ไม่มีไม่ได้แล้ว....ตราสารหนี้ไทยน่าสนใจกว่าต่างประเทศ

กองทุนตราสารหนี้ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการตัดสินใจว่าควรเลือกกองทุนไหน มีหลายองค์ประกอบ เช่น สัดส่วนของหุ้นกู้เอกชนและอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ กองทุนที่มีสัดส่วนของหุ้นกู้เอกชนมากหรือมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ยาวมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น
 
ในปี 2024 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เหนือตลาดหุ้นอื่นๆ โดยดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 25% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้นกว่า 29% จนราคาปัจจุบันมีระดับการซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตคือ P/E ratio ของดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq อยู่ที่ 27.2 เท่า และ 41 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 23.6 เท่า และ 38.7 เท่า ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ. 2025) อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มได้รับแรงกดดันจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดได้กลับมาสานต่อนโยบาย America First เริ่มด้วยการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกเป็น 25% (ยกเว้นการนำเข้าพลังงานจากแคนาดาที่อัตราภาษี 10%) และจีนอีก 10% รวมถึงการขู่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ความไม่แน่นอนของนโยบาย Trump 2.0 รวมถึงสงครามการค้าที่ร้อนระอุขึ้นจะทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้นตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้เองการลงทุนในตราสารหนี้จึงเป็นคำตอบที่โดดเด่นขึ้นมาทั้งในด้านผลตอบแทนที่น่าสนใจและประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงจากหุ้น

ทีนี้คำถามคือ ตราสารหนี้แบบไหนที่จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด อันที่จริงเราไม่ต้องมองไปไหนไกล เพราะตราสารหนี้ไทยก็น่าสนใจทั้งในมุมมองจากภายในและทางเลือกจากภายนอกประเทศ โดยปัจจัยภายในประเทศที่สนับสนุนหลักๆ มาจากแนวโน้มที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ถึง 2 ครั้ง ในปีนี้ ไปที่ระดับ 1.75% สืบเนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่อาจจะชะลอตัวลงจากแรงส่งของภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงและแรงกดดันในภาคการส่งออกภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าอันเข้มข้นของสหรัฐฯ

มากไปกว่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทยก็ดูดีกว่าเพราะตลาดตราสารหนี้ไทยมีความผันผวนของราคาน้อยกว่าสหรัฐฯ จากการที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีประเด็นความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออย่างในสหรัฐฯ ซึ่งหากเราพิจารณาแนวทางนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะพบว่า “America First” เป็นส่วนสำคัญที่อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดหรืออาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อพลิกกลับมาสูงขึ้น จน FED ต้องชะลอแผนการลดดอกเบี้ย 

การลงทุนในตราสารหนี้ของไทยในปัจจุบันถือว่าได้ดอกเบี้ยมากกว่าหลายปีก่อนมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดขยับเพิ่มขึ้นมากในช่วงปี 2021-2025 จาก 0.59% เป็น 2.09% (อ้างอิงดอกเบี้ยพันธบัตรระยะ 5 ปี) และเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นตัวอย่างหุ้นกู้เอกชนของไทยที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ A อายุ 5 ปี เสนอขายที่อัตราดอกเบี้ยราว 3% ตอนต้นปี 2021 ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยที่เสนอขายเพิ่มขึ้นมาที่ 3.48%แล้ว 

มากไปกว่านั้นการที่ FED อาจจะไม่รีบร้อนลดดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐฯกับไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 2% และอาจปรับเพิ่มขึ้น หาก FED ชะลอการลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะกดดันผลตอบแทนของตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะสกุลดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 1 ปี ปัจจุบัน ได้ผลตอบแทนที่ราว 2% เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุเท่ากันที่แม้จะให้ผลตอบแทนในสกุลดอลลาร์สูงถึง 4% โดยประมาณ ( ข้อมูล ณ วันที่ 6 ก.พ. 2025) แต่พอหักต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่ 2% ไปแล้วก็จะเหลือผลตอบแทนเข้ากระเป๋านักลงทุนเพียง 2% เท่านั้น

กองทุนตราสารหนี้ไทย จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการตัดสินใจว่าควรเลือกกองทุนไหน มีหลายองค์ประกอบ เช่น สัดส่วนของหุ้นกู้เอกชนและอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ กองทุนที่มีสัดส่วนของหุ้นกู้เอกชนมากหรือมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ยาวมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น แต่แลกมาด้วยความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของราคารายวันหรือรายสัปดาห์ที่จะมากขึ้นด้วย สุดท้ายอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือขนาดของกองทุน หากเลือกลงทุนในกองทุนขนาดใหญ่ ก็จะเพิ่มความมั่นใจว่าผู้จัดการกอทุนจะสามารถกระจายการลงทุนได้มากกว่าและดีกว่ากองทุนขนาดเล็กอีกด้วย

Cr. https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1166821


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่