ชอบกินไข่ดิบ ระวังเสี่ยงแบคทีเรีย!!!
วันนี้ จะกินอะไรดี หลายๆ คนคงมักจะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ถามไปถามมาสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเมนูไข่ เพราะไข่จัดเป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาทำอาหารมากที่สุด ราคาก็ถูก หาซื้อก็ง่าย แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เลซิติน ลูทีน ซีแซนทิน วิตามินบี ฟอสฟอรัสและโฟเลท
นอกจากนี้ ไข่ดิบ 1 ฟองยังมีโคลีนมากถึง 147 มิลลิกรัม ซึ่งเจ้าโคลีนนี้จะช่วยในเรื่องการทำงานของสมอง หัวใจและตับ รวมถึงช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) และการสะสมของไขมันที่ตับได้อีกด้วย แต่ถึงจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ไม่ควรกินเยอะเกินไปนะครับ ซักวันละ 1-3 ฟองก็เพียงพอแล้ว
แต่ปัจจุบันกระแสการกินไข่เริ่มเปลี่ยนไป เพราะมีคนจำนวนมากที่หันไปกินไข่ดิบ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น ซึ่งมักจะมีการนำไข่ดิบมาตอกลงไปบนข้าวสวยร้อนๆ เพื่อกินกับซอสต่างๆ หรือการกินไข่ดองที่ได้มาจากการแช่ไข่แดงดิบลงไปในซอสถั่วเหลือง จนไข่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว แล้วนำมากินเป็นเครื่องเคียงพร้อมกับข้าวหรือผักต่างๆ
แต่รู้หรือไม่ครับว่าการกินไข่ดิบรวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมจากไข่ดิบจะทำให้เรามีความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “ซาลโมเนลลา” (Salmonella) มากขึ้น เพราะเจ้าเชื้อชนิดนี้มักอาศัยอยู่ในไข่ดิบ ทำให้คนที่กินเข้าไปอาจจะป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
ความเสี่ยงในการกินไข่ดิบ
· จากการวิจัยพบว่า ร่างกายจะดูดซึมโปรตีนจากไข่ดิบได้เพียง 51% เท่านั้น ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ พี่หมอแนะนำให้กินแบบสุกจะดีกว่านะครับ
· ในแต่ละปีจะมีประมาณ 79,000 คนที่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากอาหาร ซึ่งในจำนวนนั้นจะมีประมาณ 30 คนที่เสียชีวิต เพราะกินไข่ที่ปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลาเข้าไป ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่แม่ไก่ติดเชื้อ Salmonella typhimurium และ Salmonella enteritidis ที่อยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลาในไข่ ได้แก่
1. จำนวนของไก่หรือเป็ดในฝูง
2. ความเครียดหรือความกังวลของสัตว์
3. อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์
4. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ
5. สุขอนามัยและความสะอาดในบริเวณที่เลี้ยง
การสังเกตอาการ
การติดเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลาอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง (มากสุดคือ 48 ชั่วโมงหรือประมาณ 2 วัน) กว่าอาการของโรคจะปรากฏ ที่เห็นได้ชัดก็มีจะมีปวดท้อง ท้องเสียและอาจมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระ อาเจียน เวียนหรือปวดศีรษะ เป็นไข้ หนาวสั่น รวมถึงเบื่ออาหาร
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะมีอาการประมาณ 2-7 วัน ส่วนอาการท้องเสียอาจจะอยู่นานหน่อยคือประมาณ 10 วัน และอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าลำไส้จะกลับมาทำงานได้เป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการติดต่อกันนานเกิน 2 วัน พี่หมอแนะนำให้รีบไปพบแพทย์และรับการรักษาจะดีที่สุดนะครับ ห้ามนิ่งนอนใจเด็ดขาด
คำแนะนำในการกินไข่ดิบ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการกินไข่ดิบ วิธีที่พอจะช่วยลดความเสี่ยงได้ก็คือ ให้เลือกซื้อไข่ที่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือพาสเจอร์ไรส์มาแล้ว แต่สำหรับเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ พี่หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินไข่ดิบไปเลย และหันมากินไข่ปรุงสุกอย่างเดียวจะดีกว่า เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ แล้ว ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับก็ยังใกล้เคียงกันอีกด้วย
อาหารแต่ละประเภทก็มีประโยชน์ที่ต่างกัน เราจึงควรใส่ใจและเลือกให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องกินแต่ของแพงๆ เสมอไปนะครับ เพราะของดีราคาถูกในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมาย แค่ดูให้แน่ใจว่าเรากินครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงกินอย่างถูกวิธีและอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็พอแล้ว
ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ แล้วกลับมาพบกับเรื่องราวดีๆ จากพี่หมอได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ
ชอบกินไข่ดิบ ระวังเสี่ยงแบคทีเรีย!!!
วันนี้ จะกินอะไรดี หลายๆ คนคงมักจะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ถามไปถามมาสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเมนูไข่ เพราะไข่จัดเป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาทำอาหารมากที่สุด ราคาก็ถูก หาซื้อก็ง่าย แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เลซิติน ลูทีน ซีแซนทิน วิตามินบี ฟอสฟอรัสและโฟเลท
นอกจากนี้ ไข่ดิบ 1 ฟองยังมีโคลีนมากถึง 147 มิลลิกรัม ซึ่งเจ้าโคลีนนี้จะช่วยในเรื่องการทำงานของสมอง หัวใจและตับ รวมถึงช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) และการสะสมของไขมันที่ตับได้อีกด้วย แต่ถึงจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ไม่ควรกินเยอะเกินไปนะครับ ซักวันละ 1-3 ฟองก็เพียงพอแล้ว
แต่ปัจจุบันกระแสการกินไข่เริ่มเปลี่ยนไป เพราะมีคนจำนวนมากที่หันไปกินไข่ดิบ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น ซึ่งมักจะมีการนำไข่ดิบมาตอกลงไปบนข้าวสวยร้อนๆ เพื่อกินกับซอสต่างๆ หรือการกินไข่ดองที่ได้มาจากการแช่ไข่แดงดิบลงไปในซอสถั่วเหลือง จนไข่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว แล้วนำมากินเป็นเครื่องเคียงพร้อมกับข้าวหรือผักต่างๆ
แต่รู้หรือไม่ครับว่าการกินไข่ดิบรวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมจากไข่ดิบจะทำให้เรามีความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “ซาลโมเนลลา” (Salmonella) มากขึ้น เพราะเจ้าเชื้อชนิดนี้มักอาศัยอยู่ในไข่ดิบ ทำให้คนที่กินเข้าไปอาจจะป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
ความเสี่ยงในการกินไข่ดิบ
· จากการวิจัยพบว่า ร่างกายจะดูดซึมโปรตีนจากไข่ดิบได้เพียง 51% เท่านั้น ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ พี่หมอแนะนำให้กินแบบสุกจะดีกว่านะครับ
· ในแต่ละปีจะมีประมาณ 79,000 คนที่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากอาหาร ซึ่งในจำนวนนั้นจะมีประมาณ 30 คนที่เสียชีวิต เพราะกินไข่ที่ปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลาเข้าไป ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่แม่ไก่ติดเชื้อ Salmonella typhimurium และ Salmonella enteritidis ที่อยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลาในไข่ ได้แก่
1. จำนวนของไก่หรือเป็ดในฝูง
2. ความเครียดหรือความกังวลของสัตว์
3. อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์
4. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ
5. สุขอนามัยและความสะอาดในบริเวณที่เลี้ยง
การสังเกตอาการ
การติดเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลาอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง (มากสุดคือ 48 ชั่วโมงหรือประมาณ 2 วัน) กว่าอาการของโรคจะปรากฏ ที่เห็นได้ชัดก็มีจะมีปวดท้อง ท้องเสียและอาจมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระ อาเจียน เวียนหรือปวดศีรษะ เป็นไข้ หนาวสั่น รวมถึงเบื่ออาหาร
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะมีอาการประมาณ 2-7 วัน ส่วนอาการท้องเสียอาจจะอยู่นานหน่อยคือประมาณ 10 วัน และอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าลำไส้จะกลับมาทำงานได้เป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการติดต่อกันนานเกิน 2 วัน พี่หมอแนะนำให้รีบไปพบแพทย์และรับการรักษาจะดีที่สุดนะครับ ห้ามนิ่งนอนใจเด็ดขาด
คำแนะนำในการกินไข่ดิบ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการกินไข่ดิบ วิธีที่พอจะช่วยลดความเสี่ยงได้ก็คือ ให้เลือกซื้อไข่ที่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือพาสเจอร์ไรส์มาแล้ว แต่สำหรับเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ พี่หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินไข่ดิบไปเลย และหันมากินไข่ปรุงสุกอย่างเดียวจะดีกว่า เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ แล้ว ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับก็ยังใกล้เคียงกันอีกด้วย
อาหารแต่ละประเภทก็มีประโยชน์ที่ต่างกัน เราจึงควรใส่ใจและเลือกให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องกินแต่ของแพงๆ เสมอไปนะครับ เพราะของดีราคาถูกในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมาย แค่ดูให้แน่ใจว่าเรากินครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงกินอย่างถูกวิธีและอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็พอแล้ว
ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ แล้วกลับมาพบกับเรื่องราวดีๆ จากพี่หมอได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ