
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
“มันดันกินยาคลายกล้ามเนื้อผสมเหล้า” ชายฅนหนึ่งหันมาบอกอีกฅนที่กำลังซักถามเมื่อวรากับสุทธิ์ไปถึง
“ไอ้กาฬเอ๊ย” ชายผู้ซักถามกล่าวพึมพำออกมา “หาเรื่องแท้ ๆ “ ว่าพลางมองตามผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกพาตัวเข้าที่พักหลังการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว
งานเฉลิมฉลองของชาวเหมืองเริ่มแต่เช้าด้วยเสียงขับร้องเพลงพื้นบ้าน ผสมเสียงเคาะถังเหล็กและภาชนะต่าง ๆ มีเสียงปรบมือเข้าจังหวะ ที่จริงแล้วมันเป็นเสียงจากนักดนตรีขี้เมาที่ตั้งวงกันมาตั้งแต่เมื่อคืนนั่นเอง ที่นี่ทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ รวมถึงยาเสพติดอื่นจากตลาดมืดหาได้ไม่ยากนัก การเฉลิมฉลองของพวกเขาจึงนับว่ามีสีสันอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไรทั้งสุรายาเมาและเสียงเพลง ก็ช่วยสร้างความคึกคะนองให้ต่างลืมงานหนักกันไปได้ แม้จะชั่วขณะก็ตาม
“เราน่าจะออกไปเต้นกัน” สุทธิ์บอก สายตามองผู้ฅนที่เต้นรำห่างออกไป
“ฉันเต้นไม่เป็น วราตอบ ฉันเคยลองแล้วที่หมู่บ้าน มันกลายเป็นเรื่องขบขันของทุกฅน” สุทธิ์พยักหน้า พวกเขาจึงได้แต่นั่งมอง
เมื่อการเต้นรำมาถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจึงหันมาเริ่มการแข่งขัน มีการท้างัดข้อกันในหมู่ฅนงานร่างกำยำ ในทีสุดก็นำไปสู่กีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ ทั้งแข่งชนเข่า ยกของหนัก ดึงไม้
แล้วเกมการแข่งขันของพวกเขาก็พัฒนาไปสู่กีฬามวยปล้ำในที่สุด
หลังจากเหล่าชายฉกรรจ์ปล้ำกันได้สักพัก ชายฅนหนึ่งจึงจับเด็กสองฅนมาประลองกำลังกัน สองฅนต่อสู้ท่ามกลางเสียงเฮฮา เมื่อนึกสนุก เด็กอื่นจึงจับคู่ต่อสู้กันบ้าง ตอนนี้เริ่มมีกติกาแข่งขันไม่ต่างจากฅนโต นั่นคือการกำหนดให้ผู้แพ้ต้องออกจากเกม ผู้ชนะจะหาคู่ปล้ำรายต่อไป สุทธิ์โดดเข้าสนามตั้งแต่ช่วงแรก วราได้แต่ยืนเชียร์อยู่รอบนอก ในที่สุดสนามต่อสู้นี้ก็เหลือเพียงสุทธิ์และกุร์พรีต เป็นสองฅนสุดท้ายที่ยังยืนอยู่ได้
การต่อสู้รอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ไม่มีเงินรางวัลใด นอกจากศักดิ์ศรีที่พวกเขาจะได้รับเท่านั้น
สุทธิ์และกุร์พรีตยืนนิ่งจ้องตากัน ต่างมั่นใจในฝีมือของตน แต่ก่อนจะมีอะไรเกิดขึ้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เพื่อให้การต่อสู้เข้มข้นขึ้น” เสียงของสัตตะทำให้ทุกฅนต่างหันมอง เขามายืนดูการต่อสู้ของเด็ก ๆ อย่างเงียบ ๆ ได้สักพักหนึ่งแล้ว
“ข้าจะมีรางวัลให้กับผู้ชนะ” สัตตะว่าพลางหันมองโดยรอบก่อนกล่าวขึ้นอีก “ผู้ชนะจะขออะไรจากข้าก็ได้ แต่ต้องเป็นของที่ข้าให้ได้เท่านั้น ดังนั้นลองบอกมาสิว่าพวกเจ้าต้องการอะไรกัน”
สองฅนยืนนิ่งเมื่อสิ้นคำกล่าวเชิงประกาศของสัตตะ ต่างคิดไม่ออกว่าพวกเขาควรขออะไรดี อะไรที่อยากได้มากที่สุดในตอนนี้
“ข้าขออิสรภาพ ขอให้ยกเลิกหนี้สินทั้งหมดที่เกิดจากบิดาของข้า” ในที่สุดสุทธิ์ก็เอ่ยออกมา
“ข้อนี้ข้าให้เจ้าไม่ได้” สัตตะส่ายหน้าตอบ “มันเหนือบ่ากว่าแรงของข้า”
สุทธิ์ต้องผิดหวังกับคำขอแรกของเขา
กุร์พรีตยังคงครุ่นคิด เขาจะขออะไรดี อะไรที่สัตตะสามารถให้เขาได้
เมื่อหันมองผู้ฅนโดยรอบกุร์พรีตจึงคิดได้ เด็กชายไม่แน่ใจว่าสัตตะจะมอบสิ่งที่กำลังจะขอให้ตนได้ไหม แต่ถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้ กุร์พรีตตัดสินใจร้องขอออกไปในที่สุด
“ข้าขอวรา” กุร์พรีตชี้มือพูดเสียงดัง วราอดตกใจไม่ได้ขณะที่ทุกฅนต่างหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน
แน่นอนว่าเรื่องที่กุร์พรีตร้องขอนั้นผิดทั้งหลักศาสนาและศิลธรรม แม้กุร์พรีตจะต่างศาสนากับพวกเขา แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างในการทำเช่นนี้ เพียงแต่ว่ามีข้ออ้างเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ ในดินแดนป่าเถื่อนห่างไกลแบบนี้ กฎบางอย่างอาจถูกยกเว้นและถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะในเหมืองเถื่อนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้แต่เรื่องของสัตตะกับวรา แม้ต่างรู้ แต่ทุกฅนยังมองเป็นเรื่องปกติได้เลย กุร์พรีตคิดแบบนี้เขาจึงกล้าร้องขอ
สัตตะเหยียดสายตามองกุร์พรีตหรือเด็กชายวัยสิบสี่ที่อาจโตเกินวัยสักหน่อย ร่างท้วมหยักยิ้มมุมปากพลางพยักหน้าออกมา
“ได้” คำตอบนั้นสั้นแต่หนักแน่น สุทธิ์หันมองวรา อดสงสารใบหน้าซีดเผือดไม่ได้ วราทั้งตกใจและเสียใจ สัตตะยัดเยียดความสกปรกให้เขามาตลอด เด็กชายไม่นึกเลยว่าวันนี้ เขายังต้องเจอกับความสกปรกที่มากกว่าเดิมได้อีก
“ไม่ต้องกลัว ข้าจะชนะ” สุทธิ์บอกกับวราเบา ๆ วราได้แต่หวังให้เป็นเช่นนั้น
“ว่าแต่เจ้าคิดได้หรือยังว่าจะขออะไรจากข้า”
สุทธิ์สะดุ้ง หันมองหน้าสัตตะ เขายังคิดไม่ออกว่าจะขออะไรเลย
“ข้าจะขอเมื่อจบการแข่งขันได้ไหม ข้ายังไม่รู้จะขออะไร” ตอบออกไปเพราะคิดไม่ออกเลยจริง ๆ
“ได้ แต่ข้อแม้เหมือนเดิมคือต้องเป็นของที่ข้าให้เจ้าได้เท่านั้น และที่สำคัญ ถ้าเจ้าไม่กลัวข้าบิดพลิ้วเพราะยังไม่ได้รับปากในตอนนี้ ก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”
“ข้าจะขออะไรที่ท่านจะยอมให้ข้าได้เท่านั้น” สุทธิ์ยืนยัน
“ตกลง เริ่มการต่อสู้ได้” สัตตะกล่าวประกาศ
สุทธิ์กับกุร์พรีตยืนประจันหน้ากัน พื้นดินแข็งมีฝุ่นคลุ้ง ทั้งจากสายลมและการเหยียบย่ำของผู้ฅน ความรู้สึกของเด็กชายสองฅนหนักอึ้งราวกับอยู่ในสมรภูมิรบ
สุทธิ์กำมือแน่น เขารู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะ หันมองหน้าวราแวบหนึ่ง ความหวาดกลัวในแววตาคู่นั้นทำให้ต้องย้ำกับตัวเองว่า เขาต้องชนะเท่านั้น
กุร์พรีตยังคงนิ่งไม่ต่างกัน ใบหน้าของเขายามนี้ดูเย็นชา หากแต่ดวงตากลับฉายแววมุ่งมั่นในชัยชนะยิ่งนัก
สัตตะยืนกอดอกมองภาพตรงหน้า “เริ่มได้” เขาออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นอีกครั้ง
ไม่มีคำตอบจากทั้งสองฝ่าย มีเพียงสายลมพัดผ่านและประกายแวววาวในดวงตาของทั้งคู่
การต่อสู้เริ่มขึ้น
กุร์พรีตเป็นฝ่ายเคลื่อนก่อน เขาพุ่งเข้าไป มุ่งโจมตีด้วยความรวดเร็วและหนักหน่วง แต่สุทธิ์หลบหลีกได้อย่างว่องไว กำปั้นพลาดเป้าของกุร์พรีตพุ่งผ่านอากาศ เขารีบหมุนตัวกลับมาเตรียมตั้งรับ
สุทธิ์รู้ดีว่าแม้หมัดแรกนี้เขาจะสามารถหลบหลีกได้ แต่จะประมาทอะไรไม่ได้เลย การต่อสู้ครั้งนี้หากพลาดพลั้ง มันจะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา
สุทธิ์เริ่มรุกกลับ เขาใช้จังหวะที่กุร์พรีตไม่ทันระวังตัวเตะต่ำเข้าช่วงขาของอีกฝ่าย หวังทำให้เสียสมดุล แต่กุร์พรีตนั้นแข็งแกร่งพอ เขาไม่มีอาการอะไรเลย กุร์พรีตฉากออกอย่างเฉียบคมก่อนสวนกลับด้วยศอก
สุทธิ์เสียหลักเล็กน้อย ยกแขนขึ้นตั้งการ์ด พลางปรับลมหายใจให้มั่นคง
เสียงเชียร์ดังรอบสนาม ไม่มีใครรู้ว่าควรเอาใจช่วยฝ่ายไหน บางคนเชียร์ให้สุทธิ์ชนะ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ากุร์พรีตแข็งแกร่งกว่าน่าจะเป็นผู้คว้าชัย
แต่สำหรับวรา เขาถึงกับกลั้นหายใจในบางครั้ง ตาเบิกโพลง มองทั้งสองสู้กันด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เขาไม่เคยรู้สึกปวดร้าวเท่านี้มาก่อนเลย
กุร์พรีตโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เขาพุ่งเข้าไปหมายล็อกตัวสุทธิ์ให้ล้มลง แต่สุทธิ์ใช้ความแคล่วคล่องหลบไปด้านข้าง สองฅนยังคงพัวพัน สุทธิ์มีโอกาศใช้หมัดกระแทกเข้าชายโครงของกุร์พรีตบ้างแล้ว
กุร์พรีตขบฟันแน่น เจ็บแต่ไม่ล้ม เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว แลกหมัดกับสุทธิ์ที่หาจังหวะกระแทกซ้ำ
อากาศร้อนระอุ สนามประลองเดือดพล่าน สองฅนหายใจหอบหนัก รับรู้ถึงอาการร้าวระบม ต่างเหนื่อยแทบขาดใจ แต่จะไม่มีใครยอมแพ้ใคร
สองฅนต่างรู้ตัวดีว่าเรี่ยวแรงของพวกตนลดลงมาก อยู่ที่ว่าใครจะยืนได้นานกว่ากัน
สุทธิ์สังเกตเห็นว่าแม้กุร์พรีตจะยังดูแข็งแกร่ง แต่การเคลื่อนไหวทำได้ช้าลง แม้เพียงเล็กน้อยแต่เขาก็รู้สึกได้ สุทธิ์คิดว่ากุร์พรีตอาจมีอาการบาดเจ็บที่ไร้บาดแผล
แม้จะยังคงเหนื่อยหอบ แต่สุทธิ์รู้ดีว่าถึงเวลาแล้ว เขาพุ่งตัวเข้าประชิด ใช้มือจับแขนกุร์พรีต กัดฟันใช้แรงทั้งหมดหมุนตัวเหวี่ยงคู่ต่อสู้ลงกับพื้น
เกิดเสียงดังท่ามกลางสายตาของทุกฅน ร่างของกุร์พรีตกระแทกพื้นอย่างแรง ฝุ่นฟุ้งกระจาย
แม้กุร์พรีตพยายามจะลุกขึ้น แต่สุทธิ์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาคว้าตัวกดอีกฝ่ายแนบนพื้น แล้วชกเข้าใบหน้าซ้ำ ๆ จนหมดแรง
ความเงียบเข้าปกคลุม
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สัตตะจะหัวเราะเบา ๆ ออกมา
“เจ้าเป็นฝ่ายชนะสินะ ดังนั้นถ้ารู้ว่าจะขออะไรแล้วก็บอกมาได้เลย”
“ข้าจะบอก ไม่เกินพรุ่งนี้” สุทธิ์บอกเสียงขาดช่วง ขณะที่วรารีบเข้ามาประคอง สัตตะมองภาพตรงหน้า
“ได้ แต่ถ้าเกินพรุ่งนี้ เจ้าจะไม่สามารถขออะไรได้อีก” เขาตอบพลางคว้าข้อมือวราดึงออกมา วราก้าวตามออกไปอย่างว่าง่าย
สุทธิ์ตกตะลึง เขาทำได้แค่มองตาม การต่อสู้ทั้งหมดช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี เด็กชายนึกโกรธตัวเองที่มัวแต่สับสน เขาน่าจะขอรางวัลเป็นวราเสียแต่แรก ความจริงเขาอยากทำเช่นนั้น แต่ความละอายต่อบาปบุญและศิลธรรม ทำให้สุทธิ์ไม่กล้าพอจะทำได้
เขายังคงได้แต่มองตามร่างที่ถูกจูงมือออกไปด้วยความเลื่อนลอยนั้น
รักต้องห้าม (บทที่2)
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
“มันดันกินยาคลายกล้ามเนื้อผสมเหล้า” ชายฅนหนึ่งหันมาบอกอีกฅนที่กำลังซักถามเมื่อวรากับสุทธิ์ไปถึง
“ไอ้กาฬเอ๊ย” ชายผู้ซักถามกล่าวพึมพำออกมา “หาเรื่องแท้ ๆ “ ว่าพลางมองตามผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกพาตัวเข้าที่พักหลังการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว
งานเฉลิมฉลองของชาวเหมืองเริ่มแต่เช้าด้วยเสียงขับร้องเพลงพื้นบ้าน ผสมเสียงเคาะถังเหล็กและภาชนะต่าง ๆ มีเสียงปรบมือเข้าจังหวะ ที่จริงแล้วมันเป็นเสียงจากนักดนตรีขี้เมาที่ตั้งวงกันมาตั้งแต่เมื่อคืนนั่นเอง ที่นี่ทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ รวมถึงยาเสพติดอื่นจากตลาดมืดหาได้ไม่ยากนัก การเฉลิมฉลองของพวกเขาจึงนับว่ามีสีสันอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไรทั้งสุรายาเมาและเสียงเพลง ก็ช่วยสร้างความคึกคะนองให้ต่างลืมงานหนักกันไปได้ แม้จะชั่วขณะก็ตาม
“เราน่าจะออกไปเต้นกัน” สุทธิ์บอก สายตามองผู้ฅนที่เต้นรำห่างออกไป
“ฉันเต้นไม่เป็น วราตอบ ฉันเคยลองแล้วที่หมู่บ้าน มันกลายเป็นเรื่องขบขันของทุกฅน” สุทธิ์พยักหน้า พวกเขาจึงได้แต่นั่งมอง
เมื่อการเต้นรำมาถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจึงหันมาเริ่มการแข่งขัน มีการท้างัดข้อกันในหมู่ฅนงานร่างกำยำ ในทีสุดก็นำไปสู่กีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ ทั้งแข่งชนเข่า ยกของหนัก ดึงไม้
แล้วเกมการแข่งขันของพวกเขาก็พัฒนาไปสู่กีฬามวยปล้ำในที่สุด
หลังจากเหล่าชายฉกรรจ์ปล้ำกันได้สักพัก ชายฅนหนึ่งจึงจับเด็กสองฅนมาประลองกำลังกัน สองฅนต่อสู้ท่ามกลางเสียงเฮฮา เมื่อนึกสนุก เด็กอื่นจึงจับคู่ต่อสู้กันบ้าง ตอนนี้เริ่มมีกติกาแข่งขันไม่ต่างจากฅนโต นั่นคือการกำหนดให้ผู้แพ้ต้องออกจากเกม ผู้ชนะจะหาคู่ปล้ำรายต่อไป สุทธิ์โดดเข้าสนามตั้งแต่ช่วงแรก วราได้แต่ยืนเชียร์อยู่รอบนอก ในที่สุดสนามต่อสู้นี้ก็เหลือเพียงสุทธิ์และกุร์พรีต เป็นสองฅนสุดท้ายที่ยังยืนอยู่ได้
การต่อสู้รอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ไม่มีเงินรางวัลใด นอกจากศักดิ์ศรีที่พวกเขาจะได้รับเท่านั้น
สุทธิ์และกุร์พรีตยืนนิ่งจ้องตากัน ต่างมั่นใจในฝีมือของตน แต่ก่อนจะมีอะไรเกิดขึ้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เพื่อให้การต่อสู้เข้มข้นขึ้น” เสียงของสัตตะทำให้ทุกฅนต่างหันมอง เขามายืนดูการต่อสู้ของเด็ก ๆ อย่างเงียบ ๆ ได้สักพักหนึ่งแล้ว
“ข้าจะมีรางวัลให้กับผู้ชนะ” สัตตะว่าพลางหันมองโดยรอบก่อนกล่าวขึ้นอีก “ผู้ชนะจะขออะไรจากข้าก็ได้ แต่ต้องเป็นของที่ข้าให้ได้เท่านั้น ดังนั้นลองบอกมาสิว่าพวกเจ้าต้องการอะไรกัน”
สองฅนยืนนิ่งเมื่อสิ้นคำกล่าวเชิงประกาศของสัตตะ ต่างคิดไม่ออกว่าพวกเขาควรขออะไรดี อะไรที่อยากได้มากที่สุดในตอนนี้
“ข้าขออิสรภาพ ขอให้ยกเลิกหนี้สินทั้งหมดที่เกิดจากบิดาของข้า” ในที่สุดสุทธิ์ก็เอ่ยออกมา
“ข้อนี้ข้าให้เจ้าไม่ได้” สัตตะส่ายหน้าตอบ “มันเหนือบ่ากว่าแรงของข้า”
สุทธิ์ต้องผิดหวังกับคำขอแรกของเขา
กุร์พรีตยังคงครุ่นคิด เขาจะขออะไรดี อะไรที่สัตตะสามารถให้เขาได้
เมื่อหันมองผู้ฅนโดยรอบกุร์พรีตจึงคิดได้ เด็กชายไม่แน่ใจว่าสัตตะจะมอบสิ่งที่กำลังจะขอให้ตนได้ไหม แต่ถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้ กุร์พรีตตัดสินใจร้องขอออกไปในที่สุด
“ข้าขอวรา” กุร์พรีตชี้มือพูดเสียงดัง วราอดตกใจไม่ได้ขณะที่ทุกฅนต่างหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน
แน่นอนว่าเรื่องที่กุร์พรีตร้องขอนั้นผิดทั้งหลักศาสนาและศิลธรรม แม้กุร์พรีตจะต่างศาสนากับพวกเขา แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างในการทำเช่นนี้ เพียงแต่ว่ามีข้ออ้างเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ ในดินแดนป่าเถื่อนห่างไกลแบบนี้ กฎบางอย่างอาจถูกยกเว้นและถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะในเหมืองเถื่อนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้แต่เรื่องของสัตตะกับวรา แม้ต่างรู้ แต่ทุกฅนยังมองเป็นเรื่องปกติได้เลย กุร์พรีตคิดแบบนี้เขาจึงกล้าร้องขอ
สัตตะเหยียดสายตามองกุร์พรีตหรือเด็กชายวัยสิบสี่ที่อาจโตเกินวัยสักหน่อย ร่างท้วมหยักยิ้มมุมปากพลางพยักหน้าออกมา
“ได้” คำตอบนั้นสั้นแต่หนักแน่น สุทธิ์หันมองวรา อดสงสารใบหน้าซีดเผือดไม่ได้ วราทั้งตกใจและเสียใจ สัตตะยัดเยียดความสกปรกให้เขามาตลอด เด็กชายไม่นึกเลยว่าวันนี้ เขายังต้องเจอกับความสกปรกที่มากกว่าเดิมได้อีก
“ไม่ต้องกลัว ข้าจะชนะ” สุทธิ์บอกกับวราเบา ๆ วราได้แต่หวังให้เป็นเช่นนั้น
“ว่าแต่เจ้าคิดได้หรือยังว่าจะขออะไรจากข้า”
สุทธิ์สะดุ้ง หันมองหน้าสัตตะ เขายังคิดไม่ออกว่าจะขออะไรเลย
“ข้าจะขอเมื่อจบการแข่งขันได้ไหม ข้ายังไม่รู้จะขออะไร” ตอบออกไปเพราะคิดไม่ออกเลยจริง ๆ
“ได้ แต่ข้อแม้เหมือนเดิมคือต้องเป็นของที่ข้าให้เจ้าได้เท่านั้น และที่สำคัญ ถ้าเจ้าไม่กลัวข้าบิดพลิ้วเพราะยังไม่ได้รับปากในตอนนี้ ก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”
“ข้าจะขออะไรที่ท่านจะยอมให้ข้าได้เท่านั้น” สุทธิ์ยืนยัน
“ตกลง เริ่มการต่อสู้ได้” สัตตะกล่าวประกาศ
สุทธิ์กับกุร์พรีตยืนประจันหน้ากัน พื้นดินแข็งมีฝุ่นคลุ้ง ทั้งจากสายลมและการเหยียบย่ำของผู้ฅน ความรู้สึกของเด็กชายสองฅนหนักอึ้งราวกับอยู่ในสมรภูมิรบ
สุทธิ์กำมือแน่น เขารู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะ หันมองหน้าวราแวบหนึ่ง ความหวาดกลัวในแววตาคู่นั้นทำให้ต้องย้ำกับตัวเองว่า เขาต้องชนะเท่านั้น
กุร์พรีตยังคงนิ่งไม่ต่างกัน ใบหน้าของเขายามนี้ดูเย็นชา หากแต่ดวงตากลับฉายแววมุ่งมั่นในชัยชนะยิ่งนัก
สัตตะยืนกอดอกมองภาพตรงหน้า “เริ่มได้” เขาออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นอีกครั้ง
ไม่มีคำตอบจากทั้งสองฝ่าย มีเพียงสายลมพัดผ่านและประกายแวววาวในดวงตาของทั้งคู่
การต่อสู้เริ่มขึ้น
กุร์พรีตเป็นฝ่ายเคลื่อนก่อน เขาพุ่งเข้าไป มุ่งโจมตีด้วยความรวดเร็วและหนักหน่วง แต่สุทธิ์หลบหลีกได้อย่างว่องไว กำปั้นพลาดเป้าของกุร์พรีตพุ่งผ่านอากาศ เขารีบหมุนตัวกลับมาเตรียมตั้งรับ
สุทธิ์รู้ดีว่าแม้หมัดแรกนี้เขาจะสามารถหลบหลีกได้ แต่จะประมาทอะไรไม่ได้เลย การต่อสู้ครั้งนี้หากพลาดพลั้ง มันจะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา
สุทธิ์เริ่มรุกกลับ เขาใช้จังหวะที่กุร์พรีตไม่ทันระวังตัวเตะต่ำเข้าช่วงขาของอีกฝ่าย หวังทำให้เสียสมดุล แต่กุร์พรีตนั้นแข็งแกร่งพอ เขาไม่มีอาการอะไรเลย กุร์พรีตฉากออกอย่างเฉียบคมก่อนสวนกลับด้วยศอก
สุทธิ์เสียหลักเล็กน้อย ยกแขนขึ้นตั้งการ์ด พลางปรับลมหายใจให้มั่นคง
เสียงเชียร์ดังรอบสนาม ไม่มีใครรู้ว่าควรเอาใจช่วยฝ่ายไหน บางคนเชียร์ให้สุทธิ์ชนะ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ากุร์พรีตแข็งแกร่งกว่าน่าจะเป็นผู้คว้าชัย
แต่สำหรับวรา เขาถึงกับกลั้นหายใจในบางครั้ง ตาเบิกโพลง มองทั้งสองสู้กันด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เขาไม่เคยรู้สึกปวดร้าวเท่านี้มาก่อนเลย
กุร์พรีตโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เขาพุ่งเข้าไปหมายล็อกตัวสุทธิ์ให้ล้มลง แต่สุทธิ์ใช้ความแคล่วคล่องหลบไปด้านข้าง สองฅนยังคงพัวพัน สุทธิ์มีโอกาศใช้หมัดกระแทกเข้าชายโครงของกุร์พรีตบ้างแล้ว
กุร์พรีตขบฟันแน่น เจ็บแต่ไม่ล้ม เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว แลกหมัดกับสุทธิ์ที่หาจังหวะกระแทกซ้ำ
อากาศร้อนระอุ สนามประลองเดือดพล่าน สองฅนหายใจหอบหนัก รับรู้ถึงอาการร้าวระบม ต่างเหนื่อยแทบขาดใจ แต่จะไม่มีใครยอมแพ้ใคร
สองฅนต่างรู้ตัวดีว่าเรี่ยวแรงของพวกตนลดลงมาก อยู่ที่ว่าใครจะยืนได้นานกว่ากัน
สุทธิ์สังเกตเห็นว่าแม้กุร์พรีตจะยังดูแข็งแกร่ง แต่การเคลื่อนไหวทำได้ช้าลง แม้เพียงเล็กน้อยแต่เขาก็รู้สึกได้ สุทธิ์คิดว่ากุร์พรีตอาจมีอาการบาดเจ็บที่ไร้บาดแผล
แม้จะยังคงเหนื่อยหอบ แต่สุทธิ์รู้ดีว่าถึงเวลาแล้ว เขาพุ่งตัวเข้าประชิด ใช้มือจับแขนกุร์พรีต กัดฟันใช้แรงทั้งหมดหมุนตัวเหวี่ยงคู่ต่อสู้ลงกับพื้น
เกิดเสียงดังท่ามกลางสายตาของทุกฅน ร่างของกุร์พรีตกระแทกพื้นอย่างแรง ฝุ่นฟุ้งกระจาย
แม้กุร์พรีตพยายามจะลุกขึ้น แต่สุทธิ์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาคว้าตัวกดอีกฝ่ายแนบนพื้น แล้วชกเข้าใบหน้าซ้ำ ๆ จนหมดแรง
ความเงียบเข้าปกคลุม
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สัตตะจะหัวเราะเบา ๆ ออกมา
“เจ้าเป็นฝ่ายชนะสินะ ดังนั้นถ้ารู้ว่าจะขออะไรแล้วก็บอกมาได้เลย”
“ข้าจะบอก ไม่เกินพรุ่งนี้” สุทธิ์บอกเสียงขาดช่วง ขณะที่วรารีบเข้ามาประคอง สัตตะมองภาพตรงหน้า
“ได้ แต่ถ้าเกินพรุ่งนี้ เจ้าจะไม่สามารถขออะไรได้อีก” เขาตอบพลางคว้าข้อมือวราดึงออกมา วราก้าวตามออกไปอย่างว่าง่าย
สุทธิ์ตกตะลึง เขาทำได้แค่มองตาม การต่อสู้ทั้งหมดช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี เด็กชายนึกโกรธตัวเองที่มัวแต่สับสน เขาน่าจะขอรางวัลเป็นวราเสียแต่แรก ความจริงเขาอยากทำเช่นนั้น แต่ความละอายต่อบาปบุญและศิลธรรม ทำให้สุทธิ์ไม่กล้าพอจะทำได้
เขายังคงได้แต่มองตามร่างที่ถูกจูงมือออกไปด้วยความเลื่อนลอยนั้น