายลมละอองฝน เจ้าผีตัวนี้มันมาอย่างมีจุดประสงค์ มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน ทั้งที่งานอื่นน่าจะทำกว่านี้ก็มีมากมาย แต่มันมาเพื่อจับเด็กไม่ทำการบ้านนี่นะ..บ้าชัดๆ
สายฟ้าสว่างจ้าอีกแวบ คราวนี้เจ้าผีร้ายมายืนอยู่ในห้องนั่งเล่น การปรากฏตัวของมันเป็นเส้นตรง มุ่งหน้ามาอย่างมุ่งร้าย กลัวก็กลัวจนแข้งขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด แต่จะรอให้เจ้าผีร้ายเข้ามาถึงตัวง่ายๆคงไม่มีทาง อย่างไรต้องหนีให้สุดชีวิต เขาตะกายไปทางบันได ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขึ้นไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป แต่ต้องหนีให้ได้เสียก่อน
เอาอีกแล้ว อะไรบางอย่างคล้ายๆผ้าลอยมาปะทะใบหน้าอีก เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ตั้งใจและเป็นเวลาเดียวกันกับแสงแห่งฟ้าจ้าขึ้นอีกครั้ง คุณพระช่วย.. เขากำลังหมอบอยู่แทบเท้าเจ้าผีร้ายที่ยืนคอยอยู่บนขั้นบันได ก้มหน้าลงมามองประหนึ่งจะหยอกเย้าเยาะเย้ย ผ้าคลุมเก่าๆ ระพื้นเหม็นอับแบบผีตายซากค้างปี
“โอ๊ย……!” เขาหงายหลังกลิ้งลงมาจากบันไดอีกครั้ง สติกระเจิดกระเจิงจนร้องออกมาราวคนสติแตกลั่นบ้าน แต่ดูเหมือนจะถูกเสียงลมฝนกลบจนหมดสิ้น
“จะมาจับเด็กไม่ทำการบ้าน... จะมาจับเด็กไม่ทำการบ้าน”
เสียงสยองชวนจับไข้แว่วมาอีก เจ้าผีร้ายคิดจะจับเขาด้วยเหตุผลแค่นี้เองหรืออย่างไร คนไม่ทำการบ้านไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้น ยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วนในโลก ทำไมไม่ไปจับ จำเพาะต้องมาจับพวกเขาในบ้านนี้ด้วยเด็กชายตะกายหนีสุดชีวิตจนชนเข้ากับร่างเล็กๆร่างหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างร้องสุดเสียงจนได้สติถึงรู้ว่าเป็นน้องสาวของเขานั่นเอง ตัวสั่นเป็นลูกหมาตกน้ำ เจ้าผีร้ายยังไม่ได้เอาตัวเธอไปอย่างที่คิดเอาไว้
“เห็นไหมพี่ ผีมันมาจริงๆ” หนูน้อยกระซิบเสียงสั่น
“แต่มันไม่ได้มาจับหนูหรอก เพราะหนูทำการบ้าน ถึงจะยังไม่เสร็จก็เถอะ แต่มันจะมาจับพี่นั่นแหละ เพราะพี่ไม่ทำการบ้าน”
“จะบ้าเหรอ”เขาร้องลั่น หันไปยังเงาตะคุ่มมายืนอยู่บนโซฟาข้างหน้านี่แล้ว ไม่ใครคนหนึ่งนั่นล่ะที่ต้องบ้างานนี้ เพราะผีบ้าผีบออะไรจะแค่มาจับเด็กไม่ทำการบ้าน
“พี่บอกหนูนี่นา ว่าผีมันจะมาจับเด็กไม่ทำการบ้าน หนูทำแล้ว แต่พี่ไม่ทำการบ้าน มันจะมาจับพี่”
“รีบหนีกันเถอะ” เขาคว้าแขนเล็กๆของน้องสาวเตรียมลากให้หนีจากเจ้าผีร้าย
.