JJNY : วิโรจน์ชี้นายกฯ ใช้ตั๋ว PN เลี่ยงภาษี│จีนแบนสินค้าไทย 19 ล็อต│ม็อบชาวนาภาคกลางบุกสภาฯ│ KKP หั่น GDP เหลือ 2.3%

อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568 : วิโรจน์ ชี้นายกฯ ใช้ตั๋ว PN เลี่ยงภาษีการรับให้ หุ้นในกงสี 218 ล้าน
https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/245366
.
.
นายวิโรจน์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ชำแหละหุ่น 4.4 พันล้าน เดือดมีพฤติกรรมหลบหนีภาษีชัด ใช้ตั๋ว PN เลี่ยงภาษีรับให้ในกงสี ชินวัตร 218 ล้าน ซัด ไม่เหมาะสมเป็นนายกฯต่อ ซัดสส.ลงซื้อไว้วางใจอาจผิดด้วย
.
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้า สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในช่วง 09.30 น. โดยพุ่งเป้าไปที่การหนีภาษีของ นางสาวแพทองธาร
  .
นายวิโรจน์ ระบุว่า คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงขณะที่หน้าที่ของประชาชนต้องมีการเสียภาษีตามกฎหมาย
.
โดยสำนึกแล้วคนที่เป็นนายกรัฐนตรีต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการเสียภาษี ขณะที่หน้าที่ของรัฐ รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ตัดระบบภาษีให้เกิดควาเป็นธรรมต่อสังคม ถ้าตัวนายกเองยังทำตัวหนีภาษี ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างไร
.
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในปัญหาการจัดเก็บภาษี ใช้ช่องว่างการหลีกเลี่ยงหรือหนีภาษี ทำให้การจัดเก็บภาษี จึงตกเป็นภาระมนุษย์เงินเดือน ประชาชนทั่วไป เป็นหลัก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พฤติกรรมการหนีภาษีจึงเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเอาเปรียบประชาชน ตนเองนึกไม่ถึงว่าพฤติกรรมที่น่าอดสูเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร และคนๆ นี้ ไม่ใช่คนร่ำคนรวยปกติ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี การอธิปรายครั้งนี้ จึงไม่ใช่การอรืปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ แพทองธาร แต่เป็นการอภิปรายปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของเงินแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า คนอย่างนายกรัฐมนตรี ใช่ช่องว่างทองกฎหมาย ทำนิติกรรม ในการหนีภาษีเป็นเยี่ยงเป็นอย่างให้คนใหญ่คนโตเห็นเป็นเรื่องปกติ สร้างภาวะให้คนมนุษย์เงินเดือน ชาวรากหญ้า และ ประชาชนทั่วไปต้อง จำยอมรับสภาพสุดท้ายแล้วต้องเป็นคนที่แบกรับภาษีของประเทศถูกขูดถูกรีด ให้คนมั่งมีที่เห็นแก่ตัว ได้เสวยสุขอยู่ด้านบนสุดของห่วงโซ่ หนึ่งในนั้นคือ แพทองธาร ชินวัตร
  .
นายวิโรจน์ตนเองต้องตั้งคำถามก่อนเลยว่า ตั้งแต่ถูกแต่งตั้งโปรดกล่าว ให้ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ได้มีการโอนหุ้น 19 บริษัท มูลค่า 9,000 กว่าล้านบาท ไปให้แม่กับสาว เป็นการให้หรือขายหุ้น แต่ที่เป็นประเด็นคือ หุ้นบริษัท 2 แห่ง ของตนเอง ไปให้กับแม่และพี่สาว ซึ่งอยากให้ตอบว่าเป็นการให้หรือขายหุ้น มูลค่ารวม 393.5 ล้านบาท ตัวแรกคือ บริษัท อัลไพน์ กอล์ป แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด 224.1 ล้านบาท และ บริษัท ประไหมสุหรี พร้อมเพอร์ตี้ จำกัด 169.4 ล้านบาท  ซึ่งหากมีการให้ต้องมีการจ่ายภาษีการรับให้ รวม 18.2 ล้านบาท ต้องถามว่ารัฐจะได้รับภาษีก้อนนี้หรือไม่?
.
นอกจากนี้ นายวิโรจน์ ยังชี้ต่อว่า ประชาชนสามารถแกะรอยบัญชีทรัพย์สิน ของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งพบว่ามีหนี้อยู่ 9 รายการมูลค่า 4,434.5 ล้าน แต่มีเอกสารแนบแค่ 9 แผ่น จึงเชื่อได้ว่า เอกสารแนบคือตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ ตั๋ว PN แทนการจ่ายเงิน โดยไม่มีดอกเบี้ย ชำระเมื่อทวงถาม ไม่มีกำหนดชำระ ฉะนั้นต้องสงสัยว่า เป็นพฤติกรรมการซื้อปลอม เพื่อเอาเปรียบประชาชน
  .
นายวิโรจน์ ชี้ เจตนาว่า นางสาวแพทองธาร ได้หุ้นมาจากกงสี พี่สาว พี่ชาย พี่สะใภ้และแม่ มูลค่าสูง 4,434.5 ล้านบาท แล้วสร้างธุรกรรมการซื้อปลอม ติ๋งต่างทำเป็นซื้อ เพื่อเปลี่ยนจากการได้หุ้นมาเป็นการซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ วันนี้หมดเวลา แพทองธาร จะทำกงสีเตรียมกระดาษเงินกระดาษทองทำกงเต็กได้เลยถึง โดยคนหนีภาษีนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร
  .
นายวิโรจน์ คำนวนการหนีภาษีของแพทองธารได้หุ้นจากกงสี ต้องเสียภาษีการรับให้ 218.7 ล้านบาท นับเป็นเงินภาษีก้อนมหาศาลมาก หากนำมาอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จนถึง 6 ขวบ จะดูแลได้ถึง 5,000 คน  เป็นค่าอาหารกลางวันเด็ก 30,000 คนต่อปีการศึกษา เบี้ยผู้สูงอายุตลอดทั้งปี มากกว่า 3.5 แสนคน ผมอยากรู้จริงๆ ชีวิตที่เป็นปลวกเป็นเพลี้ยคอยเอาเปรียบ ฉ้อฉลประชาชนอย่างนี้ เขาไม่รู้สึกสำนึก สำเหนียก อายฟ้า อายดิน บ้างหรอครับ
.
นายวิโรจน์ อยากบอก แพทองธารผ่านท่านประธานไว้ว่า วันนี้ใครก็ช่วยเซฟไม่ได้แล้ว เพราะตามข้อบังคับต้องตอบคำถามเอง เพราะเป็นทรัพย์สินของตนเอง สามารถให้พ่อมาช่วยตอบ ตนก็อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาเจ้าสำนักมาช่วยชี้แนะการเคลื่อนย้ายจักรวาลจะล้ำลึกแค่ไหน หากยอมรับพฤติกรรมของแพทองธารใช้ ตั๋ว PN จะเป็นเครื่องมือคอรัปชั่นในอนาคตอย่างแน่นอน
.
นายวิโรจน์  เปิดเผยว่า หลังจากการอธิปรายครั้งนี้ ตนจะทำหนังสือไปยัง กรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบ หากการโอนหุ้นแบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย ก็ต้องให้อธิบดีสรรพากร ออกมาระเบียบให้ชัดว่า การโอนหุ้นเกิน 10-20 ล้าน หากไม่ประสงค์การเสียภาษีการรับให้ ให้ใช้ตั๋ว PN โดยใช้พฤติกรรมของแพทองธาร เป็นเยี่ยงเป็นอย่าง ไม่ใช่เก่งแต่รีดเลือดกับปู แต่ปล่อยผ่านคนมั่งคนมี ระดับนายกรัฐมนตรีให้มีพฤติกรรมหนีภาษีเหล่านี้ แต่เดิมตนคิดว่าคนรวย ไม่น่าจะโกง ไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ แต่ในความเป็นจริง ประเทศเราโหดร้าย คนรวยบางคนคิดแต่ได้ หนึ่งในคนเหล่านั้นมี นายก ฯ รวมอยู่ด้วย
  .
นายวิโรจน์  สรุปการอภิปรายว่าแพทองธาร ใช้ช่องวางในการหนีภาษี และต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เจตนาภาษีการรับให้ คืออะไร โดยเจตนารมณ์ของภาษีรับให้คือการอุดช่องวางการให้โดยเสน่หา ถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหนีภาษีมรดกให้ประชาชนมีภาระเสียภาษีตามสัดส่วนที่เหมาะสม
  .
หลังจากนี้ต้องมีการร้องไปที่ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีความเห็น ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรงและพิจารณาส่งสำนวน ไปที่ศาลฎีกาต่อไปผมเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านี้ แพทองธารก็ไม่รอด เป็นห่วงแต่สส.ที่จะยกมือไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกต่อไป
  .
นายวิโรจน์  ทิ้งท้ายว่า จากที่นายกแพทองธาร ได้พูดว่ามีกินมีใช้ไปพร้อมๆ กัน แท้ที่จริงคือการหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อ ให้มีกินในเฉพาะกงสี ให้ได้อิ่มหมีเฉพาะตระกูล แพทองธาร ชินวัตร นายกหนีภาษีไม่มีศักด์ศรีที่จะดำรงตำแหน่งนี้ ได้เวลาออกไปจากตึกไทยคู่ฟ้า กลับกงสีที่บ้านจันทร์ส่องหล้าของคุณไปได้แล้ว
.


เอาแล้ว! จีน แบนสินค้าไทย 19 ล็อต นมข้นหวาน ไม่รอด ชี้ไม่ได้มาตรฐานปลอดภัย
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_968695

.
จีน แบนสินค้าไทย 19 ล็อต นมข้นหวาน ไม่รอด ชี้ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ติดฉากไม่ถูกต้อง เผยสินค้าจากสหรัฐโดนมากที่สุด
.
วันที่ 24 มี.ค.2568 รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2568 สำนักงานศุลกากรของจีน (GACC) ได้เผยแพร่ข้อมูลรายการผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของเดือนม.ค. 2568 โดยทางการจีนได้ทำการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าจำนวนรวม 357 ล็อต จากทั้งหมด 38 ประเทศ
.
สำหรับ 5 อันดับแรกของประเทศที่ถูกปฏิเสธการนำเข้าสินค้ามากที่สุด
.
อันดับที่ 1 คือ ผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ โดนปฏิเสธมากที่สุด 83 ล็อต คิดเป็น 23.2% โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
อันดับที่ 2 คือมาเลเซีย ถูกปฏิเสธการนำเข้า จำนวน 36 ล็อต คิดเป็น 10.1% อาทิ ผลิตภัณฑ์รังนก
อันดับที่ 3 ฟิลิปปินส์ ถูกปฏิเสธการนำเข้าจำนวน 22 ล็อต คิดเป็น 6.2% อาทิ ผลิตภัณฑ์ธัญพืช
อันดับที่ 4 ไทย ถูกปฏิเสธการนำเข้า จำนวน 19 ล็อต คิดเป็น 5.3% อาทิ ผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน
และอันดับที่ 5 เดนมาร์ก ถูกปฏิเสธการนำเข้า จำนวน 18 ล็อต คิดเป็น 5% อาทิผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์
.
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเหตุผลหลักในการปฏิเสธการนำเข้าประกอบด้วย ตรวจพบการติดฉลากที่ไม่ถูกต้อง คิดเป็น 25.5%, ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของจีน คิดเป็น 17.9%, ข้อมูลในใบรับรองและสินค้าไม่ตรงกัน คิดเป็น 15.7%, การขาดเอกสารหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่จำเป็น คิดเป็น 8.9% และการจดทะเบียนของผู้ผลิตในต่างประเทศ คิดเป็น 6.2%
.

.
ม็อบชาวนาภาคกลาง บุกสภาฯ เร่งรัฐแก้ปัญหา จี้รับจำนำ-จ่ายชดเชย เลิกมาตรการเผาฟางข้าว 
https://www.matichon.co.th/politics/news_5106280
.
ม็อบชาวนา ภาคกลางบุกสภาฯ ร้องรัฐบาล ช่วย รับจำนำข้าวราคา 1.1 หมื่นบาท/เกวียน พร้อมให้ยกเลิกมาตรการเผาฟางข้าว และ จ่ายชดเชยไร่ละ 300 บาทต่อเดือนเนื่องจากใช้พื้นที่นาเป็นพื้นที่รับน้ำในทุกปี
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 มีนาคม ที่หน้ารัฐสภา (ถนนทหาร) กลุ่มชาวนา13 จังหวัดภาคกลาง นำโดย นายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย แกนนำกลุ่มเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดินทางมาติดตามเรื่องเกษตรกร ผู้ทำนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่อง และประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประสบปัญหาภาระหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจในวงกว้างหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้โดยรัฐบาลมิได้แก้ไขใดๆ อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศในอนาคตต่อไปอย่างแน่นอน
.
ดังนั้นเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ทำนา ปริมาณรับประกันราคาไม่เกิน 50 ตันต่อราย หรือดำเนินรับจำนำข้าว 11,000 บาทต่อตัน เพื่อบรรรเทาความเดือดร้อน ของชาวนาและยังส่งผลให้เกษตรกรผู้ทำนา มีรายได้ที่มั่นคงและสามารถดำรงชีพได้อย่างยั่งยืน
.
โดยไม่กระทบต่อกลไกทางการตลาดของการส่งออกข้าวของและขอให้รัฐบาลเยียวยาเกษตรกรผู้ทำนาในพื้นที่รับน้ำ โดยจัดสรรเงินชดเชยจำนวน 300 บาท ต่อไร่ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในแต่ละปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ จากการที่นำนาไปเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งทำให้น้ำท่วมขังยาวนานถึง 2 – 3 เดือนในทุกๆปี
.
ทั้งนี้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยกเลิกมาตรการห้ามเผาฟางในพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากชาวนาที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่มีทางเลือกอื่นใดในการกำจัดฟางข้าว นอกจากการเผาทำลาย ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการพื้นที่ทำนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเพาะปลูกข้าว 2 รอบการผลิตได้ทันต่อภาวะน้ำหลากในเดือนกันยายน ของทุกปี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่