เงินเดือนหายไปไหน? ใช้ยังไงให้พอ แถมมีเก็บ! บทความน่าสนใจสำหรับคนทำงาน

    

                 ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าหลายคนจะประสบพบเจอกับปัญหาบางอย่างที่เราแก้ไม่ตกสักที โดยเฉพาะปัญหาทางการเงิน ไม่ว่าเราจะทำงานและได้เงินมากแค่ไหน เราก็จะเจอโมเมนต์ เงินเดือนไม่พอใช้ พอเงินเดือนออกปุ๊บ ผ่านไปไม่กี่วัน เงินหมดบัญชี! วันนี้เราจะมาช่วยกันหาคำตอบว่า เงินเดือนของเราหายไปทางไหนบ้าง และเราจะมีแนวทางประหยัดเงินอย่างไรให้ชีวิตดีขึ้น และมีเงินเหลือเก็บครับ!

ประเด็นแรก เงินเดือนเราหายไปไหน?
            ในทุกครั้งที่เงินเดือนออกเชื่อว่าหลายคน จะมีแผนในหัวอยู่แล้วว่าจะใช้จ่ายอะไรบ้าง แต่พอใช้จ่ายไปสักระยะ ไม่ทันจะถึงปลายเดือน เราก็พบว่าเงินในกระเป๋าหมดไปอย่างรวดเร็ว เรามาดูกันว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เงินในกระเป๋าของเราหายไป
สิ่งแรกเลยที่มาสูบเงินในกระเป๋าเราเมื่อเงินเดือนออก นั้นก็คือ 
        1. ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ค่าอาหาร
ซึ่งในทุกวันนี้ เราก็มีอาหารให้เลือกกินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารอินเดีย อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น เยอะแยะมากมาย เฉพาะแค่เรื่องอาหารการกิน
ใน 1 วันเนี่ย เรากินอะไรไปบ้าง และเราเสียเงินไปกับการกินในแต่ละวันกี่บาท เท่านี้ยังไม่พอ สำหรับชีวิตของคนทำงานในเมืองหลวง สิ่งที่เราจะเลี่ยงไม่ได้เลยคือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเดินทาง ไม่ว่าคุณจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งถ้าเราไม่ได้ซื้อตั๊วแบบเหมาจ่ายรายเดือน ราคาก็ค่อนข้างสูง   หรือจะเป็นการใช้รถยนต์ส่วนตัว มันก็จะมีค่าใช้จ่ายรายวันที่คุณต้องจ่ายตามมากับรถ 1 คัน นั่นก็คือ ค่าประกันรถ ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนรถรายเดือน ค่าบำรุงรักษาแต่เท่านี้ยังไม่พอ นอกเหนือจากค่าเดินทางไปทำงานแล้ว ก็ยังมีค่าที่พักของเราด้วยก็จะมีทั้ง ค่าเช่าบ้านรายเดือน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ท ถ้าที่พักของเราเป็นห้องเช่า หรือ อพาทเม็นท์ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกหน่อย ไม่เกิน 3,000 บาท แต่ถ้าเป็น คอนโดก็จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 10,000 บาท ก็จะมีความสะดวกสบาย และมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าห้องเช่าหรือ อพาทเมนทร์ แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนเงินที่จะต้องเสียเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจจะไม่เช่าห้องอยู่ แต่อาจจะขอสินเชื่อจากธนาคาร เพื่อซื้อทาวโฮมหรือบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งเงินที่คุณต้องจ่ายออกไป ก็เป็นเงินก้อนโตที่คุณจะต้องจ่ายออกไปทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 20 - 30 ปี โดยเงินก้อนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดลงไปง่าย ๆ  
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาที่เราผ่อนหนี้รถ เราถึงสามารถปิดหนี้รถได้เร็วกว่าหนี้บ้าน ปัจจัยสำคัญเลย ก็คือ ระยะเวลา
             สินเชื่อรถจะมีเวลาผ่อนเพียง 4 – 7 ปี ซึ่งสั้นกว่าสินเชื่อบ้านที่มีระยะเวลาผ่อน 20 – 30 ปี  และส่วนที่สำคัญที่มีผลทำให้เราผ่อนบ้านไปนานเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่ายอดเงินในการผ่อนบ้านจะไม่ลดลงเลย นั่นก็คือ โครงสร้างของดอกเบี้ยที่ต่างกัน เพราะว่าดอกเบี้ยของรถจะเป็นแบบคงที่ ที่เราจ่ายเท่ากันทุกงวด  แต่ดอกเบี้ยบ้านจะแตกต่างออกไป สำหรับดอกเบี้ยบ้านจะเป็นโครงสร้างแบบลดต้นลดดอก และลอยตัว ซึ่งในช่วงแรกของการผ่อนบ้าน เราจะต้องจ่ายค่างวดเป็นดอกเบี้ยของบ้านซะส่วนใหญ่ถึง 70% ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางทีเราจะเห็นข่าวว่าบางคนจ่ายค่าบ้าน เงินต้นจ่ายไปแค่ 5 บาท ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด เพราะว่าต้นเหตุมาจากดอกเบี้ยที่ลอยตัวซึ่งมันจะเพิ่มขึ้นตามสภาวะของเศรษฐกิจ นอกจากภาระหนี้บ้านที่เราต้องจ่ายแล้ว เรายังไม่ได้รวมถึงค่าส่วนกลางที่เราจะต้องจ่ายทุกปี และค่าซ่อมแซมอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ทำหลังคา ทาสี ซ่อมท่อน้ำ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ ค่าใช้จ่ายที่คุณจะเจอเมื่อคุณมีบ้านเป็นของตัวเอง    

        2. ค่าใช้จ่ายที่ตอบสนอง ไลฟ์สไตล์ ของตัวเอง นอกจากค่าครองชีพที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เราไม่ได้คิดถึง หรือสนใจ เช่น ค่ากาแฟแบรนด์ดังในตอนเช้าก่อนเข้าทำงาน ค่าอาหารกลางวันที่เราไปกินร้านโปรดกับเพื่อน ๆ  บุฟเฟต์มื้อเย็นหลังเลิกงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก ไลฟ์สไตล์ของเรา เป็นตัวดูดเงินชั้นดีที่ทำให้เราไม่รู้ตัวเลยว่าเราได้ใช้ออกไปเมื่อไหร่! และนิสัยที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่เป็นตัวดูดเงินจากกระเป๋าของเรา ก็คือ
     การช้อปปิ้งสินค้าตามใจตัวเอง
        ในปัจจุบัน การซื้อของเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะว่าเรามีทั้ง Application ที่สะดวกสบายกับชีวิตของเรา ไม่ต้องไปเดินตลาด ไม่ต้องเข้าห้าง อยู่ที่บ้านก็สามารถสั่งซื้อของมาได้เลย เช่น Shopee , LAZADA และในทุก ๆ เดือน แอฟเหล่านี้ ก็จะมีการจัด
โปรเพื่อกระตุ้นยอดขายทุกเดือน อย่าง โปรลดวันที่ 5 เดือน 5 หรือ วันที่ 10 เดือน 10 หรือการเข้าไปฟังไลฟ์สดแล้ว เก็บโค๊ดส่วนลดออนไลน์ ต่าง ๆ ยิ่งกระตุ้นให้เราเกิดความอยากซื้อ อยากได้ ของเหล่านี้มากขึ้น  ซึ่งของบางอย่างก็ไม่ใช่ของที่จำเป็นต้องใช้ แต่สำหรับหลาย ๆ คน ก็เชื่อว่า แค่ได้ขอเข้าไปกดเก็บใส่ไว้ในตะกร้า ก็มีความสุขแล้ว แต่ยังไม่จบแค่นี้ เรายังเสียเงินไปกับสิ่งที่เราต้องการอย่างอื่นอีก โดยเฉาะในเรื่องของ   ความบันเทิง แน่นอนว่า เราทำงานมาเครียดทั้งวัน ก็เป็นธรรมดาที่เราจะหาสิ่งที่ทำให้ เรารู้สึกดี และผ่อนคลาย ซึ่งในปัจจุบันมีตัวเลือกให้เราเลือกเยอะมาก ถ้าเทียบกับสมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่ความบันเทิงมีแค่ ละครช่อง 3 , 5 , 7 , 9 บ้านไหนมีเงินหน่อยก็ติดเคเบิลทีวีดู นั่นคือสมัยก่อนแต่ในสมัยนี้ ความบันเทิงที่คุณจะสามารถสรรหามาได้ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ซึ่งเราก็ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกรายเดือนให้กับช่องทางบันเทิงต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Netflix , HBO Go , MAX , Disney plus และอื่น ๆ อีกมากมายเลย หรือแม้กระทั่งการซื้อของใช้จิปาถะ เพื่อสนองความต้องการ หรือความชอบส่วนตัวของเราไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราซื้อเพราะคิดว่า "เดี๋ยวได้ใช้" แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ ก็มีเยอะ และด้วยสังคมของเราในวันนี้เป็นสังคมที่ไม่ใช้เงินสด การโอนเงินจ่ายออกจากบัญชีผ่านแอปธนาคารในโทรศัพท์ เป็นเรื่องที่ง่ายมาก จนลืมไปว่าเราจ่ายไปมากน้อยแค่ไหน และสิ่งที่ตามมาสุดท้ายก็คือ หนี้สินและภาระการผ่อนชำระ ถ้าคุณเริ่มเข้ามาสู่จุดที่คุณต้องใช้จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต หรือการขอสินเชื่อต่าง ๆ จากธนาคารเมื่อไหร่แล้วละก็ มันจะเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่จะบอกคุณให้รู้ว่า เงินเดือนของคุณเริ่มไม่พอใช้แล้ว   และสิ่งที่ตามมาต่อจากนี้ก็คือ ชนักติดหลัง  ที่เราจะต้องหาเงินมาผ่อนค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสินค้าที่เราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เมื่อถึงจุดนี้หากคุณไม่บริหารจัดการเงินให้ดี มันก็จะกลายเป็นภาระหนักให้กับคุณในทุก ๆ เดือน
        พอมาถึงตรงนี้ เราก็พอจะรู้แล้วว่า เงินเราหายไปอยู่ที่ตรงไหนบ้าง  และก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนตอนนี้ ก็เข้ามาสู่จุดที่ต้องผ่อนชำระหนี้สินกันแล้วโดยส่วนใหญ่ ซึ่งในประเด็นนี้ถ้าเราอยากจะออกจากวงจรนี้ และมีเงินเหลือเก็บบ้างล่ะ เราจะมีวิธีไหนบ้างที่จะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ เราลองมาดูกันต่อ

     

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่