โอเค เบตง: OK Baytong
" ชีวิตก็เหมือนจักรยาน จะเก่งต้องรู้จักล้ม "
กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร
สวัสดีครับทุกท่าน ! หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว Netflix ได้นำเรื่อง
"มนต์รักนักพากย์ (2023)" ของคุณ
นนทรีย์ นิมิบุตร ขึ้นฉาย ซึ่งสร้างเสียงชื่นชมและความคึกคักให้กับวงการภาพยนตร์ไทย
ล่าสุด Netflix ได้นำภาพยนตร์จากผู้กำกับคนเดียวกัน เรื่อง
"โอเค เบตง (2003)" ตามขึ้นมา ผมมีโอกาสได้รับชมโดยบังเอิญ ต้องขอบอกว่า
"ประทับใจ" จึงอยากแชร์รีวิว เผื่อว่าท่านใดสนใจรับชมนะครับ
OK Baytong 2002 Official Trailer
ความรู้สึกหลังชม
- จุดแรกที่ชอบ ขอยกให้ "พล็อตไอเดีย" และแก่นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ
พล็อตเริ่มต้นที่การตั้งคำถามว่า
"หากคนที่เจนจัดในรสพระธรรม มีเหตุจำเป็นต้องมาใช้ชีวิตอย่างฆราวาส เขาจะรับมือกับปัญหาทางโลกอย่างไร"
เรื่องราวเบื้องต้นถูกผูกเข้ากับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ (น่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่ปี 2544) ทำให้พระ
"ธรรม" ตัวละครเอกต้องสึกออกมาดูแลหลานสาว
"มารีญา" ที่สูญเสียแม่ไป
ณ อำเภอเบตง อำเภอแห่งนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ยิ่งทำให้
"ธรรม" ผู้ไม่เจนจัดทางโลก ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนอย่างหนักหน่วง ทั้งในด้านการใช้ชีวิต ความรัก มิตรภาพ ความโกรธเคือง อบายมุข และสิ่งยั่วยวน ซึ่งพาให้ธรรมหวั่นไหว
นำไปสู่คำถามต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่า
"หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่รับมือยากที่สุด ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงในชีวิต"
ท้ายที่สุดไม่ว่าบทสรุปในชีวิตของธรรมเป็นอย่างไร ประสบการณ์ทุกอย่างล้วนสอนธรรมให้เห็นถึง
"ความจริงแท้ของชีวิต" อันเป็นบทเรียนล้ำค่ายิ่งกว่าการเรียนจากตำราธรรมใด ๆ
ต้องชมบทหนังที่เขียนได้เยี่ยม ทั้งการสร้างพล็อตไอเดีย ผสมกับประเด็นต่าง ๆ อย่างกลมกล่อม แม้จะมีบรรยากาศสบาย ๆ ปนตลก แต่ขณะดูจบ ก็รู้สึกว่าเราได้บางอย่างกลับไป ทั้งความประทับใจและคุณค่าที่หนังมอบให้
- ชอบซีนอย่างตอนพระคุยกับตัวเอง รู้สึกว่าสร้างสรรค์ดี
- ในหนังมีพูดเรื่องเกี่ยวกับ
"การใช้ชีวิต" หลายอย่าง เช่น การยกข้อความจากหนังสือ
"สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" ของ
คุณวินทร์ เลียววาริณ (หนังสือรางวัลซีไรต์) และการหัดขี่จักรยานของธรรม หนังเปรียบเปรยเรื่องการหัดใช้ชีวิตได้คมทีเดียว
- บรรยากาศเมืองเบตงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สวยงาม คลาสสิค ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ใครจะไปรู้ว่า หลังจากที่หนังถูกสร้างในปี 2546 มาถึงตอนนี้ สถานการณ์ก็ยังไม่สงบ และไม่รู้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไร
- ชอบเพลงที่ใส่เข้ามาในเรื่องเหมือนกัน อย่างเพลงของ
พี่เบิร์ด ธงไชย เช่น
"มาทำไม" หรือเพลงของคุณเบนซ์ พรชิตา เช่น
"โดเรมี" เรียกว่าเป็นเพลงประจำยุคจริง ๆ
มาทำไม - เบิร์ด ธงไชย, จินตหรา พูนลาภ
โด เร มี - พรชิตา ณ สงขลา
- ชอบนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะ 3 นักแสดงหลัก อย่าง
คุณว่าน ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง (ธรรม), คุณยุ้ย จีรนันท์ มะโนแจ่ม (หลิน), และ
สรัญญ่า เครื่องสาย (มารีญา) อาจมีแสดงติดขัดบ้าง แต่ดูเป็นธรรมชาติดี
- ดนตรีประกอบของ
คุณชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ ยังเพราะเหมือนเดิม มีธีมติดหู
สรุป
เป็นหนังไทยรสชาติกลมกล่อม น่าประทับใจ จนอยากบอกต่อให้กับทุกคน
ใครสนใจดูได้บน Netflix !
"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... การเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยง คือ เพื่อนแท้ของมนุษย์"
____________________________________
ป.ล. อีกหนึ่งช่องทางการติดต่อทาง Facebook เผื่อสนใจอยากคุยหรือติดต่อกับผมนะครับ
IG: benjireview
โอเค เบตง (2003) - นี่สินะรสชาติของมือใหม่หัดใช้ชีวิต (ทางโลก)
สวัสดีครับทุกท่าน ! หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว Netflix ได้นำเรื่อง "มนต์รักนักพากย์ (2023)" ของคุณ นนทรีย์ นิมิบุตร ขึ้นฉาย ซึ่งสร้างเสียงชื่นชมและความคึกคักให้กับวงการภาพยนตร์ไทย
ล่าสุด Netflix ได้นำภาพยนตร์จากผู้กำกับคนเดียวกัน เรื่อง "โอเค เบตง (2003)" ตามขึ้นมา ผมมีโอกาสได้รับชมโดยบังเอิญ ต้องขอบอกว่า "ประทับใจ" จึงอยากแชร์รีวิว เผื่อว่าท่านใดสนใจรับชมนะครับ
"หากคนที่เจนจัดในรสพระธรรม มีเหตุจำเป็นต้องมาใช้ชีวิตอย่างฆราวาส เขาจะรับมือกับปัญหาทางโลกอย่างไร"
เรื่องราวเบื้องต้นถูกผูกเข้ากับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ (น่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่ปี 2544) ทำให้พระ "ธรรม" ตัวละครเอกต้องสึกออกมาดูแลหลานสาว "มารีญา" ที่สูญเสียแม่ไป
ณ อำเภอเบตง อำเภอแห่งนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ยิ่งทำให้ "ธรรม" ผู้ไม่เจนจัดทางโลก ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนอย่างหนักหน่วง ทั้งในด้านการใช้ชีวิต ความรัก มิตรภาพ ความโกรธเคือง อบายมุข และสิ่งยั่วยวน ซึ่งพาให้ธรรมหวั่นไหว
นำไปสู่คำถามต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่า
"หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่รับมือยากที่สุด ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงในชีวิต"
ต้องชมบทหนังที่เขียนได้เยี่ยม ทั้งการสร้างพล็อตไอเดีย ผสมกับประเด็นต่าง ๆ อย่างกลมกล่อม แม้จะมีบรรยากาศสบาย ๆ ปนตลก แต่ขณะดูจบ ก็รู้สึกว่าเราได้บางอย่างกลับไป ทั้งความประทับใจและคุณค่าที่หนังมอบให้
- ในหนังมีพูดเรื่องเกี่ยวกับ "การใช้ชีวิต" หลายอย่าง เช่น การยกข้อความจากหนังสือ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" ของ คุณวินทร์ เลียววาริณ (หนังสือรางวัลซีไรต์) และการหัดขี่จักรยานของธรรม หนังเปรียบเปรยเรื่องการหัดใช้ชีวิตได้คมทีเดียว
- ชอบเพลงที่ใส่เข้ามาในเรื่องเหมือนกัน อย่างเพลงของ พี่เบิร์ด ธงไชย เช่น "มาทำไม" หรือเพลงของคุณเบนซ์ พรชิตา เช่น "โดเรมี" เรียกว่าเป็นเพลงประจำยุคจริง ๆ
- ดนตรีประกอบของ คุณชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ ยังเพราะเหมือนเดิม มีธีมติดหู