ลิขิตแห่งจันทร์ by พลอยลภัสร์ (โรแมนติด-แฟนตาซี) บทที่ 10

กระทู้สนทนา
ลิขิตแห่งจันทร์
(โรมานแมนติค-แฟนตาซี)

พลอยลภัสร์ : เขียน
Fanpage : www.facebook.com/ploylapas




<<< ตอนก่อนหน้า : http://ppantip.com/topic/33013184




บทที่ 10 (1/2)


เมื่อนกน้อยเริ่มเห็นสงครามเล็กๆ กำลังจะก่อตัวขึ้น ก็รีบเอ่ยขัดจังหวะขึ้นอีกครั้งเพื่อเป็นการยุติสงครามที่มีเพียงคำพูดที่ใช้เถียงกันไปมาแบบเด็กๆ เพื่อเอาชนะกันของคนทั้งสอง “เอ่อ...ขอโทษนะคะ...แล้วทำไมเราต้องหาสร้อยจันทร์เสี้ยวคะ”

อินทุหันไปให้ความสนใจกับหญิงสาวอีกคนที่ดูเหมือนจะสนใจฟังในสิ่งที่เขาพูดมากกว่า “ในหนังสือเล่มนี้...บอกว่าสร้อยจันทร์เสี้ยวสามารถทำให้ผู้ครอบครองข้ามกาลเวลาได้”

“จริงหรือคะ” นกน้อยย้ำถามออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับสิ่งที่อินทุบอก

“งั้นเอาเลยซิ เปิดประตูเวลาเลย” เมื่อศศิธรได้ยินในสิ่งที่ชายหนุ่มบอก ก็รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาในทันที จึงขยับเข้าไปยืนใกล้ๆ เขาเพื่อดูหนังสือหน้าที่อินทุชี้ให้พยาบาลสาวน้อยดู

“แต่มันต้องมีสองเส้น” ชายหนุ่มชี้ไปที่รูปอีกรูป ที่มีสร้อยจันทร์เสี้ยวสองเส้นวางประกบกันเป็นวงกลมในหน้าหนังสือให้หญิงสาวทั้งสองคนได้ดู “ตอนข้าอ่านเจอครั้งแรก ข้าก็คิดว่าแล้วข้าจะไปหาสร้อยจันทร์เสี้ยวอีกเส้นได้ที่ไหน...ไม่คิดว่าจะเจอง่ายขนาดนี้”

นกน้อยพอจะประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดได้บ้างแล้ว จึงเอ่ยออกมาด้วยความยินดี “เส้นหนึ่งเป็นของคุณศศิ...อีกเส้นเป็นของคุณอินทุ ถ้าเราหาสร้อยจันทร์เสี้ยวครบทั้งสองเส้น เราก็จะเปิดประตูเวลาได้...ใช่ไหมคะ”

“ข้าคิดว่าน่าจะใช่นะ...” อินทุเอ่ยออกมาด้วยความไม่แน่ใจ

“เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานทั้งหมด...เราต้องช่วยกันหาสร้อยจันทร์เสี้ยวของท่าน”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยในสิ่งที่หญิงสาวเจ้าของบ้านสรุป แต่พยาบาลสาวน้อยก็เอ่ยถามขึ้นมาอีกคำถามด้วยความสงสัย

“แล้วถ้าได้สร้อยจันทร์เสี้ยวมาแล้ว...เราจะข้ามเวลาไปได้อย่างไรคะ”

“นำมาต่อประกบกันเป็นวงกลม แล้วท่องคาถา”

“ท่องคาถา” นกน้อยครางออกมาเบาๆ

ส่วนศศิธรก็ถามรัวเร็วออกมาเช่นกัน “คาถาอะไร”

“ด้วยมนต์แห่งจันทรา และอำนาจ...” ชายหนุ่มอ่านคาถาในหน้าหนังสือให้หญิงสาวฟัง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอ่านต่อจนจบประโยค หญิงสาวเจ้าของบ้านก็เอ่ยต่อประโยคของเขาขึ้นมาแทบจะทันที

“ด้วยมนต์แห่งจันทรา และอำนาจของข้า

ด้วยมนต์แห่งจันทรา และอำนาจของข้า...จงดลให้...มีใครสักคนมาช่วยแม่ศมนของศศิทีเถอะ”

“คุณศศิ” พยาบาลสาวน้อยรู้สึกตกใจ ที่ได้ยินหญิงสาวเจ้าของบ้านสามารถท่องคาถาได้ตรงตามที่ชายหนุ่มอ่านตามหนังสือ...เป๊ะ...จะมีก็แค่ประโยคอธิษฐานตอนท้ายเท่านั้น ที่ในหนังสือไม่ได้ระบุไว้

“ศศิธร...เจ้า...” ส่วนอินทุรู้สึกตกใจ ที่ได้ยินประโยค และน้ำเสียงแบบที่เขาเคยได้ยินมาก่อน ประโยคที่เขาได้ยินครั้งสุดท้าย ก่อนที่ตัวเขาเองจะมาโผล่อยู่ในที่ๆ ไม่คุ้นเคย...ที่นี่

“ใช่แล้ว...วันนั้น วันที่ข้าเจอท่านครั้งแรก ข้าเจอกระดาษแผ่นหนึ่ง มันเขียนแบบนี้เลย แล้วข้าก็อ่านมันออกมาดังๆ พร้อมกับอธิษฐานขอพรไปด้วย” เธอจำได้ว่า เธอเจอกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ภายในหนังสือสักเล่มที่เธออ่าน มันเป็นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือโย้ไปเย้มา “แล้วท่านก็โผล่มา”

“ใช่...แล้วข้าก็มาที่นี่” อินทุจำได้เช่นกันว่าคืนนั้น เขาท่องคาถาตามที่เขาได้ยินแว่วๆ แล้วก็เอ่ยขอพรให้ตัวเองได้พบกับนางอันเป็นที่รักอีกครั้ง

‘ฟ้าดลบันดาลให้เรามาพบ เวทมนตร์ฉันใดถึงได้มาเจอ หรือโชคชะตาได้ขีดเอาไว้ ให้มอบหัวใจรักมั่นเพียงเธอ...’

พลันเสียงเพลงที่ศศิธรมักร้องจนติดปากตั้งแต่วันที่เธอเผลอจูบอินทุไปแบบไม่ได้ตั้งใจก็ดังขึ้นในใจซ้ำไปซ้ำมาราวกับใครมาเปิดทิ้งไว้ในหัวใจของเธอ แล้วใจยังจะไพล่คิดไปถึงเรื่องความวิเศษของสร้อยจันทร์เสี้ยวของเธอตามที่เจ้าของร้านบอกอีกด้วย ทำให้ตอนนี้ศศิธรใจเต้นแรงและไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าชายหนุ่มตรงๆ เพราะความเก้อเขิน จนต้องเสเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว “ชะ...ช่วย...เราต้องช่วยกันหาสร้อยจันทร์เสี้ยวของท่านโดยเร็วที่สุด”

ศศิธรเอ่ยจบก็รีบวิ่งลงบันไดระเบียงไปเขี่ยๆ หาสร้อยจันทร์เสี้ยวของชายหนุ่มที่ริมบ่อน้ำทันทีด้วยความกระตือรือร้น เมื่อรู้แล้วว่าเธอจะเปิดประตูเวลาเพื่อข้ามไปยังกลาพิมพ์ได้อย่างไร และยังเป็นการกลบเกลื่อนความรู้สึกวูบไหวที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจอีกด้วย

////////////////////////////////////////        

หญิงสาวตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มที่กำลังจดๆ จ้องๆ อยู่ริมบ่อน้ำหลังบ้าน และขณะที่เธอเดินกำลังจะถึงตัว เขาก็กำลังยกแขนขึ้นเพื่อจะดึงเสื้อยืดสีขาวออกจากศรีษะได้รูปของเขา ซึ่งเผยให้เห็นซิกแพคของชายหนุ่มรูปงามหุ่นทรมานใจสาวในระยะประชิดอีกครั้ง “ทะ...ท่านจะทำอะไร”

“ถอดเสื้อ” อินทุตอบ พร้อมกับลดแขนทั้งสองข้างที่กำลังยกขึ้นลงด้วยใบหน้าสงสัย ทั้งที่เขายังดึงเสื้อยืดสีขาวเนื้อนุ่มที่หญิงสาวเป็นคนเลือกให้เมื่อวันก่อน ออกยังไม่พ้นศรีษะด้วยซ้ำ

“ถอดทำไม” หญิงสาวถามกลับด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ เธอรู้แล้วว่าเขากำลังถอดเสื้อ แต่ที่เธอสงสัยคือ เขาจะถอดเสื้อเพื่ออะไร

“ข้ากำลังจะค้นหาสร้อยจันทร์เสี้ยว”

“ในน้ำรึ”

อินทุพยักหน้า พร้อมกับปล่อยเสื้อยืดสีขาวที่เพิ่งถอดออกทิ้งลงข้างตัว ก่อนจะก้มลงถอดกางเกงขาสั้นที่ตัวเองสวมอยู่ออกต่อหน้าหญิงสาว ทว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง กลับเอื้อมมือมายุดแขนของเขาเอาไว้จนแน่นหนา

“แล้วจะถอดกางเกงออกทำไม” การถอดเสื้อลงน้ำของชายหนุ่ม เธอก็พอจะทำความเข้าใจได้ แต่การถอดกางเกง หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ การแก้ผ้าลงน้ำของเขาในช่วงกลางวันแสกๆ แบบนี้ แถมยังในที่โล่งแจ้งแบบนี้อีกด้วย...เธอรับไม่ได้จริงๆ

“แล้วถ้าไม่ถอด...จะลงน้ำได้อย่างไร”

“ท่านลงน้ำทั้งชุดนี้ก็ได้นิ” ศศิธรเอ่ยออกมาพร้อมกับเมินหน้าหนีซิกแพคตรงหน้าไปอีกทาง ก็เพราะสายตาเจ้ากรรมของเธอมันพานแต่จะมองสำรวจร่างกายได้รูปของชายหนุ่มร่างยักษ์อยู่นั่น

เธอไม่รู้ว่าจะโทษผู้ชายขี้อ่อยตรงหน้าดี หรือสายตาช่างสำรวจของเธอกันแน่ ที่ทำให้ตอนนี้ เธอกลายเป็นเหมือนผู้หญิงโรคจิตที่ชอบลอบแอบมองชายหนุ่มเป็นประจำ และเขาก็มักไม่ค่อยระวังตัวเวลาอาบน้ำ ซึ่งก็เป็นเธอทุกทีที่บังเอิญไปเห็น

แถมเขายังชอบถอดเสื้อโชว์มัดกล้ามแทบจะตลอดเวลาในช่วงบ่ายๆ พอเธอดุเขาเรื่องถอดเสื้อ เขาก็มักจะให้เหตุผลว่า...เขาร้อน

“มันเกะกะ”

“ถึงเกะกะ ก็ห้ามถอด”

และเขาก็มักจะมีเหตุผลมาเถียงกับเธอเสมอ...“แต่พอโดนน้ำแล้วมันก็หนัก...ดำน้ำไม่นาน ข้าก็หมดแรงแล้ว”

“งั้นถอดแต่เสื้อก็ได้”

“กางเกงนี่แหละ ตัวหนักเลย”

“ไม่ได้...ท่านจะแก้ผ้าลงน้ำไม่ได้นะ” ศศิธรกล่าวออกมาอย่างเหลืออด พร้อมกับใบหน้าแดงก่ำ เมื่อชายหนุ่มไม่ยอมฟังในสิ่งที่เธอบอกเลยสักนิด เขาไม่รับรู้บ้างเลยหรือไง ว่าร่างกายของเขาบวกกับใบหน้างดงามราวเทพบุตรของเขานั้น มันน่ามองมากแค่ไหน และเขาอาจจะถูกเธอลวมลามทางสายตาก็ได้ ถ้าเขายังคงอ่อยเธอแบบนี้เรื่อยๆ

“ถ้าเจ้าอาย...ข้าจะเหลือกางเกงตัวเล็กข้างในเอาไว้” อินทุเอ่ยออกมายิ้มๆ เมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว เขารู้ว่าเธอชอบแอบมองเขายามที่เขาเผลอ และเธอก็มักจะเขินอายจนหน้าแดงเสมอ หลังจากสำรวจเขาจนพอใจแล้ว...ซึ่งเขาก็ชอบเห็นแก้มแดงๆ ของเธอซะด้วย เขาถึงได้ชอบถอดเสื้อต่อหน้าเธอเสมอ

แต่เขาก็ทำได้เฉพาะเวลาที่พี่ชายของหญิงสาวไม่อยู่บ้านเท่านั้น เพราะพอเห็นสายตาจ้องจับผิดเขา หรือสายตาที่รู้เท่าทันความคิดของเขาจากพี่ชายของเธอ เขาก็ไม่กล้าจะทำอะไรออกไปทุกที เพราะที่นี่มันไม่ใช่กลาพิมพ์ ถิ่นของเขา

“ข้า...ข้าไม่ได้อาย ท่านนั่นแหละที่ต้องอาย” นี่เธอพยายามจะช่วยเขาแล้วนะ ทำไมเขาไม่หัดเข้าใจอะไรง่ายๆ บ้าง

“ก็ข้าไม่อาย” พูดจบ ชายหนุ่มก็เตรียมที่จะดึงกางเกงออกจากตัว ถ้าไม่ได้ยินเสียงร้องห้ามมาจากหญิงสาวซะก่อน

“หยุดๆๆ...เดี๋ยวข้าไปเอากางเกงบอลของพี่ภูมาให้ท่านใส่...ขอร้องล่ะ ใส่กางเกงสักหน่อยเถอะนะ” หญิงสาวร้องห้ามเสียงหลง พร้อมกับเอ่ยขอร้องไปด้วย เพราะเกรงว่าชายหนุ่มจะคิดว่าเธอออกคำสั่งกับเขาอีก เมื่อได้ยินเขาบอกว่าจะเหลือกางเกงในไว้หนึ่งตัว แล้วเธอก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบกางเกงบอลใส่นอนของพี่ชายมาให้ชายหนุ่มใส่ก่อนลงน้ำเพื่อกันอุจาดตา และเป็นการกันสายตาช่างสำรวจตรวจตราของตัวเธอเองอีกด้วย






======================

มีต่อนะคะ (2/2)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่