การที่พระพุทธเจ้าเสวยสูกรมัททวะนั้น มิใช่เพราะทรงต้องการเร่งการปรินิพพาน แต่เป็นเพราะเหตุผลหลายประการ ดังนี้
* สูกรมัททวะเป็นอาหารบิณฑบาตสุดท้าย:
* พระพุทธเจ้าทรงรับบิณฑบาตจากนายจุนทะ กัมมารบุตร ซึ่งเป็นอาหารที่นายจุนทะตั้งใจถวายด้วยความเคารพ
* พระพุทธเจ้าทรงฉันภัตตาหารที่ชาวบ้านนำมาถวายตามปกติวิสัยของพระภิกษุ ไม่ทรงเลือกอาหาร
* แสดงธรรมและปกป้องนายจุนทะ:
* หลังจากเสวยสูกรมัททวะ พระพุทธเจ้าทรงมีพระอาการประชวรหนัก แต่ทรงแสดงธรรมให้นายจุนทะเกิดความปีติ และตรัสว่าการถวายภัตตาหารครั้งนี้มีอานิสงส์มาก
* พระองค์ทรงป้องกันมิให้นายจุนทะถูกตำหนิว่า เป็นผู้ทำพระองค์ให้ปรินิพพาน
* แสดงความไม่ยึดติดในสังขาร:
* พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าสังขารไม่เที่ยง มีความเสื่อมเป็นธรรมดา การเสวยสูกรมัททวะแล้วปรินิพพาน จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในชีวิต
* ความหมายของสูกรมัททวะ:
* สูกรมัททวะนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ของนักวิชาการ ซึ่งมีทั้งความคิดเห็นที่ว่า คือ เนื้อสุกรอ่อน หรือเห็ดชนิดหนึ่ง หรืออาหารของทวยเทพ จึงอาจไม่ใช่อาหารที่เป็นพิษโดยตรง
สรุปได้ว่า การเสวยสูกรมัททวะของพระพุทธเจ้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยหลายประการ มิใช่การเลือกเพื่อเร่งการปรินิพพาน
วิปัส
* สูกรมัททวะเป็นอาหารบิณฑบาตสุดท้าย:
* พระพุทธเจ้าทรงรับบิณฑบาตจากนายจุนทะ กัมมารบุตร ซึ่งเป็นอาหารที่นายจุนทะตั้งใจถวายด้วยความเคารพ
* พระพุทธเจ้าทรงฉันภัตตาหารที่ชาวบ้านนำมาถวายตามปกติวิสัยของพระภิกษุ ไม่ทรงเลือกอาหาร
* แสดงธรรมและปกป้องนายจุนทะ:
* หลังจากเสวยสูกรมัททวะ พระพุทธเจ้าทรงมีพระอาการประชวรหนัก แต่ทรงแสดงธรรมให้นายจุนทะเกิดความปีติ และตรัสว่าการถวายภัตตาหารครั้งนี้มีอานิสงส์มาก
* พระองค์ทรงป้องกันมิให้นายจุนทะถูกตำหนิว่า เป็นผู้ทำพระองค์ให้ปรินิพพาน
* แสดงความไม่ยึดติดในสังขาร:
* พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าสังขารไม่เที่ยง มีความเสื่อมเป็นธรรมดา การเสวยสูกรมัททวะแล้วปรินิพพาน จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในชีวิต
* ความหมายของสูกรมัททวะ:
* สูกรมัททวะนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ของนักวิชาการ ซึ่งมีทั้งความคิดเห็นที่ว่า คือ เนื้อสุกรอ่อน หรือเห็ดชนิดหนึ่ง หรืออาหารของทวยเทพ จึงอาจไม่ใช่อาหารที่เป็นพิษโดยตรง
สรุปได้ว่า การเสวยสูกรมัททวะของพระพุทธเจ้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยหลายประการ มิใช่การเลือกเพื่อเร่งการปรินิพพาน