นักวิจัยหญิงแอฟริการางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จากลูกคนขับรถบรรทุกสู่นักพัฒนชุมชนกว่า 500,000 แห่งในแอฟริกา

จากลูกสาวคนขับรถบรรทุกสู่ความสำเร็จในการพัฒนาและช่วยเหลือชุมชนกว่า 500,000 แห่งทั่วทวีปแอฟริกา จนได้รับเกียรติเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการสาธารณสุข ประจำปี 2555 ร่วมกับผู้ได้รับรางวัลสาขาการแพทย์ เซอร์ไมเคิล เดวิด รอว์ลินส์ ประธานสถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ สหราชอาณาจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา



"ครั้งแรกที่เห็นจดหมายแจ้งว่าตัวเองได้รับรางวัลนี้ คิดเลยว่าสงสัยจะอ่านผิด ใช่เราจริงๆ เหรอ เพราะดิฉันไม่เคยคิดว่างานที่ทำจะได้รับเกียรติและมีคนตระหนักว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ขนาดเดินทางมาถึงเมืองไทยแล้วก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับรางวัลนี้จริงๆ ต้องบอกว่าภูมิใจและดีใจมากๆ ที่เป็นหนึ่งในผู้ได้รับเกียรติอันสูงสุด"



ดร.อูเช เวโรนิกา อะมาซิโก อดีตผู้อำนวยการโครงการควบคุมโรคตาบอดจากพยาธิในทวีปแอฟริกา องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไนจีเรีย กล่าวอย่างปลื้มใจในงานแถลงข่าวของผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2555 ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนเล่าถึงที่มาของงานสาธารณสุขที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง



"ตอนที่ยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในไนจีเรีย ดิฉันศึกษาเรื่องการ กระจายและการระบาดของโรคพยาธิหลายชนิด รวมถึงโรคมาลาเรีย และโรคตาบอดจากพยาธิ (Onchocerciasis หรือ River Blindness ที่คนไทยเรียกว่าโรคตาบอดแถบแม่น้ำ) ไม่นานนักจากการค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องโรคเหล่านี้ ดิฉันพบกับหญิงสาวตั้งครรภ์และเป็นโรคตาบอดจากพยาธิ เธอชื่อว่า "แอ๊กเนส"



แอ๊กเนสถูกสามีทอดทิ้งและป่วยด้วยโรคร้าย ซึ่งไม่เพียงทำให้เธอตาบอด แต่พยาธิยังเข้าสู่กระแสเลือด ผิวหนังจึงมีอาการแสบคันและเป็นแผลเรื้อรัง การได้พบกับแอ๊กเนสเป็นแรงผลักดันให้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องช่วยคนที่เป็นโรคแบบนี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยผู้หญิงที่ไม่มีปากเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือ หรือถูกสามีผลักไสให้เผชิญชะตากรรมด้วยตัวเองอย่างแอ๊กเนส



ดิฉันเริ่มจากใช้เงินส่วนตัวที่พอมีรักษาแอ๊กเนสให้หายดี ระหว่างนั้นก็ศึกษาว่าจะมีวิธีใดในการควบคุมและป้องกันโรคนี้ บังเอิญว่ามียาตัวหนึ่งคือ "ไอเวอร์เมกติน (Ivermectin)" ซึ่งบริษัทเมิร์กได้สนับสนุนยาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ถือได้ว่าเป็นความโชคดีที่มีบริษัทยาเห็นความสำคัญของคนยากไร้และไม่มีที่พึ่ง



ตอนนั้นดิฉันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการควบคุมโรคตาบอดจากพยาธิในทวีปแอฟริกา องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไนจีเรีย มีพร้อมทั้งองค์ความรู้และกำลังสนับสนุน แต่ใช่ว่าจะง่ายไปซะทุกเรื่อง เพราะต้องคิดหาวิธีให้ยาเหล่านี้เข้าไปถึงคนในชุมชนและสามารถช่วยพวกเขาได้จริงๆ



ดร.อามาซิโกกล่าวต่อว่า ด้วยความเป็นผู้หญิงและอยู่ในสังคมแอฟริกาซึ่งส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับผู้ชายเป็นหลัก การจะผลุนผลันเข้าไปแนะนำออกคำสั่งให้ชาวบ้านทำตามจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะค่านิยมและประเพณีเป็นสิ่งที่สืบสานมาจากบรรพบุรุษ ตนเองเป็นคนแอฟริกาเหมือนกันจึงเข้าใจและเคารพวิถีชีวิตท้องถิ่น



เมื่อการรุกหน้าเข้าหาชุมชนใช้ไม่ได้ จึงให้ชุมชนเป็นฝ่ายเลือกอาสาสมัครออกมาแทน จากนั้นจึงพูดคุยสร้างความเข้าใจว่าทำไมต้องรักษาโรคนี้ ทำไมต้องกินยาแผนปัจจุบัน ซึ่งขัดกับความเชื่อของชาวบ้านที่นิยมใช้สมุนไพร ไม่ก็พิธีทางศาสนาในการรักษา เมื่อตัวแทนชุมชนเข้าใจ คนในหมู่บ้านก็พร้อมจะเปิดใจลองรักษาในแบบของเรา



"ดิฉันร่วมพัฒนาชุมชนเหล่านี้จนเป็นชุมชนที่กำหนดการรักษาได้ หรือ "ชุมชน ผู้กำหนด" (Community-Direct Treatment) รวมทั้งกระจายยารักษาโรคตาบอดจากพยาธิได้มากกว่า 500,000 ชุมชนใน 19 ประเทศทั่วแอฟริกา และยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพในชุมชน ส่งผลให้วิกฤตของโรคนี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง สามารถป้องกันโรคได้ปีละกว่า 40,000 คน โดยคาดว่าภายในปี 2558 ชาวแอฟริกากว่า 90 ล้านคนต่อปี จะได้รับยาตัวนี้อย่างโรคสม่ำเสมอเพื่อลดการแพร่ระบาด และกำจัดโรคให้หมดไปจากชุมชน



ที่สำคัญชุมชนผู้กำหนดยังมีบทบาทต่อระบบให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นเพื่อควบคุมโรคอื่นๆ ด้วย ซึ่งชาวแอฟริกันราว 11 ล้านคนได้รับประโยชน์จากการควบคุมมาลาเรีย และอีก 37 ล้านคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณสุข"



ดร.อามาซิโกยังกล่าวถึงระบบการแพทย์-การสาธารณสุขในไทยว่า มีการจัดการที่ดีอยู่แล้ว จะต่างกับวิธีของตนตรงที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมน้อยกว่า ไทยใช้การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล แล้วจึงส่งไปประจำตามชุมชน



"ไม่ใช่ว่าแนวทางนี้ผิด แต่การให้ชุมชนได้เลือกคนที่เขาไว้ใจและกลับเข้าไปแนะนำโน้มน้าวคนในพื้นที่กันเองจะให้ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้เด่นชัดกว่า อีกอย่างคนนอกชุมชนไม่รู้ถึงปัญหาที่แท้จริงเหมือนกับคนในชุมชนนั้นๆ หากจะให้ดิฉันแนะนำก็คงฝากให้นำเอาหลักชุมชนผู้กำหนดไปปรับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งคนเมืองและคนชนบท

โดยรวมดิฉันมองว่าเมืองไทยสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว วันแรกที่เดินทางมาถึง ทุกอย่างที่ได้เห็นและสัมผัสล้วนเป็นความประทับใจอันน่าจดจำ ดิฉันเพิ่งเคยมาไทยครั้งแรก เพิ่งได้รู้ว่าประเทศของคุณมีวัฒนธรรมที่น่าทึ่ง ประเพณีที่น่าสนใจ แน่นอนว่าอาหารยังอร่อยสมคำร่ำลือด้วย"


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROc1lXUXdNVEExTURJMU5nPT0=&sectionid=TURNeE5BPT0=&day=TWpBeE15MHdNaTB3TlE9PQ==



เพจ "ข่าวดี"
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5/125262077559921
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่