เราเก็บแมวจรมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเด็กได้ 1-2 เดือน และเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 60 น้องแมวตัวอ้วนดูสุขภาพดี น้ำหนัก 5 กิโลกว่าๆ
จนเริ่มเห็นสัญญาณบ้างอย่างคะ น้องเริ่มมีอาการไอแห้งๆ เหมือนจะอาเจียนแต่ไม่มีอะไรออกมา ประกอบกับอาการหายใจที่ค่อนข้างแรง (พุงยุบขึ้นลงแบบเห็นชัดมากๆ) เป็นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย ปี 64 แต่เนื่องจากคิดว่าน้องคงจะไปแทะอะไรเข้าเลยอยากจะอาเจียน เพราะน้องชอบแทะกล่องลูกฟูก และกัดอะไรหลายอย่าง และนอกจากอาการไอแห้งแล้ว ทุกอย่างปกติ กินได้เล่นได้ ไม่ซึม ขับถ่ายปกติ
เมื่อเดือน พฤศจิกายน 64 แอบเป็นกังวล ที่น้องยังหายใจแรงอยู่ แต่อาการไอแห้งไม่เป็นแล้ว เลยพาไปคลินิกสัตว์แห่งนึง (A) เพื่อตรวจเช็ค คุณหมอเช็คคร่าวๆ ว่าไม่มีอาการหายใจขัด หรือหายใจลำบาก เพราะเหงือกชมพูปกติ (หากขาดอากาศต้องเหงือกม่วง) และทางคลินิกไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์เลยตรวจมากกว่านี้ไม่ได้
ผ่านไปประมาณ 4 เดือน น้องยังหายใจแรงอยุ่ ความกังวลท่วมท้น เพราะน้องเริ่มผอมลง เลยพาไปคลินิกแห่งใหม่ (ฺB) ที่มีเครื่องเอ็กซเรย์ สุดท้ายน้องมีภาวะน้ำท่วมปอด เลยต้องเจาะปอด แต่เพราะทางคลินิกไม่ได้วางยา จึงไม่สามารถเจาะน้ำออกมาได้ทั้งหมด กลับมาน้องก็ยังแย่อยู่ ไม่ถึง 2 วัน พาไปเจาะอีกรอบ และส่งน้ำในปอดไปตรวจ แต่หลังจากผ่านไป 1 คืน เหมือนน้ำจะกลับมาอีก จึงตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล พาไปโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ บางเขน
ครั้งที่ 1 เมื่อพาไปโรงพยาบาลเกษตร - หลังจากพาไปโรงพยาบาลได้มีการเจาะน้ำออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ทางคุณหมอเขาขอวางยา จึงสามารถเจาะน้ำออกมาได้ทั้งหมด 200 cc และให้ยาขับน้ำมา พร้อมกับนัดให้ไปดูอาการอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป
ครั้งที 2 ไปพร้อมผลตรวจจากน้ำในปอด จากคลินิก (B) ผลพึ่งออก ซึ่งผลจากทางคลินิกแจ้งว่ามีเซลล์เม็ดเลือดขาวในปอดคาดว่าเป็นมะเร็ง เลยอยากให้ไปทำคีโม แต่เพราะเรารักษาที่เกษตรแล้ว จึงไม่ได้กลับไปที่คลินิก (ฺB) อีก แต่ขอผลตรวจไปยื่นให้คุณหมอที่ รพ.เกษตรแทน คุณหมอสั่งตรวจเอ็กซ์เรย์ อัลตร้าซาว์น ตรวจลูคีเมีย ไม่มีแนวโน้วหรือสํญญาณของการเป็นมะเร็งเลย ไม่มีเนื้องอกด้วย จึงคาดว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวในปอดน่าจะเกิดการที่น้ำค้างในปอดเป็นเวลานานจึงทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น แต่ที่ตรวจเจอคือภาวะหัวใจโต และเพราะหัวใจที่โตกว่าปกติเลยอาจจะทำให้เกิดน้ำในปอด เลยให้ยาขับน้ำมากินต่อ และนัดหมอครั้งหน้า
ครั้งที่ 3 ไปตามหมอนัด แล้วพบว่าน้ำในปอดกลับมาอีกเลยต้องเจาะน้ำออกอีกครั้ง และคราวนี้ส่งน้ำในปอดไปตรวจ พร้อมกับเพิ่มปริมาณยาขับน้ำเพิ่มขึ้น นัดครั้งหน้าคือไปแผนกโรคหัวใจโดยตรง จากภาวะหัวใจโต
ครั้งที่ 4 ล่าสุดที่ไปคือ ผลจากการตรวจน้ำในปอดสรุปไม่พบเชื่อมะเร็งใดๆ ฟันธงว่าน้ำในปอดเกิดจากหัวใจโตแน่นอน ทำเอคโค่หัวใจพบว่าหัวใจผิดปกติทั้งห้องซ้าย และห้องขวา แมวปกติขนาดหัวใจไม่น่าจะใหญ่กว่า 1.6 (ค่าการวัด) แต่ของแมวเราขนาด 3.2 ซึ่งใหญ่มาก หมอบอกว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสุดท้าย การรักษาคือประคับประคองด้วยยา น้องไม่มีทางหายแน่นอน อยู่ได้ 6 เดือน - 1 ปี
แต่เรามองตาเขาและรู้กว่าแมวของเรา ยังสู้ พอกลับมาบ้านเขากินข้าว กินน้ำ และนอนหลับ ยังกระโดดเล่นกันแมวตัวอื่นได้อยู่ สุดท้ายที่หวังคือหากเขาจะจากไปก็ให้ทรมานน้อยที่สุด ฝากเป็นกำลังใจให้เจ้าของ และแมวที่ป่วยทุกตัวนะคะ แมวทุกตัวมีอายุขัย แต่หวังว่าเขาจะจากไปอย่างสบายที่สุด
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ยาวนิดนึงนะคะ อยากให้ทุกท่านสังเกตและอย่าชะล่าใจในการพาแมวไปรักษานะคะ ไปให้เร็วก็ช่วยลดอาการรุนแรงได้ค่ะ
แชร์ประสบการณ์ แมวมีอาการไอแห้ง หายใจเร็ว สัญญาณโรคหัวใจโต
จนเริ่มเห็นสัญญาณบ้างอย่างคะ น้องเริ่มมีอาการไอแห้งๆ เหมือนจะอาเจียนแต่ไม่มีอะไรออกมา ประกอบกับอาการหายใจที่ค่อนข้างแรง (พุงยุบขึ้นลงแบบเห็นชัดมากๆ) เป็นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย ปี 64 แต่เนื่องจากคิดว่าน้องคงจะไปแทะอะไรเข้าเลยอยากจะอาเจียน เพราะน้องชอบแทะกล่องลูกฟูก และกัดอะไรหลายอย่าง และนอกจากอาการไอแห้งแล้ว ทุกอย่างปกติ กินได้เล่นได้ ไม่ซึม ขับถ่ายปกติ
เมื่อเดือน พฤศจิกายน 64 แอบเป็นกังวล ที่น้องยังหายใจแรงอยู่ แต่อาการไอแห้งไม่เป็นแล้ว เลยพาไปคลินิกสัตว์แห่งนึง (A) เพื่อตรวจเช็ค คุณหมอเช็คคร่าวๆ ว่าไม่มีอาการหายใจขัด หรือหายใจลำบาก เพราะเหงือกชมพูปกติ (หากขาดอากาศต้องเหงือกม่วง) และทางคลินิกไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์เลยตรวจมากกว่านี้ไม่ได้
ผ่านไปประมาณ 4 เดือน น้องยังหายใจแรงอยุ่ ความกังวลท่วมท้น เพราะน้องเริ่มผอมลง เลยพาไปคลินิกแห่งใหม่ (ฺB) ที่มีเครื่องเอ็กซเรย์ สุดท้ายน้องมีภาวะน้ำท่วมปอด เลยต้องเจาะปอด แต่เพราะทางคลินิกไม่ได้วางยา จึงไม่สามารถเจาะน้ำออกมาได้ทั้งหมด กลับมาน้องก็ยังแย่อยู่ ไม่ถึง 2 วัน พาไปเจาะอีกรอบ และส่งน้ำในปอดไปตรวจ แต่หลังจากผ่านไป 1 คืน เหมือนน้ำจะกลับมาอีก จึงตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล พาไปโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ บางเขน
ครั้งที่ 1 เมื่อพาไปโรงพยาบาลเกษตร - หลังจากพาไปโรงพยาบาลได้มีการเจาะน้ำออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ทางคุณหมอเขาขอวางยา จึงสามารถเจาะน้ำออกมาได้ทั้งหมด 200 cc และให้ยาขับน้ำมา พร้อมกับนัดให้ไปดูอาการอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป
ครั้งที 2 ไปพร้อมผลตรวจจากน้ำในปอด จากคลินิก (B) ผลพึ่งออก ซึ่งผลจากทางคลินิกแจ้งว่ามีเซลล์เม็ดเลือดขาวในปอดคาดว่าเป็นมะเร็ง เลยอยากให้ไปทำคีโม แต่เพราะเรารักษาที่เกษตรแล้ว จึงไม่ได้กลับไปที่คลินิก (ฺB) อีก แต่ขอผลตรวจไปยื่นให้คุณหมอที่ รพ.เกษตรแทน คุณหมอสั่งตรวจเอ็กซ์เรย์ อัลตร้าซาว์น ตรวจลูคีเมีย ไม่มีแนวโน้วหรือสํญญาณของการเป็นมะเร็งเลย ไม่มีเนื้องอกด้วย จึงคาดว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวในปอดน่าจะเกิดการที่น้ำค้างในปอดเป็นเวลานานจึงทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น แต่ที่ตรวจเจอคือภาวะหัวใจโต และเพราะหัวใจที่โตกว่าปกติเลยอาจจะทำให้เกิดน้ำในปอด เลยให้ยาขับน้ำมากินต่อ และนัดหมอครั้งหน้า
ครั้งที่ 3 ไปตามหมอนัด แล้วพบว่าน้ำในปอดกลับมาอีกเลยต้องเจาะน้ำออกอีกครั้ง และคราวนี้ส่งน้ำในปอดไปตรวจ พร้อมกับเพิ่มปริมาณยาขับน้ำเพิ่มขึ้น นัดครั้งหน้าคือไปแผนกโรคหัวใจโดยตรง จากภาวะหัวใจโต
ครั้งที่ 4 ล่าสุดที่ไปคือ ผลจากการตรวจน้ำในปอดสรุปไม่พบเชื่อมะเร็งใดๆ ฟันธงว่าน้ำในปอดเกิดจากหัวใจโตแน่นอน ทำเอคโค่หัวใจพบว่าหัวใจผิดปกติทั้งห้องซ้าย และห้องขวา แมวปกติขนาดหัวใจไม่น่าจะใหญ่กว่า 1.6 (ค่าการวัด) แต่ของแมวเราขนาด 3.2 ซึ่งใหญ่มาก หมอบอกว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสุดท้าย การรักษาคือประคับประคองด้วยยา น้องไม่มีทางหายแน่นอน อยู่ได้ 6 เดือน - 1 ปี
แต่เรามองตาเขาและรู้กว่าแมวของเรา ยังสู้ พอกลับมาบ้านเขากินข้าว กินน้ำ และนอนหลับ ยังกระโดดเล่นกันแมวตัวอื่นได้อยู่ สุดท้ายที่หวังคือหากเขาจะจากไปก็ให้ทรมานน้อยที่สุด ฝากเป็นกำลังใจให้เจ้าของ และแมวที่ป่วยทุกตัวนะคะ แมวทุกตัวมีอายุขัย แต่หวังว่าเขาจะจากไปอย่างสบายที่สุด
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ยาวนิดนึงนะคะ อยากให้ทุกท่านสังเกตและอย่าชะล่าใจในการพาแมวไปรักษานะคะ ไปให้เร็วก็ช่วยลดอาการรุนแรงได้ค่ะ