แม้ราคาหลักสิบ แต่ทำยอดขายได้มหาศาล! 7 สินค้า SME ของคนไทย บนชั้นวางร้าน “7-Eleven”
กรุงเทพธุรกิจ” คัดมาให้เน้นๆ 7 สินค้า จาก 7 ผู้ประกอบการ ที่มีสินค้าวางขายในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นด้วยกราฟการเติบโตที่น่าสนใจ
กิมจิ King Chef
สินค้าขายดีของ “คิงเชฟ” (King Chef) คือบรรดากิมจิพร้อมทานที่มีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นกิมจิมะละกอ กิมจิกะหล่ำปลี กิมจิแตงกวา หัวไชเท้าดอง กิมจิกรอบ ฯลฯ แต่ที่ขายดีสุดๆ คือเมนูทานง่ายอย่าง “กิมจิผักกาดขาว” โดยคอนเซปต์ของแบรนด์ คือฉีกปากถุง เท แล้วกินได้เลย
สำหรับ “คิงเชฟ” อยู่ภายใต้การดูแลของ “บริษัท คิงส์ วิช จำกัด” ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 หรือราวๆ 7-8 ปีก่อนหน้า โดยบริษัทมีรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด 4 คน ได้แก่ อนุรัตน์ โค้วคาสัย สัดส่วน 51.33% วริยา ธาวนพงษ์ สัดส่วน 28% ชัชนะ ชูเมือง 16% และวิมพ์วิภา ธาวนพงษ์ 4.67% ซึ่งทั้งหมด คือกลุ่มอดีตผู้บริหาร “พรานทะเล” รวมถึง “พรานเฟรช” ในเครือด้วย
ทรีทเมนต์ Green Bio
นี่คือหนึ่งในบริษัทที่อยู่มานาน 20 กว่าปี มีชื่อเสียงจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมานานหลายทศวรรษ แต่เพิ่งจะลงสู่สนามโมเดิร์นเทรดอย่างร้านสะดวกซื้อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ต้องหาซื้อตามร้านขายสินค้าบิวตี้ “วีชมาร์ท” บริษัทแม่ของ “Green Bio” ทำทรีทเมนต์วางขายในรูปแบบซองเพียง 12 บาท
“วีชมาร์ต” เริ่มผลิตทรีทเมนต์รูปแบบซองเพื่อจำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น ตั้งแต่ปี 2564 และสามารถทำยอดขายเฉพาะที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ทะลุ “ร้อยล้านบาท” ภายในปี 2566 จากรายได้รวมทั้งหมดที่ “274 ล้านบาท” ปัจจุบันผู้บริหารของเครือวีชมาร์ท คือทายาทรุ่นที่ 2 วัย 29 ปี ตลอดมาแบรนด์เน้นขายส่ง แต่ในเจเนอเรชันนี้จะเน้นการขายเจาะตลาดโมเดิร์นเทรดมากขึ้น
ขนมหวานบ้านทองหยอด
.
ไม่ใช่ความบังเอิญที่ขนมไทยในเซเว่น-อีเลฟเว่นมีชื่อเดียวกับแหล่งผลิตนักแบดมินตันทีมชาติของประเทศ เพราะขนมไทยบ้านทองหยอด ภายใต้การผลิตของ “บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด” คือธุรกิจแรกสุดของ “กมลา ทองกร” หรือที่เด็กๆ นักกีฬาเรียกว่า “แม่ปุก” ทำธุรกิจขายขนมไทยบรรดาทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ลูกชุบ รวมถึงขนมหวานอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ด้วยความชอบส่วนตัวของ “กมลา” ทำให้เกิดโรงเรียนบ้านทองหยอดขึ้นในเวลาต่อมา
สำหรับผลประกอบการของ “บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด” ทำรายได้ทะลุ “ร้อยล้านบาท” ได้ตั้งแต่ปี 2562 หลังจากนั้นก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี กระทั่งปี 2566 ทำรายได้แตะ “204 ล้านบาท” พร้อมกับกำไรสุทธิ “5.2 ล้านบาท” ปัจจุบันธุรกิจขนมไทยบ้านทองหยอดถูกส่งต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 2 “ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” ลูกชายคนกลางของกมลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผักโขมอบชีส REO’s Deli
แบรนด์ผักโขมอบชีสและมักกะโรนีชีสเบคอนในเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ติดอันดับสินค้าขายดีทะลุ “ร้อยล้านบาท” มีจุดเริ่มต้นจากครัวหลังบ้านเล็กๆ ของ “ชณา วศุวัต” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ “Reo’s Deli” เริ่มจากทำอาหารไว้รองรับคนสนิท นำไปฝากร้านอาหารญาติพี่น้องขายจนหมดเกลี้ยงภายในระยะไม่นาน จนเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด พบว่า “ผักโขมอบชีส” ขายดีและหมดไวที่สุด จึงหันมาโฟกัสที่การพัฒนา “Hero Product” กระทั่ง เครือซีพีชวนมาวางขายที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น
Grainey” กราโนล่าบาร์
ก่อนจะมาเป็นแบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ “เจิ้น-โสรัจ มหรรณพกุล” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ “Grainey” เคยมีน้ำหนักตัวสูงถึง 130 กิโลกรัม เขาตัดสินใจลดน้ำหนักเมื่อครั้งเรียนที่สหรัฐด้วยการปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย จนกลับมามีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ปกติได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน
กระทั่ง “โสรัจ” กลับมายังประเทศไทย เขาพบว่า ที่นี่ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับขนมเพื่อสุขภาพ จึงตั้งเป้าลุยทำสแน็คจากข้าวป๊อป มองว่า นี่คือ เทรนด์ที่กำลังมาในต่างประเทศ และในไทยเองก็คงมีแนวโน้มไม่ต่างกัน
ช่วงแรก “โสรัจ” โฟกัสไปที่การส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่ด้วยสถานการณ์ช่วงระบาดใหญ่ทำให้ต้องกลับมาทำการบ้านในประเทศมากขึ้น นำไปสู่การผลักดันสินค้าบนชั้นวางโมเดิร์นเทรด รวมถึงร้านสะดวกซื้อก็เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่เขานึกถึง
ปัจจุบัน “Grainey” มีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่กราโนล่าบาร์ คุกกี้ ข้าวป๊อป เครื่องดื่มชงรสมอลต์ ไปจนถึงของคาวอย่างโจ๊กคัพ ปีล่าสุด “บริษัท ฟูลเกิ้ล จำกัด” บริษัทแม่ของแบรนด์ “Grainey” มีรายได้รวม “123 ล้านบาท” กำไรสุทธิ “703,986 บาท” ซึ่งเป็นปีแรกที่แบรนด์ผลงานขึ้นสู่หลักร้อยล้านได้สำเร็จ
“น้ำส้ม” สินค้าธรรมดาๆ แต่ขายได้วันละหมื่นขวด
วางขายที่ไหนเป็นต้องหมดเกลี้ยง จนหลายๆ คนตามเก็บกันไม่ทันสำหรับน้ำส้ม “ชินเซน” น้ำส้มพาสเจอร์ไรซ์เจ้าแรกในไทยที่ได้รับเครื่องหมาย อย. แม้จะดูเป็นสินค้าทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด แต่ “ชินเซน” กลับสร้างความแตกต่างได้จากการไม่ใส่วัตถุกันเสีย แต่มีอายุ “Shelf Life” ได้นานถึง 2 สัปดาห์
“ชินเซน” ผลิตโดย “บริษัท ยูชิ เอฟ แอนด์ บี จำกัด” โดยปี 2566 เป็นปีแรกที่ชินเซนทำรายได้ทะลุร้อยล้านบาท พร้อมกับกำไรสุทธิ “15 ล้านบาท” ปัจจุบันในเครือยูชิมีสินค้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น คือ น้ำส้มชินเซน แม้ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดถึง 45 บาทต่อขวด แต่น้ำส้มชินเซนกลับขายได้ถึงวันละ 10,000 ขวด
“พยัคฆ์” ชาไทยราคาน่ารัก เกิดได้เพราะเจ้าของคลั่งชาส้มหนักมาก!
ท่ามกลางความดุเดือดในตลาดชาไทย ทว่า “พยัคฆ์” ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากการขายชาไทยบนโมเดิร์นเทรด ด้วยรสชาติความอร่อยที่พอดีกับความชอบคนไทย รวมถึงราคา และปริมาณที่เหมาะสม
“เอก-ธิติ พัววรานุเคราะห์” เจ้าของแบรนด์ “พยัคฆ์” เคยให้สัมภาษณ์กับเพจ Beyondtech ไว้ว่า เริ่มแรกเครือพยัคฆ์ผลิตน้ำผลไม้ และน้ำสมุนไพรเป็นหลัก หลังจากนั้นก็เริ่มมองหา “Hero Product” เพื่อสร้างการเติบโตมากกว่าเดิม รวมถึงความชอบส่วนตัวในการดื่มชาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ต้องมาพบเจอกับการรอต่อคิวซื้อชาชงแก้วต่อแก้วในทุกๆ วันจึงมาจบที่เครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟ ที่คนนิยมดื่มทุกวัน
จากเครื่องดื่มราคาเกือบๆ 30 บาทต่อขวด “ธิติ” ต้องการดัมพ์ราคาลงเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ชาไทยพยัคฆ์จึงสนนราคาไว้ที่ขวดละ 20 บาทมาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็เป็นไปตามความตั้งใจในการปั้น “Hero Product” เพราะจนถึงตอนนี้สินค้าเรือธงของ “บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด” ก็คือชาไทยเข้มข้นราคา 20 บาท โดยปี 2566 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด รายได้ขึ้นไปแตะ “53 ล้านบาท” จากปีก่อนหน้า “15 ล้านบาท”
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1167352?anm&fbclid=IwY2xjawIjOs1leHRuA2FlbQIxMQABHRf2arVcPXTC7oaehYRqyd5zxJdBZA8xxSJuSvLLFAL_-VbqWRRpYO9Flw_aem_U-x5SwGk3D1rw9YyUMtwzA
7 สินค้า SME ของคนไทย บนชั้นวางในร้าน “7-Eleven” ทำยอดขายทะลุร้อยล้าน
กรุงเทพธุรกิจ” คัดมาให้เน้นๆ 7 สินค้า จาก 7 ผู้ประกอบการ ที่มีสินค้าวางขายในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นด้วยกราฟการเติบโตที่น่าสนใจ
กิมจิ King Chef
สินค้าขายดีของ “คิงเชฟ” (King Chef) คือบรรดากิมจิพร้อมทานที่มีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นกิมจิมะละกอ กิมจิกะหล่ำปลี กิมจิแตงกวา หัวไชเท้าดอง กิมจิกรอบ ฯลฯ แต่ที่ขายดีสุดๆ คือเมนูทานง่ายอย่าง “กิมจิผักกาดขาว” โดยคอนเซปต์ของแบรนด์ คือฉีกปากถุง เท แล้วกินได้เลย
สำหรับ “คิงเชฟ” อยู่ภายใต้การดูแลของ “บริษัท คิงส์ วิช จำกัด” ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 หรือราวๆ 7-8 ปีก่อนหน้า โดยบริษัทมีรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด 4 คน ได้แก่ อนุรัตน์ โค้วคาสัย สัดส่วน 51.33% วริยา ธาวนพงษ์ สัดส่วน 28% ชัชนะ ชูเมือง 16% และวิมพ์วิภา ธาวนพงษ์ 4.67% ซึ่งทั้งหมด คือกลุ่มอดีตผู้บริหาร “พรานทะเล” รวมถึง “พรานเฟรช” ในเครือด้วย
ทรีทเมนต์ Green Bio
นี่คือหนึ่งในบริษัทที่อยู่มานาน 20 กว่าปี มีชื่อเสียงจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมานานหลายทศวรรษ แต่เพิ่งจะลงสู่สนามโมเดิร์นเทรดอย่างร้านสะดวกซื้อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ต้องหาซื้อตามร้านขายสินค้าบิวตี้ “วีชมาร์ท” บริษัทแม่ของ “Green Bio” ทำทรีทเมนต์วางขายในรูปแบบซองเพียง 12 บาท
“วีชมาร์ต” เริ่มผลิตทรีทเมนต์รูปแบบซองเพื่อจำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น ตั้งแต่ปี 2564 และสามารถทำยอดขายเฉพาะที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ทะลุ “ร้อยล้านบาท” ภายในปี 2566 จากรายได้รวมทั้งหมดที่ “274 ล้านบาท” ปัจจุบันผู้บริหารของเครือวีชมาร์ท คือทายาทรุ่นที่ 2 วัย 29 ปี ตลอดมาแบรนด์เน้นขายส่ง แต่ในเจเนอเรชันนี้จะเน้นการขายเจาะตลาดโมเดิร์นเทรดมากขึ้น
ขนมหวานบ้านทองหยอด
.
ไม่ใช่ความบังเอิญที่ขนมไทยในเซเว่น-อีเลฟเว่นมีชื่อเดียวกับแหล่งผลิตนักแบดมินตันทีมชาติของประเทศ เพราะขนมไทยบ้านทองหยอด ภายใต้การผลิตของ “บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด” คือธุรกิจแรกสุดของ “กมลา ทองกร” หรือที่เด็กๆ นักกีฬาเรียกว่า “แม่ปุก” ทำธุรกิจขายขนมไทยบรรดาทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ลูกชุบ รวมถึงขนมหวานอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ด้วยความชอบส่วนตัวของ “กมลา” ทำให้เกิดโรงเรียนบ้านทองหยอดขึ้นในเวลาต่อมา
สำหรับผลประกอบการของ “บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด” ทำรายได้ทะลุ “ร้อยล้านบาท” ได้ตั้งแต่ปี 2562 หลังจากนั้นก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี กระทั่งปี 2566 ทำรายได้แตะ “204 ล้านบาท” พร้อมกับกำไรสุทธิ “5.2 ล้านบาท” ปัจจุบันธุรกิจขนมไทยบ้านทองหยอดถูกส่งต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 2 “ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” ลูกชายคนกลางของกมลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผักโขมอบชีส REO’s Deli
แบรนด์ผักโขมอบชีสและมักกะโรนีชีสเบคอนในเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ติดอันดับสินค้าขายดีทะลุ “ร้อยล้านบาท” มีจุดเริ่มต้นจากครัวหลังบ้านเล็กๆ ของ “ชณา วศุวัต” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ “Reo’s Deli” เริ่มจากทำอาหารไว้รองรับคนสนิท นำไปฝากร้านอาหารญาติพี่น้องขายจนหมดเกลี้ยงภายในระยะไม่นาน จนเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด พบว่า “ผักโขมอบชีส” ขายดีและหมดไวที่สุด จึงหันมาโฟกัสที่การพัฒนา “Hero Product” กระทั่ง เครือซีพีชวนมาวางขายที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น
Grainey” กราโนล่าบาร์
ก่อนจะมาเป็นแบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ “เจิ้น-โสรัจ มหรรณพกุล” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ “Grainey” เคยมีน้ำหนักตัวสูงถึง 130 กิโลกรัม เขาตัดสินใจลดน้ำหนักเมื่อครั้งเรียนที่สหรัฐด้วยการปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย จนกลับมามีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ปกติได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน
กระทั่ง “โสรัจ” กลับมายังประเทศไทย เขาพบว่า ที่นี่ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับขนมเพื่อสุขภาพ จึงตั้งเป้าลุยทำสแน็คจากข้าวป๊อป มองว่า นี่คือ เทรนด์ที่กำลังมาในต่างประเทศ และในไทยเองก็คงมีแนวโน้มไม่ต่างกัน
ช่วงแรก “โสรัจ” โฟกัสไปที่การส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่ด้วยสถานการณ์ช่วงระบาดใหญ่ทำให้ต้องกลับมาทำการบ้านในประเทศมากขึ้น นำไปสู่การผลักดันสินค้าบนชั้นวางโมเดิร์นเทรด รวมถึงร้านสะดวกซื้อก็เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่เขานึกถึง
ปัจจุบัน “Grainey” มีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่กราโนล่าบาร์ คุกกี้ ข้าวป๊อป เครื่องดื่มชงรสมอลต์ ไปจนถึงของคาวอย่างโจ๊กคัพ ปีล่าสุด “บริษัท ฟูลเกิ้ล จำกัด” บริษัทแม่ของแบรนด์ “Grainey” มีรายได้รวม “123 ล้านบาท” กำไรสุทธิ “703,986 บาท” ซึ่งเป็นปีแรกที่แบรนด์ผลงานขึ้นสู่หลักร้อยล้านได้สำเร็จ
“น้ำส้ม” สินค้าธรรมดาๆ แต่ขายได้วันละหมื่นขวด
วางขายที่ไหนเป็นต้องหมดเกลี้ยง จนหลายๆ คนตามเก็บกันไม่ทันสำหรับน้ำส้ม “ชินเซน” น้ำส้มพาสเจอร์ไรซ์เจ้าแรกในไทยที่ได้รับเครื่องหมาย อย. แม้จะดูเป็นสินค้าทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด แต่ “ชินเซน” กลับสร้างความแตกต่างได้จากการไม่ใส่วัตถุกันเสีย แต่มีอายุ “Shelf Life” ได้นานถึง 2 สัปดาห์
“ชินเซน” ผลิตโดย “บริษัท ยูชิ เอฟ แอนด์ บี จำกัด” โดยปี 2566 เป็นปีแรกที่ชินเซนทำรายได้ทะลุร้อยล้านบาท พร้อมกับกำไรสุทธิ “15 ล้านบาท” ปัจจุบันในเครือยูชิมีสินค้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น คือ น้ำส้มชินเซน แม้ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดถึง 45 บาทต่อขวด แต่น้ำส้มชินเซนกลับขายได้ถึงวันละ 10,000 ขวด
“พยัคฆ์” ชาไทยราคาน่ารัก เกิดได้เพราะเจ้าของคลั่งชาส้มหนักมาก!
ท่ามกลางความดุเดือดในตลาดชาไทย ทว่า “พยัคฆ์” ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากการขายชาไทยบนโมเดิร์นเทรด ด้วยรสชาติความอร่อยที่พอดีกับความชอบคนไทย รวมถึงราคา และปริมาณที่เหมาะสม
“เอก-ธิติ พัววรานุเคราะห์” เจ้าของแบรนด์ “พยัคฆ์” เคยให้สัมภาษณ์กับเพจ Beyondtech ไว้ว่า เริ่มแรกเครือพยัคฆ์ผลิตน้ำผลไม้ และน้ำสมุนไพรเป็นหลัก หลังจากนั้นก็เริ่มมองหา “Hero Product” เพื่อสร้างการเติบโตมากกว่าเดิม รวมถึงความชอบส่วนตัวในการดื่มชาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ต้องมาพบเจอกับการรอต่อคิวซื้อชาชงแก้วต่อแก้วในทุกๆ วันจึงมาจบที่เครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟ ที่คนนิยมดื่มทุกวัน
จากเครื่องดื่มราคาเกือบๆ 30 บาทต่อขวด “ธิติ” ต้องการดัมพ์ราคาลงเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ชาไทยพยัคฆ์จึงสนนราคาไว้ที่ขวดละ 20 บาทมาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็เป็นไปตามความตั้งใจในการปั้น “Hero Product” เพราะจนถึงตอนนี้สินค้าเรือธงของ “บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด” ก็คือชาไทยเข้มข้นราคา 20 บาท โดยปี 2566 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด รายได้ขึ้นไปแตะ “53 ล้านบาท” จากปีก่อนหน้า “15 ล้านบาท”
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1167352?anm&fbclid=IwY2xjawIjOs1leHRuA2FlbQIxMQABHRf2arVcPXTC7oaehYRqyd5zxJdBZA8xxSJuSvLLFAL_-VbqWRRpYO9Flw_aem_U-x5SwGk3D1rw9YyUMtwzA