สามร้อยปีก่อน Charles Messier นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสพยายามมองหาดาวหางดวงใหม่ๆ เขาทำการสำรวจท้องฟ้าจนทั่วและได้ทำลิสต์วัตถุบนท้องฟ้าที่ไม่ใช่ดาวหางไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องมาหาซ้ำ โดยไล่ตั้งแต่ M1 ไปจนถึง M110 หนึ่งในนั้นมีวัตถุหนึ่งที่ปรากฏฝ้ามัวๆอยู่ในกลุ่มดาวแอนโดรเมดา เขาเรียกมันว่า M31 โดยที่ไม่รู้เลยว่าฝ้ามัวๆนั้นในเวลาต่อมาได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้เปิดความเข้าใจเอกภพได้อย่างกว้างขวาง
นักดาราศาสตร์กระแสหลักในยุคก่อนปี 1900 เชื่อว่าดาวฤกษ์ทุกดวง, ดาวเคราะห์ทุกดวง และทุกสิ่งที่เห็นกันอยู่บนท้องฟ้าล้วนอยู่ในกาแล็กซีทางเผือก และนั่นคือเอกภพหมดแล้ว นักดาราศาสตร์ในยุคนั้นจึงเชื่อว่าฝ้าที่ปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวแอนโดรเมดานั้น คือ กลุ่มแก๊สและฝุ่น ที่อยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา จึงเรียกมันว่า เนบิวลาแอนโดรเมดา
ต่อมา นักดาราศาสตร์อเมริกัน นาม Heber Curtis ทำการสังเกตเนบิวลาแอนโดรเมดาแล้วพบว่ามีการระเบิดของดาวฤกษ์(nova)ภายในเนบิวลาแอนโดรเมดามากกว่า 11 แห่งซึ่งแต่ละแห่งล้วนแล้วแต่ปรากฏว่ามีความสว่างต่ำมาก ทำให้เขาคำนวณหาระยะห่างของเนบาลาแอนโดรเมดาจากโลกได้ประมาณ 5 แสนปีแสงซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลกว่าขอบเขตกาแล็กซีทางช้างเผือกมาก เขาเชื่อว่าเนบิวลาแอนโดรเมดานั้นแท้จริงแล้วเป็นกาแล็กซีที่มีดาวฤกษ์มากมายมหาศาลที่อยู่ภายนอกนอกกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา
ถ้าสมมติฐานดังกล่าวเป็นจริง ก็เท่ากับว่าขนาดของเอกภพที่เคยเชื่อถือกันมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก กาแล็กซีทางช้างเผือกจากที่เคยเป็นเอกภพทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงหนึ่งในกาแล็กซีที่อาจมีอยู่มากมายในเอกภพอันไพศาล
ในขณะนั้นสุดยอดนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีนามว่า Harlow Shapley ได้โต้แย้งสมมติฐานดังกล่าวเพราะเขาเชื่อว่าเนบิลาแอนโดรเมดาอยู่ภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก การโต้เถียงด้วยเหตุผลระหว่างสองนักดาราศาสตร์ได้กลายเป็นการถกเถียงครั้งใหญ่ทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่า the Great Debate
ตอนนั้นสองนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครยอมใคร ทว่าข้อสรุปก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน โดยสุดยอดนักดาราศาสตร์ผู้มีนามว่า เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble)
เขาเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้เปลี่ยนแปลงขอบเขตของเอกภพ ด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ Hooker แห่งหอดาวดาววิลสัน( Mount Wilson Observatory) ทำการสังเกตเนบิวลาแอนโดรเมดาแล้วพบว่าภายในนั้นมีดาวฤกษ์แปรแสงชนิดเซฟีด( Cepheid) อยู่ 12 ดวงและเมื่อนำมาคำนวณหาระยะห่างแล้ว พบว่ามันอยู่ห่างจากโลกเราถึง 900,000 ปีแสง ซึ่งไกลเกินกว่าขอบเขตของกาแล็กซีทางช้างเผือกอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์พบว่าว่ากาแล็กซีแอนโดรเมดา อยู่ห่างจากโลกของเรามากถึง 2.5 ล้านปีแสง ซึ่งเท่ากับว่าเอกภพแท้จริงนั้นใหญ่กว่าที่เคยเชื่อถือกันมามาก ดังนั้นภาพกาแล็กซีที่เราเห็นในวันนี้จึงเป็นภาพเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน หากในกาแล็กซีแอนโดนเมดามีสิ่งมีชีวิตและสามารถมองมายังโลกเราได้ พวกเขาจะไม่เห็นพวกเรา แต่จะเห็นมนุษย์ในยุคหินเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน
กาแล็กซีแอนโดรเมดา ปรากฏเป็นฝ้าสลัวๆในกลุ่มดาวแอนโดรเมดา
มันมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าราว 4-6 เท่าและเป็นวัตถุไกลที่สุดที่มนุษย์เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
Andromeda Galaxy (M31)
แอนโดรเมดา (Messier 31) เป็นกาแล็กซีรูปเกลียว (Spiral galaxy) คือมีลักษณะกลมแบนเหมือนจานสองใบประกบกัน มีแขนเกลียวยื่นออกมา คล้าย ๆ กันกับ แกแล็กซีทางช้างเผือกของเรา และยังเป็นกาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่กว่าแกแลคซี่ทางช้างเผือกกว่าเท่าตัว คือมีขนาดประมาณ 200,000 ปีแสง(ทางช้างเผือกขนาดประมาณ 100,000 ปีแสง) และอยู่ใกล้ทางช้างเผือกมากที่สุด
ถ้าถ่ายภาพกาแล็กซีแอนโดรเมดา ด้วยกล้องดูดาวกำลังขยายสูงมาก ๆ จะพบว่า มันมีกาแล็กซีเพื่อนบ้านเล็ก ๆ เป็นฝ้าจาง ๆ อีก 2กาแล็กซี คือ M32(NGC 221) และ M110(NGC 205)
กาแล็กซีแอนโดรเมดาจะเข้าชนกับกาแล็กซีทางช้างเผือก
กาแล็กซีแอนโดรเมดาจะเข้าชนกับกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ในอีก 4 พันล้านปีข้างหน้า กาแล็กซีใหม่ที่เกิดจากการชนถูกตั้งชื่อไว้ว่า
Milkomeda
โดยเหตุการณ์นี้แม้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่นาซ่าก็รู้ดีว่าสักวันหนึ่งการปะทะนี้จะมาถึง เพราะทุกวันนี้กาแล็กซี่แอนโดรเม

ำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงถึง 250,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 402,336 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ซึ่งเร็วพอที่จะโคจรรอบโลกของเราได้ในเวลาเพียง 6 นาทีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนมากของกาแล็กซีนั้นประกอบไปด้วยอวกาศที่ว่างเปล่า และดาวฤกษ์นั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะมีโอกาสชนกันได้ ดังนั้นในการชนกันของกาแล็กซีนั้นจะไม่ได้เป็นการชนกันที่ดุดันเท่าไหร่ มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในอนาคตตอนนั้นจะสังเกตเห็นเพียงจำนวนดาวที่เพิ่มมากขึ้นมากมายในท้องฟ้ายามค่ำคืน และเนบิวลาเกิดใหม่จำนวนมากที่เกิดจากการชนกันของแก๊สในกาแล็กซีทั้งสอง
และในท้ายที่สุด กาแล็กซีแอนโดรเมดาและกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็จะรวมตัวกันไปในที่สุด เหลือเพียงกาแล็กซีสุดท้ายเพียงกาแล็กซีเดียว
เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นักวิทยาศาสตร์นาซ่าจึงจำลองภาพขึ้นมา ซึ่งภาพที่คุณเห็นนี้คือการที่กาแล็กซี่แอนโดรเมดาพุ่งเข้ามาปะทะกับเรา และกลืนกินเรา (โดยหลักการแล้วหาก 2 กาแล็กซี่โคจรมาชนกัน กาแล็กซี่ที่เล็กกว่าจะถูกกลืนกิน) โดยแม้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงสูง แต่นักวิทย์ก็ยังเชื่อว่าโลกของเราจะยังไม่สลายไปไหน
ภาพการปะทะและหลอมรวมกันอยู่ที่นาทีประมาณ 2:50
แล้วในอนาคตราว 4,000 ล้านปีข้างหน้า กาแล็กซี่แอนโดรเม

ับทางช้างเผือกก็จะค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน ค่อยๆ รวมเป็นเนื้อเดียวกัน
ชื่อของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกกับแอนโดรเม

็จะกลายเป็นเพียงตำนานในอดีต แล้วพวกเราเหล่ามนุษย์ก็จะได้อยู่ในบ้านหลังใหม่
หลังจากผ่านไป 6,000 ล้านปี ของปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ในจักรวาลครั้งนี้ ท้องฟ้าในยามค่ำคืนของดาวที่เราเรียกว่าโลก ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นแสงเจิดจ้าที่มีสภาพตีขอบเป็นวงรี ซึ่งถ้ามนุษย์โลกยังยืนยงอยู่จนถึงจุดนั้น นี่คือท้องฟ้าที่คุณจะได้เห็น…
อย่างไรก็ตามระบบสุริยะจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักจากปรากฏการณ์ ‘กลืนกิน’ ในครั้งนี้ แต่แรงโน้มถ่วงก็จะผลักดวงอาทิตย์ไปสู่วงโคจรใหม่ รวมถึงลากโลกและดาวดวงอื่นตามไปด้วย ทั้งนี้แม้ดวงดาวของสองกาแล็กซี่จะมีมหาศาล แต่ขณะที่หลอมรวมกัน พวกมันก็จะทำแค่เพียงสวนทางผ่านกันเฉยๆ และมีโอกาสน้อยมากที่ดวงดาวเหล่านี้จะพุ่งชนกัน
วีดีโอเหตุการณ์ทั้งหมด
การกลืนกินลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกกับเหล่ากาแล็กซี่ เพราะปรากฏการณ์อันลึกล้ำนี้เคยเกิดขึ้นกับแห่งอื่นมาแล้ว และนี่คือภาพที่ถ่ายไว้ได้ด้วยกล้อง Hubble ในปี 2009
Andromeda ในกลุ่มดาว
กลุ่มดาวแอนโดรเมดา
เป็นกลุ่มดาวทางท้องฟ้าทิศเหนือ ใกล้กับกลุ่มดาวม้าบิน เมื่อลากเส้นระหว่างดาวสำคัญ จะเห็นคล้ายรูปตัวเอใหญ่ (A) แต่ผอมยาวกว่า กลุ่มดาวนี้ได้ชื่อตามเจ้าหญิงแอนโดรเมดา ในเทพปกรณัมกรีก ดาราจักรแอนโดรเมดาอยู่ในกลุ่มดาวนี้ กลุ่มดาวแอนโดรเมดาจะอยู่สูงที่สุดบนฟ้าเวลาประมาณ 21:00 น. ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ดวงดาวในกลุ่มดาวแอนโดรเมดาจัดเรียงกันเป็นรูปคล้ายผู้หญิง ดาวดวงสว่างที่เห็นได้ชัด เป็นส่วนศีรษะและเข็มขัด ส่วนแขนข้างหนึ่งคล้ายมีอะไรล่ามอยู่ (ทำให้ดูยาวกว่าแขนอีกข้าง) ดูโดยรวมแล้วจึงคล้ายกับสตรีนางหนึ่งถูกโซ่ล่ามไว้
ตำนานกลุ่มดาวแอนโดรเมดา
มีกลุ่มดาวหลายกลุ่มที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มดาวแอนโดรเมดา โดยเจ้าหญิงแอนโดรเมดา เป็นราชธิดาของราชินีแคสสิโอเปีย (Cassiopiea) และกษัตริย์เซเฟอุส (Cepheus) ซึ่งราชินีแคสสิโอเปียโอ้อวดว่า แอนโดรเมดาสวยกว่าใครทั้งหมดในแถบท้องทะเล ทำให้ราชาแห่งท้องทะเลเนปจูน (Neptune) ลงโทษ โดยการส่งสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล ชื่อ ซีตุส (Cetus) ลงมาทำลายอาณาจักรของเซเฟอุส เซเฟอุสต้องยอมส่งแอนโดรเมดาเพื่อสังเวยให้กับซีตุส แอนโดรเมดาจึงถูกล่ามโซ่ไว้กับหินที่ชายฝั่งทะเล หันไปมองดูเปอร์ซิอุส (Perseus) ที่ขี่ม้ามีปีก Pegasus มาช่วย โดยเปอร์ซิอุสหันหน้าของเมดูซ่า (Medusa) ไปทางเซตุส แล้วทำให้เซตุสเป็นหินในที่สุด
(ขอบคุณที่มา : nuging-baabor.exteen.com และ watcharaporn140.wordpress.com / โดยคุณ Madam Pince)
นาง อันโดรเมดา จากวิวาห์พระสมุทร
วิวาห์พระสมุทร เป็นบทละครพูดสลับลำ มีทั้งบทร้องและบทเจรจา เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. 2461 เนื้อเรื่องได้เค้ามาจากนิยายกรีกเก่าเชื่อว่า ถ้าใช้หญิงงามถวายแก่พระสมุทรจะช่วยให้ชาวเมืองพ้นภัยจากทะเล จุดมุ่งหมายในการพระราชนิพนธ์ ก็เพื่อพระราชทานแก่คณะเสือป่า กองเสนาหลวงรักษาพระองค์ จัดแสดงเก็บเงินบำรุงราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม ณ พระราชวังสนามจันทร์
Cr.
https://sites.google.com/site/kikzanaka39/nang-xan-dor-me
(Cr.
https://th.wikipedia.org/wiki/ วิวาห์พระสมุทร)
Andromeda multifolia
เป็นไม้พุ่มเขียวชอุ่มขนาดเล็กที่มีช่อดอกสีชมพูเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีใบเรียวยาวยาว ความสูงประมาณ 15 ถึง 30 ซม. ใบของอันโดรเมด้านั้นมีความแข็งกว่าปกติ เนื่องจากมีการสะสมของความชื้น ดอกมีลักษณะกลมคล้ายกับดอกบัว
ส่วนใหญ่จะเติบโตอยู่ในป่าบริเวณช่องเขาที่อยู่ใกล้กับป่าสน ชอบแสงแดด ในยูเครนก็สามารถพบได้ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ติดกับ เทือกเขาคาร์เพเทียน (Carpathians) แอนโดรเมดาจะบานในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนของทุกปี
เครดิตข้อมูล meekhao.com
Cr.
https://optolov.ru/th/dveri/andromeda-podbel-primenenie-i-poleznye-svoistva-andromeda.html
Cr.
https://wtfintheworld.com/secret-of-galaxy/
Cr.
https://www.facebook.com/matiponblog/posts/548913628652181/ โดย มติพล ตั้งมติธรรม
Cr.
http://narit.or.th/index.php/nso/2450-andromeda-article
Cr.
https://galaxy834blog.wordpress.com/ดาราจักรแอนโดรเมดา/
Andromeda แกแลกซี่ที่จะกลืนกินทางช้างเผือก
นักดาราศาสตร์กระแสหลักในยุคก่อนปี 1900 เชื่อว่าดาวฤกษ์ทุกดวง, ดาวเคราะห์ทุกดวง และทุกสิ่งที่เห็นกันอยู่บนท้องฟ้าล้วนอยู่ในกาแล็กซีทางเผือก และนั่นคือเอกภพหมดแล้ว นักดาราศาสตร์ในยุคนั้นจึงเชื่อว่าฝ้าที่ปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวแอนโดรเมดานั้น คือ กลุ่มแก๊สและฝุ่น ที่อยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา จึงเรียกมันว่า เนบิวลาแอนโดรเมดา
ถ้าสมมติฐานดังกล่าวเป็นจริง ก็เท่ากับว่าขนาดของเอกภพที่เคยเชื่อถือกันมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก กาแล็กซีทางช้างเผือกจากที่เคยเป็นเอกภพทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงหนึ่งในกาแล็กซีที่อาจมีอยู่มากมายในเอกภพอันไพศาล
ตอนนั้นสองนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครยอมใคร ทว่าข้อสรุปก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน โดยสุดยอดนักดาราศาสตร์ผู้มีนามว่า เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble)
เขาเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้เปลี่ยนแปลงขอบเขตของเอกภพ ด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ Hooker แห่งหอดาวดาววิลสัน( Mount Wilson Observatory) ทำการสังเกตเนบิวลาแอนโดรเมดาแล้วพบว่าภายในนั้นมีดาวฤกษ์แปรแสงชนิดเซฟีด( Cepheid) อยู่ 12 ดวงและเมื่อนำมาคำนวณหาระยะห่างแล้ว พบว่ามันอยู่ห่างจากโลกเราถึง 900,000 ปีแสง ซึ่งไกลเกินกว่าขอบเขตของกาแล็กซีทางช้างเผือกอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์พบว่าว่ากาแล็กซีแอนโดรเมดา อยู่ห่างจากโลกของเรามากถึง 2.5 ล้านปีแสง ซึ่งเท่ากับว่าเอกภพแท้จริงนั้นใหญ่กว่าที่เคยเชื่อถือกันมามาก ดังนั้นภาพกาแล็กซีที่เราเห็นในวันนี้จึงเป็นภาพเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน หากในกาแล็กซีแอนโดนเมดามีสิ่งมีชีวิตและสามารถมองมายังโลกเราได้ พวกเขาจะไม่เห็นพวกเรา แต่จะเห็นมนุษย์ในยุคหินเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน
ถ้าถ่ายภาพกาแล็กซีแอนโดรเมดา ด้วยกล้องดูดาวกำลังขยายสูงมาก ๆ จะพบว่า มันมีกาแล็กซีเพื่อนบ้านเล็ก ๆ เป็นฝ้าจาง ๆ อีก 2กาแล็กซี คือ M32(NGC 221) และ M110(NGC 205)
โดยเหตุการณ์นี้แม้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่นาซ่าก็รู้ดีว่าสักวันหนึ่งการปะทะนี้จะมาถึง เพราะทุกวันนี้กาแล็กซี่แอนโดรเม
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนมากของกาแล็กซีนั้นประกอบไปด้วยอวกาศที่ว่างเปล่า และดาวฤกษ์นั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะมีโอกาสชนกันได้ ดังนั้นในการชนกันของกาแล็กซีนั้นจะไม่ได้เป็นการชนกันที่ดุดันเท่าไหร่ มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในอนาคตตอนนั้นจะสังเกตเห็นเพียงจำนวนดาวที่เพิ่มมากขึ้นมากมายในท้องฟ้ายามค่ำคืน และเนบิวลาเกิดใหม่จำนวนมากที่เกิดจากการชนกันของแก๊สในกาแล็กซีทั้งสอง
และในท้ายที่สุด กาแล็กซีแอนโดรเมดาและกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็จะรวมตัวกันไปในที่สุด เหลือเพียงกาแล็กซีสุดท้ายเพียงกาแล็กซีเดียว
เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นักวิทยาศาสตร์นาซ่าจึงจำลองภาพขึ้นมา ซึ่งภาพที่คุณเห็นนี้คือการที่กาแล็กซี่แอนโดรเมดาพุ่งเข้ามาปะทะกับเรา และกลืนกินเรา (โดยหลักการแล้วหาก 2 กาแล็กซี่โคจรมาชนกัน กาแล็กซี่ที่เล็กกว่าจะถูกกลืนกิน) โดยแม้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงสูง แต่นักวิทย์ก็ยังเชื่อว่าโลกของเราจะยังไม่สลายไปไหน
หลังจากผ่านไป 6,000 ล้านปี ของปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ในจักรวาลครั้งนี้ ท้องฟ้าในยามค่ำคืนของดาวที่เราเรียกว่าโลก ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นแสงเจิดจ้าที่มีสภาพตีขอบเป็นวงรี ซึ่งถ้ามนุษย์โลกยังยืนยงอยู่จนถึงจุดนั้น นี่คือท้องฟ้าที่คุณจะได้เห็น…
Cr.https://sites.google.com/site/kikzanaka39/nang-xan-dor-me
(Cr.https://th.wikipedia.org/wiki/ วิวาห์พระสมุทร)
ส่วนใหญ่จะเติบโตอยู่ในป่าบริเวณช่องเขาที่อยู่ใกล้กับป่าสน ชอบแสงแดด ในยูเครนก็สามารถพบได้ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ติดกับ เทือกเขาคาร์เพเทียน (Carpathians) แอนโดรเมดาจะบานในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนของทุกปี
เครดิตข้อมูล meekhao.com
Cr.https://optolov.ru/th/dveri/andromeda-podbel-primenenie-i-poleznye-svoistva-andromeda.html
Cr.https://wtfintheworld.com/secret-of-galaxy/
Cr.https://www.facebook.com/matiponblog/posts/548913628652181/ โดย มติพล ตั้งมติธรรม
Cr.http://narit.or.th/index.php/nso/2450-andromeda-article
Cr.https://galaxy834blog.wordpress.com/ดาราจักรแอนโดรเมดา/