ตำนานของเจียวต้าย ๒๙ ก.พ.๕๙

ตำนาน "เจียวต้าย"

“ เทพารักษ์ “

ผมเคยเล่าว่า ผมต้องออกจากโรงเรียนวัดสมอราย โดยที่ไม่จบชั้นมัธยมปีที่ ๖ และได้ทำงานเป็นลูกจ้างใช้แรงงาน ในแผนกที่ ๓ กรมพาหนะทหารบก ซึ่งเป็นคลังพัสดุ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ อายุยังไม่ครบ ๑๖ ปี ใคร ๆ จึงเรียกผมว่าไอ้เปี๊ยก

ผมทำงานหนักอยู่ร่วมปี ก็มีผู้ใหญ่เมตตาเรียกไปใช้ในสำนักงาน ให้ทำหน้าที่ภารโรง ปิดเปิดสำนักงานและรับส่งหนังสือแทนเสมียน แต่ผมก็ยังนุ่งกางเกงก้นปะ และห่อข้าวไปกินมื้อกลางวันอยู่ พวกเสมียนหลายคนที่จบ ม.๖ ม.๘ เตรียมอุดม และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ก็เมตตารับอุปถัมภ์ค้ำจุนผม ให้เป็นน้องเล็ก

และคนหนึ่งในจำนวนนั้นก็ตั้งชื่อผมว่า นายห่อ แต่เขาก็เรียกกันว่า ไอ้ห่อ แทน ไอ้เปี๊ยก เพราะผมห่อข้าวมากิน จึงมีนามสกุลว่า มากินานนท์ ซึ่งผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ และใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ที่บ้านสวนอ้อยของผมในสมัย พ.ศ.๒๔๘๔ ถึง ๒๔๙๖ นั้น ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง แม่ของเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน เขาชื่อนายเล็ก อายุอ่อนกว่าผมปีเดียว แม่ของเขาเรียกแม่ของผมว่าคุณพี่ ผมอาศัยกินข้าวบ้านเขาโดยจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย เพราะที่บ้านผมมีแม่ป่วยไม่สามารถทำครัวได้ ผมต้องหิ้วกับข้าวจากบ้านนี้ไปให้แม่กินทุกเช้าเย็น ตลอดเวลาที่ผมทำงานที่ กรมพาหนะทหารบก

เมื่อแม่ผมตาย พ.ศ.๒๔๙๕ ผมก็มาเกณฑ์ทหารพร้อมกับเล็กใน พ.ศ.๒๔๙๖ แต่ได้พักรอเรียกทั้งปี กลับมาเข้ากองประจำการ พ.ศ.๒๔๙๗ เขาไปสังกัดกรมทหารราบที่ ๑๑ บางเขน ผมอยู่ กองร้อยกองบัญชาการกองทัพที่ ๑ ที่ตั้งโรงเรียนราชวินิตเดี๋ยวนี้

เมื่อผมออกรับราชการเป็นนายสิบทหารสื่อสาร เขาก็พ้นการเกณฑ์ทหารสองปี เราก็มาคบหาสมาคมกันอีก เขาอุปสมบทที่วัดส้มเกลี้ยง พ.ศ.๒๕๐๐ ขณะที่กำลังสร้างสะพานกรุงธน ข้างวัดนั่นเอง เมื่อออกพรรษา เขาก็ชวนเพื่อนที่บวชพร้อมกัน ซึ่งเป็นเด็กรุ่นน้องผม เรียนที่โรงเรียนวัดสมอราย ห่างจากผมห้าปี มาเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง คนนี้ชื่อนายออด อาชีพเป็นครูโรงเรียนราษฎร์

ส่วนนายเล็กไปทำงานเป็นลูกจ้าง กระทรวงคมนาคม แต่ครอบครัวของเขาย้ายบ้านไปอยู่แถวดินแดงห้วยขวางแล้ว เขาก็ยังแอบอยู่ที่บ้านเก่า ซึ่งยังไม่มีคนมาเช่าต่อ และถูกตัดไฟฟ้าไปแล้ว ต้องจุดเทียนกินเหล้ากันบ่อย ๆ จึงได้ชื่อเล่นใหม่จากผมว่า นายผี

ต่อมานายออดแต่งงานแล้ว ไปอยู่บ้านแม่ยายที่ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท นายผีออกจากกระทรวงคมนาคม ไปเป็นนายท่ารถเมล์ขนส่ง ที่ซอยเอกมัย และไปอยู่กับครอบครัวที่ห้วยขวาง แต่เราก็ยังพบกันอยู่ และชวนกันไปเที่ยวทัศนาจร หรือขบวนการย้ายที่กินเหล้า กันอยู่เสมอ และในโอกาสหนึ่งเราได้รับรู้ว่าคำว่า เพื่อนสนิท นั้นคนจีนเขาเรียกว่า เจียวต้าย เราก็ชอบใจรับเอามาเป็นชื่อกลุ่มของเราซึ่งมีเพิ่มขึ้นมามากกว่าสามคนแล้ว

คนต่อมาคือพี่สันต์ เพื่อนผู้มีอาวุโสที่เคยอุปถัมภ์ผมมาก่อน จากกรมพาหนะทหารบกนั่นเอง เขาแก่กว่าผมประมาณห้าปี ผมก็ลากเขามาเข้าวงเหล้าของเรา เขาก็คุยกันได้ดีกับเพื่อนของผม ทั้งนายออด นายผี และเพื่อนจากกรมการทหารสื่อสาร คือ นายแมวและนายหงอก

นายแมวนั้นเข้ารับราชการ ในแผนกเดียวกับผมเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๘ ผมเพิ่งเป็นนายสิบใหม่ เขาเป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งเสมียน ต่อมาเมื่อได้รับการฝึกวิชาทหารแล้ว เขาก็ติดยศสิบตรี ขณะที่ผมเป็นสิบโท เขามีอายุอ่อนกว่าผม ๖ ปี เมื่อทำงานร่วมกันไปเขาก็นับถือผมเป็นลูกพี่ เพราะผมมีวิชาเสมียนมาจากที่ทำงานเก่าหลายปี ผมก็เลยชวนเขาเข้ามาอยู่ในแก๊งเจียวต้าย พร้อมกับนายหงอก ซึ่งเป็นนักเรียนนายสิบนอนหมวดเดียว กองร้อยเดียวกับผม เขาอายุเท่านายแมว แต่ผมหงอกมาตั้งแต่หนุ่ม เขาเคยเรียนที่โรงเรียนวัดแจ้งด้วยกันมาก่อน ก็เลยเพิ่มเป็นหกคน

คนที่เจ็ดชื่อนายต๋อง ก็เป็นคนที่คุ้นเคย กับนายแมวมาก่อนเหมือนกัน ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นอยู่แถวซังฮี้ด้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำ ซึ่งเป็นวังของเจ้านายสมัยก่อน และนายแมวเคยเป็นศิษย์วัดขวิด ใกล้ท่าน้ำสามเสนด้วย เมื่อพบกับผมเขาทำงาน เป็นพนักงานขับรถของนายใหญ่ บริษัทผลิตสุราที่ได้รับสัมปทานจากโรงงานบางยี่ขัน

และคนที่แปดชื่อนายพึง เป็นเพื่อนครูเรียนสำเร็จปริญญาตรีมาด้วยกันกับนายออด สอนคนละโรงเรียน แต่มาสอนโรงเรียนผู้ใหญ่ที่วัดตรีทศเทพด้วยกัน ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า การศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน.นั่นเอง ในพ.ศ.๒๕๐๙ ผมได้บันทึกเป็นบทกลอนไว้ว่า

อัน”เจียวต้าย”ความหมายเป็นไฉน
จะบอกให้หายแคลงแจ้งประจักษ์
คือเพื่อนฝูงใกล้ชิดสนิทนัก
ร่วมใจภักดิ์ไม่หลีกเร้นเป็น”เพื่อนตาย”

คนที่หนึ่ง นายออด ยอดเจรจา
สติปัญญาเป็นเลิศประเสริฐหลาย
คราวคับขันเพื่อนฝ่าฟันอันตราย
แก้เรื่องร้ายให้คลายดีทุกทีไป

คนที่สอง นายผี มีความซื่อ
เพื่อนยึดถือความจริงไม่อิงไหน
ไม่กลับกลอกยอกย้อนให้อ่อนใจ
ลงรักใครรักจริงไม่ทิ้งกัน

คนที่สาม นายสันต์ นั้นใช่ชั่ว
เป็นพ่อครัวหัวมนคนขยัน
ชอบปีนป่ายเขาเล็กใหญ่ไม่สำคัญ
แต่ปากนั้นไม่ว่างช่างวิจารณ์

คนที่สี่ นายแมว มีแววหล่อ
เด็กติดกรอคนแก่ชมคารมหวาน
ทั้งนอบน้อมถ่อมตนทนรำคาญ
ใครเรียกขานไม่ปัดขัดศรัทธา

คนที่ห้า นายพริ้ง ลิงไม่สู้
หน้าบู้หู้หัวหงอกเป็นดอกหญ้า
เพื่อนเข้าถึงที่ใดได้เฮฮา
ฝอยเป็นบ้าน้ำเหลือเฟือเนื้อไม่มี

คนที่หก นายต๋อง รองนายพริ้ง
เขาแน่จริงงามขำตัวดำปี๋
ชอบหัวเราะเยาะฟ้าท่าเข้าที
พูดยวนยีอยู่โรงเหล้าเมาทุกเย็น

คนที่เจ็ด นายพึง เพิ่งซึ้งจิต
เป็นบัณฑิตชั้นดีฝีมือเด่น
เรื่องโคลงกลอนเขียนง่ายไม่ลำเค็ญ
เคยได้เห็นน้ำใจกว้างใหญ่ครัน

คนที่แปด นายห่อ พ่อหูกาง
เป็นคนวางแผนเที่ยวไปดังใจฝัน
เรื่องกินดื่มเดินทางพักและควักตังค์
หมออยากดังเพื่อนว่าเก่งเลยเบ่งจม

ทั้งแปดคนดลมาเจอเป็นเกลอแก้ว
คบกันแล้วใกล้ชิดสนิทสนม
แม้ต่างวัยต่างจิตใจไม่ปรารมภ์
ร่วมอุดมคติทำสิ่งสำราญ

ต่างรักกันแน่นเหนียวเป็นเกลียวเชือก
มิได้เลือกยศศักดิ์อัครฐาน
มิตรภาพซาบซึ้งตรึงดวงมาน
ยั่งยืนนานคงมั่นนิรันดร

แม้ต่อไปได้ดีมีความสุข
แม้ทนทุกข์เทวษร้ายสุดถ่ายถอน
แม้ห่างกันแสนไกลไม่อาทร
แม้ม้วยมรณ์ชีพลับดับชีวา

จะคบกันต่อไปไม่ทิ้งขว้าง
จะช่วยกันทุกทางดังปรารถนา
จะคิดถึงกันไว้ไม่โรยรา
จะรักษา”เจียวต้าย”ไม่หน่ายเอย.

คณะเจียวต้ายอยู่มาจนถึงเดือน มกราคม ๒๕๑๐ นายออดก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน ขณะจะขึ้นรถสองแถวไปทำงาน ฌาปนกิจศพที่วัดธาตุทอง เราจึงเอาวันเกิดของเขาคือ ๒๒ ธันวาคม เป็นที่ระลึกวันเจียวต้าย มีการนัดพบกันทุกปี

แต่ต่อมานายพึงได้พาเพื่อนครูโรงเรียนเทเวศร์มาเข้าพวกอีกคนหนึ่งคือ พี่มี ส่วนผมก็ได้เพิ่มอีกคน คือ นายต่อ เป็นพันจ่าทหารอากาศ และเมื่อถึง พ.ศ.๒๕๒๐ นายพึงก็ได้ชักชวนเพื่อนครูสวนกุหลาบ ที่เขารับราชการอยู่มาเข้าพวกเจียวต้ายอีกสองคน คือนายชัน และนายจินต์ ส่วนผมก็ได้ชักชวนเพื่อนร่วมก๊งมาเข้าพวกอีกสองคน คือ นายสิทธิ์ เป็นจ่าสิบเอกทหารสื่อสาร และ นายเหนียน เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนวัดสมอราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

ผมได้เขียนสรรพคุณของเขาไว้ว่า

คนที่เก้า ครูมี รุ่นพี่ใหญ่
ซึ้งน้ำใจมานานเนไม่เหหัน
เพื่อนเอาไงเอาทุกท่าไม่ว่ากัน
ความรู้นั้นแน่นหนาภาษาไทย

คนที่สิบ นายต่อ หล่อเข้าท่า
ลูกทัพฟ้าแต่รักมั่นไม่หวั่นไหว
ยอดใจเย็นไม่เห็นโกรธลงโทษใคร
รินเรื่อยไปแต่ดื่มนิดไม่ติดลม

ฯลฯ

ที่สิบเอ็ดคือนายชันนั้นเป็นครู
เพื่อสอนอยู่ ส.ก.ดูหล่อเหลา
จากสองศูนย์ได้พบกันมันไม่เบา
โอ้เพื่อนเราคงสบายขายข้าวแกง

ที่สิบสองนายจินต์ชอบกินผัก
ดูน่ารักแม้ตัวใหญ่ไม่กำแหง
ทำตามกฎที่วางไว้ไม่คลางแคลง
มีเรี่ยวแรงดื่มเท่าไรก็ไม่เมา

ที่สิบสามนาย สิทธิ์ มีฤทธิ์มาก
ทนลำบากอยู่ทีวีไม่มีเหงา
ทั้งถ่ายกล้องเก่งกาจมาดไม่เบา
อยู่นานเข้ากำกับเวทีเพื่อนดีใจ

คนสุดท้ายยอดชายคือนาย เหนียน
เที่ยววนเวียนกับพวกเราเจ้ามือใหญ่
ศิษย์ราชาห้องเคียงข้างไม่ห่างไกล
เพิ่งซึ้งในพงศ์เผ่าเหล่าเจียวต้าย

ปีสามแปดเอ่ยชื่อมาดังว่าแล้ว
เป็นเพื่อนแก้วต่อไปไม่แหนงหน่าย
ปี่สี่แปดคงอยู่ได้ไม่วุ่นวาย
แม้ลับหายชื่อคงอยู่คู่กันเอย.

เพื่อนกลุ่มที่ใช้สัญลักษณ์ว่า เจียวต้าย ได้คบหาสมาคมกันต่อมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ถึงสามสิบสี่ปี ใน พ.ศ.๒๕๔๔ ก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน ตามหลักของความเปลี่ยนแปลงที่เป็นอนิจจัง

เดือนมีนาคม ๒๕๒๙ นายต่อก็เสียชีวิต ด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตก

เดือนสิงหาคม ๒๕๓๘ นายสิทธิ์ ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในหลอดอาหาร

เดือน พฤศจิกายน ๒๕๓๙ พี่สันต์ ก็เสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์

ซึ่งผมได้บันทึกไว้ตามลำดับ ดังนี้

อันเจียวต้ายความหมายไม่เคยเปลี่ยน
คงวนเวียนอยู่ด้วยกันฉันท์เพื่อนเก่า
ตัวห่างไกลแต่ใจชิดติดเหมือนเงา
รวมกันเข้าเป็นเพื่อนตายจนวายปราณ

ต่างผูกพันขันเกลียวเสี้ยวศตวรรษ
เห็นหลัดหลัดเจ็ดหายไปเรียกไม่ขาน
สิ่งที่หวังตั้งไว้ไม่ยืนนาน
เมื่อถึงกาลก็เปลี่ยนไปไม่คงทน

ออด สันต์ ต่อ และนายสิทธิ์ เพื่อนคิดจาก
แล้วจึงพรากกันไปไม่เห็นหน
ส่วน นายผี กับ ครูมี อีกสองคน
ท่านหลุดพ้นกิเลสแล้วจึงลาไกล

เหลือ นายแมว เพื่อนแก้วดื่มโซดา
ดูเข้าท่าแม้ขัดเขินแต่เดินไหว
นายหงอก นั้นไม่ขาดงานแต่บ้านไกล
ดื่มใสใสพอสนุกแล้วลุกลา

แต่ นายต๋อง นั่งเหงาต้องเฝ้าบ้าน
เพื่อนเคยผ่านไปใกล้ให้ดูหน้า
เหมือน นายพึงหายไปใช่เฉื่อยชา
เดินสามขาต้องอาศัยลูกชายส่ง

ส่วนนายชัน รับบำนาญพาลย้ายที่
ยังอยู่ดีด่านช้างไกลใช่ลืมหลง
พบ นายจินต์ ทีไรได้ตั้งวง
แต่ไม่ชงกินน้ำหวานบานตะไท

เหลือ นายห่อ กับ นายเหนียน ชวนเวียนแก้ว
ไม่คลาดแคล้วชนทุกทีที่ไหนไหน
ได้จ่ายทิปเด็กเสริฟที่ถูกใจ
ถึงใกล้ไกลไปกันไม่หวั่นกลัว

อันเจียวต้ายอยู่มานานผ่านร้อนหนาว
จนล่วงเข้าสามสิบสี่นี้ใช่ชั่ว
ฟื้นความหลังขึ้นมาเล่าใช่เมามัว
อยากให้รู้กันทั่วเรื่องจริงจัง

สิ่งที่เกิดย่อมผันแปรแน่ทั้งหมด
ธรรมดาปรากฏไม่ผิดหวัง
เหลือกี่คนอยู่กันไปไม่จีรัง
เจียวต้าย ยังคงความหมายไม่คลายเอย.

ถัดมาอีกสี่ปี ถึง พ.ศ.๒๕๔๘ ผมก็เข้ามารู้จักอินเตอร์เนต และเวปพันทิป เมื่อสมัครเป็นสมาชิก จะใช้ชื่ออะไรก็ซ้ำ จึงหวนนึกขึ้นมาได้ถึงคำว่า เจียวต้าย ซึ่งกำลังจะสูญหายไป ด้วยความเสียดายในความหมายที่ติดตรึงอยู่ในจิตใจ มาเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ จึงใช้ชื่อนี้เป็นนามปากกา หรือล็อคอิน ซึ่งเชื่อโดยสุจริตใจ ว่าไม่มีใครคิดมาซ้ำอย่างแน่นอน

และนามนี้ก็จะยืนยงคงอยู่คู่กับพันทิป ไปอีกนานแสนนาน แม้ว่าผมและเพื่อนสนิท ทุกคนในกลุ่มนี้

จะตายจากโลกนี้ไปจนหมดแล้วก็ตาม.

############

จากคุณ : เจียวต้าย
เขียนเมื่อ : 13 ก.ย. 52 12:44:04
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่