แอมเนสตี้ ผิดหวัง ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ ทั้งที่เพิ่งนั่ง UNHRC จี้รัฐบาล 2 ชาติ เปิดเผยที่อยู่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5069522
แอมเนสตี้ ผิดหวัง ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ ทั้งที่เพิ่งนั่ง UNHRC จี้รัฐบาล 2 ชาติ เปิดเผยที่อยู่-รับรองสิทธิ
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์
ซาราห์ บรูคส์ ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศจีน กล่าวถึง รายงานข่าวชาวอุยกูร์ประมาณ 40 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีนในวันนี้ว่า การบังคับส่งตัวบุคคลเหล่านี้กลับไปยังจีน หรือชาวอุยกูร์คนใดก็ตาม เสี่ยงทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชี้แจงสถานะของพวกเขาโดยทันที
“พวกเขาต้องเผชิญกับความเลวร้ายอย่างน่าหวาดหวั่น พวกเขาหนีจากการปราบปรามในจีน แต่มาถูกควบคุมตัวโดยพลการในประเทศไทยนานกว่าทศวรรษ ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังประเทศที่ชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่นในซินเจียงต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย เป็นสิ่งที่โหดร้ายเกินจะจินตนาการ”
รัฐบาลไทยควรให้ความคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ แต่กลับเลือกที่จะเพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่พวกเขาเผชิญ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเลย จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement principle) ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยอมรับทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ” ซาราห์ระบุ
ซาราห์กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนเปิดเผยที่อยู่ของบุคคลเหล่านี้ และหากพวกเขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ รัฐบาลจะต้องรับรองว่าสิทธิของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ รวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม
“
พวกเขาเหล่านี้หลายคนมีสุขภาพที่ย่ำแย่จากการถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายปี ควรต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสมและเพียงพอ เราขอเรียกร้องให้ยุติความทุกข์ทรมานของพวกเขา และให้ทางการรับรองสิทธิในการเดินทางอย่างเสรีของพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรได้รับโอกาสให้กลับไปพบกับครอบครัวอย่างปลอดภัย”
ซาราห์กล่าว
ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้อง ‘คดีเพกาซัส’ ยิ่งชีพ-อานนท์ โดนรัฐสอดแนม
https://prachatai.com/journal/2025/02/112247
ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น “รับฟ้อง” คดีเพกาซัส ที่ "ยิ่งชีพ-อานนท์" ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 9 หน่วยงานที่ใช้เพกาซัสสปายแวร์สอดแนมข้อมูลในโทรศัพท์ของทั้งสองคน หลังยิ่งชีพและอานนท์ยื่นอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุดระบุ การสอดแนมของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 เป็นการกระทำทางปกครอง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้กระทำเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการสืบสวนในคดีที่มีโทษอาญาอันอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมตามที่ศาลปกครองชั้นต้นระบุแต่อย่างใด การสอดแนมของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง
27 ก.พ. 2568
iLaw รายงาน ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลปกครองชั้นต้น รับฟ้องคดีเพกาซัส ที่มี
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และ
อานนท์ นำภา ร่วมกันยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 9 หน่วยงานที่ใช้เพกาซัสสปายแวร์สอดแนมข้อมูลในโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยมีสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำหรับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ถูกยื่นฟ้องในคดีนี้ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงการคลัง และ คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2566 ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าวระบุ การเข้าถึงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับคำสั่งอนุญาตเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานในการกระทำความผิดที่มีโทษอาญา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาลปกครอง
ยิ่งชีพและ
อานนท์ได้ทำการอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุดระบุ การสอดแนมของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 เป็นการกระทำทางปกครอง ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจำกัดอยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายพิเศษที่มุ่งหมายเพื่อนำบุคคลไปลงโทษทางอาญาเท่านั้น แต่การกระทำของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 หน่วยงานเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการสืบสวน
สปายแวร์เป็นเสมือนโปรแกรมคอมพิมเตอร์ที่จะเข้าไปล้วงข้อมูลในอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ เพื่อจะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เมื่อเพกาซัสฝังตัวเข้าไปในมือถือจะสามารถดูข้อมูลในโทรศัพท์ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นประวัติข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ ประวัติการแชต ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินกรณีที่ใช้แอปฯ ธนาคาร และข้อมูลอื่นๆ ทั้งที่มือถือยังอยู่กับเจ้าของ โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกขโมยข้อมูล
ย้อนไปเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส. พรรคก้าวไกลเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอก
ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ใช้สปายแวร์สอดแนม ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน นักกิจกรรม นักวิชาการ และ NGO โดยใช้งบเงินภาษีประชาชนซื้อเพกาซัสสปายแวร์
ช่อ พรรณิการ์ เตือน ส่งอุยกูร์กลับจีน เสี่ยงซ้ำรอยโศกนาฎกรรมปี 2558 เปิด 4 ข้อ กระทบคนไทย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5069795
ช่อ พรรณิการ์ เตือน ส่งอุยกูร์กลับจีน เสี่ยงซ้ำรอยโศกนาฎกรรมปี 2558 เปิด 4 ข้อ กระทบคนไทย
จากกรณีรัฐบาลจีนได้มีคำขออย่างเป็นทางการโดยหนังสือทางการทูต ขอให้รัฐบาลไทยส่งคนจีนเชื้อสายอุยกูร์ จำนวน 40 คน ที่ถูกจับกุมและกักกันอยู่ในประเทศไทยมากว่า 10 ปีแล้ว
ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลไทยได้ออกมายอมรับแล้วว่า ได้ส่งชาวอุยกูร์ 48 คนกลับประเทศจีนจริง พร้อมกับที่ทางการจีนจะส่งเครื่องบินมารับคนจีนในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศ ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ด้วย และย้ำว่าเป็นการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจนั้น
ล่าสุด ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้สรุปกรณีการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนที่จะส่งผลต่อคนไทยไว้ 4 ข้อ ดังนี้
1. คนไทยในต่างแดนเสี่ยงตกเป็นเป้าก่อเหตุร้าย
2. คนไทยในไทย เสี่ยงตกเป็นเป้าเช่นกัน
3. ไทยเสียอำนาจต่อรองอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจากับสหรัฐฯในสงครามการค้า
4. ไทยตกที่นั่งลำบากในเวทีโลกในฐานะชาติสมาชิกกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ UNHRC
นอกจากนี้ ช่อ ได้เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2558 สมัยพลเอกประยุทธ์ จันโอชา เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ส่งชาวอุยกูร์ที่กำลังข้ามไปยังตุรกี แต่โดนจับได้ที่ไทยก่อน ทางการไทยจึงคุมตัวไว้และต่อมาได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ทั้งหมดให้กับจีน
โดยจากกรณีเมื่อปี 2558 ข้างต้น ส่งผลทำให้เกิด 2 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยในประเทศและนอกประเทศ ดังนี้
1. ปี2558 เกิดเหตุการณ์ บุกสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา เมืองหลวงประเทศตุรกี ข้าวของเสียหาย ส่งผลให้คนไทย 1,300 คนที่อยู่ในตุรกีรู้สึกถูกคุกคาม
2. สิงหาคม 2558 เกิดเหตุการณ์ ระเบิดพระพรหมเอราวัณ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย รวมทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ
ช่อ กล่าวสรุปว่า เหตุการณ์ที่ 2 มีผู้ถูกจับกุมได้ คือ ชาวอุยกูร์ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า เป็นความไม่พอใจของชาวอุยกูร์ที่รัฐบาลไทยส่งพี่น้องร่วมชาติให้กับรัฐบาลจีน สวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกส่งตัวกลับยังเป็นเรื่องรอง ส่วนเรื่องหลัก คือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทย อย่าลืม 2 เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งมีความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้น และเรากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงนั้นอีกครั้งแล้ว
JJNY : แอมเนสตี้ผิดหวังไทย│ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้อง ‘คดีเพกาซัส’│ช่อเตือน ส่งอุยกูร์กลับจีน│เตือนฝุ่น PM2.5 แนวโน้มเพิ่ม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5069522
แอมเนสตี้ ผิดหวัง ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ ทั้งที่เพิ่งนั่ง UNHRC จี้รัฐบาล 2 ชาติ เปิดเผยที่อยู่-รับรองสิทธิ
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซาราห์ บรูคส์ ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศจีน กล่าวถึง รายงานข่าวชาวอุยกูร์ประมาณ 40 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีนในวันนี้ว่า การบังคับส่งตัวบุคคลเหล่านี้กลับไปยังจีน หรือชาวอุยกูร์คนใดก็ตาม เสี่ยงทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชี้แจงสถานะของพวกเขาโดยทันที
“พวกเขาต้องเผชิญกับความเลวร้ายอย่างน่าหวาดหวั่น พวกเขาหนีจากการปราบปรามในจีน แต่มาถูกควบคุมตัวโดยพลการในประเทศไทยนานกว่าทศวรรษ ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังประเทศที่ชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่นในซินเจียงต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย เป็นสิ่งที่โหดร้ายเกินจะจินตนาการ”
รัฐบาลไทยควรให้ความคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ แต่กลับเลือกที่จะเพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่พวกเขาเผชิญ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเลย จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement principle) ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยอมรับทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ” ซาราห์ระบุ
ซาราห์กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนเปิดเผยที่อยู่ของบุคคลเหล่านี้ และหากพวกเขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ รัฐบาลจะต้องรับรองว่าสิทธิของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ รวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม
“พวกเขาเหล่านี้หลายคนมีสุขภาพที่ย่ำแย่จากการถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายปี ควรต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสมและเพียงพอ เราขอเรียกร้องให้ยุติความทุกข์ทรมานของพวกเขา และให้ทางการรับรองสิทธิในการเดินทางอย่างเสรีของพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรได้รับโอกาสให้กลับไปพบกับครอบครัวอย่างปลอดภัย” ซาราห์กล่าว
ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้อง ‘คดีเพกาซัส’ ยิ่งชีพ-อานนท์ โดนรัฐสอดแนม
https://prachatai.com/journal/2025/02/112247
ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น “รับฟ้อง” คดีเพกาซัส ที่ "ยิ่งชีพ-อานนท์" ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 9 หน่วยงานที่ใช้เพกาซัสสปายแวร์สอดแนมข้อมูลในโทรศัพท์ของทั้งสองคน หลังยิ่งชีพและอานนท์ยื่นอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุดระบุ การสอดแนมของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 เป็นการกระทำทางปกครอง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้กระทำเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการสืบสวนในคดีที่มีโทษอาญาอันอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมตามที่ศาลปกครองชั้นต้นระบุแต่อย่างใด การสอดแนมของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง
27 ก.พ. 2568 iLaw รายงาน ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลปกครองชั้นต้น รับฟ้องคดีเพกาซัส ที่มียิ่งชีพ อัชฌานนท์ และอานนท์ นำภา ร่วมกันยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 9 หน่วยงานที่ใช้เพกาซัสสปายแวร์สอดแนมข้อมูลในโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยมีสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำหรับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ถูกยื่นฟ้องในคดีนี้ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงการคลัง และ คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2566 ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าวระบุ การเข้าถึงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับคำสั่งอนุญาตเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานในการกระทำความผิดที่มีโทษอาญา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาลปกครอง
ยิ่งชีพและอานนท์ได้ทำการอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุดระบุ การสอดแนมของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 เป็นการกระทำทางปกครอง ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจำกัดอยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายพิเศษที่มุ่งหมายเพื่อนำบุคคลไปลงโทษทางอาญาเท่านั้น แต่การกระทำของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 หน่วยงานเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการสืบสวน
สปายแวร์เป็นเสมือนโปรแกรมคอมพิมเตอร์ที่จะเข้าไปล้วงข้อมูลในอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ เพื่อจะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เมื่อเพกาซัสฝังตัวเข้าไปในมือถือจะสามารถดูข้อมูลในโทรศัพท์ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นประวัติข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ ประวัติการแชต ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินกรณีที่ใช้แอปฯ ธนาคาร และข้อมูลอื่นๆ ทั้งที่มือถือยังอยู่กับเจ้าของ โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกขโมยข้อมูล
ย้อนไปเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส. พรรคก้าวไกลเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ใช้สปายแวร์สอดแนม ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน นักกิจกรรม นักวิชาการ และ NGO โดยใช้งบเงินภาษีประชาชนซื้อเพกาซัสสปายแวร์
ช่อ พรรณิการ์ เตือน ส่งอุยกูร์กลับจีน เสี่ยงซ้ำรอยโศกนาฎกรรมปี 2558 เปิด 4 ข้อ กระทบคนไทย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5069795
ช่อ พรรณิการ์ เตือน ส่งอุยกูร์กลับจีน เสี่ยงซ้ำรอยโศกนาฎกรรมปี 2558 เปิด 4 ข้อ กระทบคนไทย
จากกรณีรัฐบาลจีนได้มีคำขออย่างเป็นทางการโดยหนังสือทางการทูต ขอให้รัฐบาลไทยส่งคนจีนเชื้อสายอุยกูร์ จำนวน 40 คน ที่ถูกจับกุมและกักกันอยู่ในประเทศไทยมากว่า 10 ปีแล้ว
ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลไทยได้ออกมายอมรับแล้วว่า ได้ส่งชาวอุยกูร์ 48 คนกลับประเทศจีนจริง พร้อมกับที่ทางการจีนจะส่งเครื่องบินมารับคนจีนในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศ ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ด้วย และย้ำว่าเป็นการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจนั้น
ล่าสุด ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้สรุปกรณีการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนที่จะส่งผลต่อคนไทยไว้ 4 ข้อ ดังนี้
1. คนไทยในต่างแดนเสี่ยงตกเป็นเป้าก่อเหตุร้าย
2. คนไทยในไทย เสี่ยงตกเป็นเป้าเช่นกัน
3. ไทยเสียอำนาจต่อรองอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจากับสหรัฐฯในสงครามการค้า
4. ไทยตกที่นั่งลำบากในเวทีโลกในฐานะชาติสมาชิกกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ UNHRC
นอกจากนี้ ช่อ ได้เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2558 สมัยพลเอกประยุทธ์ จันโอชา เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ส่งชาวอุยกูร์ที่กำลังข้ามไปยังตุรกี แต่โดนจับได้ที่ไทยก่อน ทางการไทยจึงคุมตัวไว้และต่อมาได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ทั้งหมดให้กับจีน
โดยจากกรณีเมื่อปี 2558 ข้างต้น ส่งผลทำให้เกิด 2 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยในประเทศและนอกประเทศ ดังนี้
1. ปี2558 เกิดเหตุการณ์ บุกสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา เมืองหลวงประเทศตุรกี ข้าวของเสียหาย ส่งผลให้คนไทย 1,300 คนที่อยู่ในตุรกีรู้สึกถูกคุกคาม
2. สิงหาคม 2558 เกิดเหตุการณ์ ระเบิดพระพรหมเอราวัณ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย รวมทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ
ช่อ กล่าวสรุปว่า เหตุการณ์ที่ 2 มีผู้ถูกจับกุมได้ คือ ชาวอุยกูร์ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า เป็นความไม่พอใจของชาวอุยกูร์ที่รัฐบาลไทยส่งพี่น้องร่วมชาติให้กับรัฐบาลจีน สวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกส่งตัวกลับยังเป็นเรื่องรอง ส่วนเรื่องหลัก คือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทย อย่าลืม 2 เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งมีความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้น และเรากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงนั้นอีกครั้งแล้ว