Interstellar ด้วยรักและศรัทธา
- - - -
Interstellar เป็นหนังแนว science fiction drama กำกับโดย Christopher Nolan ออกฉายครั้งแรกในปี 2014 เล่าถึงการเดินทางของนักบินอวกาศกลุ่มหนึ่งออกไปยังกาแลคซี่อื่นเพื่อหาดาวดวงใหม่ที่จะอพยพคนไปอาศัยแทนโลกที่มีอาการผิดปกติรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาถือเป็นการครบรอบ 10 ปีของหนังเรื่องนี้ majorcineplex จึงนำ Interstellar กลับมาฉายอีกครั้งในโรง Imax เป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
ถ้าจำไม่ผิดจะฉายถึงวันที่ 15 ม.ค. 2025
- - - -
ในช่วงปี 2014 ด้วยวัยของผู้เขียนขณะนั้นนิยมหนังแนว Action มากกว่า เช่น 300, Edge of Tomorrow และหนังจักรวาลมาเวล จึงมองว่า Interstellar ที่เป็นแนว science fiction ที่ค่อนข้างสมจริงนั้นไม่น่าจะสนุก เลยไม่ได้ไปดู แต่ก็ได้ยินคำบอกเล่าถึงความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ
ปี 2025 ด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มขึ้นและสามารถดูหนังอย่าง Oppenheimer ซึ่งเป็นแนวดราม่าที่กำกับโดย Christopher Nolan ได้สนุก พอได้ข่าวจึงตัดสินใจลองเข้าไปดู Interstellar ในโรง
- - - -
แม้หนังจะนานถึง 10 ปี แต่ด้วยความไม่ค่อยสนใจ ผู้เขียนจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Interstellar มากนัก ที่ผ่านตาก็เช่น meme ที่เอาช่วงหนึ่งของหนังมาทำและเคยฟังเพลง OST ของหนัง 1-2 เพลง แบบผ่าน ๆ
ข้อมูลเบื้องหลังและแนวคิดการสร้าง อะไรทำนองนี้ ไม่เคยอ่านหรือฟังเลย
ในส่วนของเนื้อเรื่อง จะขอข้ามไป เพราะหนังมัน 10 ปีแล้ว คงไม่โกรธที่จะไม่ติดเตือนว่าสปอย
- - - -
สิ่งที่น่าสนใจของ Interstellar ตอนที่ผู้เขียนเข้าไปดูคือเพลงประกอบ
Interstellar เป็นหนังแนว science ดังนั้น ถ้าเพลงประกอบจะมีอารมณ์หรือความไซไฟก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่พอนั่งดูไป ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกว่ากำลังนั่งอยู่ในองค์กรทางอวกาศ, สถานีอวกาศหรือยานอวกาศเลย
แทบทั้งเรื่องกลับรู้สึกว่าเหมือนกำลังนั่งอยู่ในโบสถ์มากกว่า
ผู้เขียนมารู้ทีหลังว่า ในการสร้างเพลงประกอบนั้น Hans Zimmer ผู้แต่งเพลงได้เลือกใช้ Organ ที่ติดตั้งในโบสถ์แห่งหนึ่งที่ London เป็นเครื่องดนตรีหลัก ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ก็ว่ากันไป
แต่การเลือกใช้ Organ กลับทำให้ ในมุมของผู้เขียน เพลงประกอบให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโบสถ์
- - - -
พอดูจบ ผู้เขียนถึงขึ้นประโยคหนึ่งที่คนมักพูดถึง Interstellar ว่าเป็นหนังซึ่งเล่าถึง ความรัก ว่ามันสามารถข้ามผ่านมิติและเวลาได้
ก็ ใช่
แต่ผู้เขียนกลับมองไปยังสิ่งที่เป็นรากเหง้ายิ่งกว่านี้
ศรัทธา อันเกิดจากความเชื่อมั่น
- - - -
ในเรื่องเราจะเห็นได้มันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์อันเกิดจากความเชื่อมั่นและศรัทธา
ทั้งแบบคนกับคนหรือแบบคนกับหุ่นยนต์
ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ทั้งในรูปแบบของมิติและ/หรือเวลา
แล้วพอผู้เขียนมองว่าแก่นของเรื่องนี้คือความเชื่อและศรัทธา ก็อดคิดไม่ได้ว่าสมัยก่อนที่มีการเดินเรือเพื่อหาดินแดนใหม่แล้วต้องลอยอยู่กลางทะเลสุดลูกหูลูกตา จิตใจของพวกเขาจะเป็นยังไง
เคยคิดไหมว่าปลายทางที่พวกตนจะไปมันมีจริงไหม แล้วจะไปถึงไหม
ยังเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตนเลือกทำและเส้นทางที่ตนเลือกไปไหม
- - - -
ทีมพระเอกที่ออกอวกาศไปหาดาวใหม่ก็คงรู้สึกเหมือนเหล่านักเดินเรือสมัยนั้น
เดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อและศรัทธา
ด้วยเพลงประกอบที่ทำให้รู้สึกอยู่ในโบสถ์ ความรู้สึกต่อหนังตลอดทั้งเรื่องจึงเหมือนกับ ทีมสำรวจรวมถึงพระเอกด้วยนั้นต่างสวดภาวนาและอธิษฐานไปตลอดทาง
ขอให้สิ่งที่ตนเลือกทำและเส้นทางที่ตนเลือกไปนั้นถูกต้อง
ด้วยความรัก เพื่อคนที่ตนรัก และหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง
จากส่วนหนึ่งของหนัง ผู้เขียนคิดว่ามันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนัง TENET ในอีก 6 ปีต่อมาด้วย
- - - -
จุดที่น่าสนใจอีกจุดคือตอนใกล้จบ ที่พระเอกกลับมาเจอกับ เมิร์ฟ ลูกสาวของตนเองที่แก่ชราและกำลังจะลาไป ขณะที่ตนเองแทบไม่แก่ขึ้นเลย
ในการจะทำอะไรสักอย่างแล้วหากเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยให้สำเร็จ ความเชื่อและศรัทธา เป็นแรงที่ใช้ล่อหล่อให้เดินหน้าทำต่อไปได้
แต่เมื่อสำเร็จแล้ว ความเชื่อและศรัทธา กลับเป็นสิ่งที่จางหายไป คนรอบข้างมองไม่เห็น
ทำสำเร็จเพราะเก่ง ฉลาด มีความสามารถ แต่ไม่มีมองเห็นถึง ความเชื่อและศรัทธา ที่เขาใช้ขับเคลื่อนจนสำเร็จ
เหมือนเชื้อเพลงยานอวกาศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ยานต้องใช้ในการเดินทางไปยังจุดหมาย
เมื่อไปถึงจุดหมาย คนจะก็ชื่นชมว่ายานดี คนขับเก่ง
แต่จะไม่มีใครมองว่าเชื้อเพลงที่ใช้หมดไปแล้วนั้นสำคัญ
- - - -
ความเชื่อและศรัทธา จึงเป็นสิ่งที่ควรส่งต่อ ไม่ใช่เก็บไว้กับคนที่ “ถึงจุดหมายแล้ว”
เมิร์ฟจึงปล่อย “ความเชื่อและศรัทธา” หรือ พ่อของเธอ ไปยังผู้ที่ต้องการมากมันที่สุดในเวลานี้
แบรนด์ ผู้ลูก นั้นเอง
ส่งต่อความเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ไร้ค่า
ให้ศรัทธาว่าเส้นทางที่ตนเลือกไปนั้นถูกต้อง
เชื่อและศรัทธาเถิดว่า
สุดท้ายจักจะไม่โดดเดียว เพียงคนเดียวในกาแลคซี่อันไกลโพ้น
- - -
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน” โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/
Interstellar ด้วยรักและศรัทธา
- - - -
Interstellar เป็นหนังแนว science fiction drama กำกับโดย Christopher Nolan ออกฉายครั้งแรกในปี 2014 เล่าถึงการเดินทางของนักบินอวกาศกลุ่มหนึ่งออกไปยังกาแลคซี่อื่นเพื่อหาดาวดวงใหม่ที่จะอพยพคนไปอาศัยแทนโลกที่มีอาการผิดปกติรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาถือเป็นการครบรอบ 10 ปีของหนังเรื่องนี้ majorcineplex จึงนำ Interstellar กลับมาฉายอีกครั้งในโรง Imax เป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
ถ้าจำไม่ผิดจะฉายถึงวันที่ 15 ม.ค. 2025
- - - -
ในช่วงปี 2014 ด้วยวัยของผู้เขียนขณะนั้นนิยมหนังแนว Action มากกว่า เช่น 300, Edge of Tomorrow และหนังจักรวาลมาเวล จึงมองว่า Interstellar ที่เป็นแนว science fiction ที่ค่อนข้างสมจริงนั้นไม่น่าจะสนุก เลยไม่ได้ไปดู แต่ก็ได้ยินคำบอกเล่าถึงความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ
ปี 2025 ด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มขึ้นและสามารถดูหนังอย่าง Oppenheimer ซึ่งเป็นแนวดราม่าที่กำกับโดย Christopher Nolan ได้สนุก พอได้ข่าวจึงตัดสินใจลองเข้าไปดู Interstellar ในโรง
- - - -
แม้หนังจะนานถึง 10 ปี แต่ด้วยความไม่ค่อยสนใจ ผู้เขียนจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Interstellar มากนัก ที่ผ่านตาก็เช่น meme ที่เอาช่วงหนึ่งของหนังมาทำและเคยฟังเพลง OST ของหนัง 1-2 เพลง แบบผ่าน ๆ
ข้อมูลเบื้องหลังและแนวคิดการสร้าง อะไรทำนองนี้ ไม่เคยอ่านหรือฟังเลย
ในส่วนของเนื้อเรื่อง จะขอข้ามไป เพราะหนังมัน 10 ปีแล้ว คงไม่โกรธที่จะไม่ติดเตือนว่าสปอย
- - - -
สิ่งที่น่าสนใจของ Interstellar ตอนที่ผู้เขียนเข้าไปดูคือเพลงประกอบ
Interstellar เป็นหนังแนว science ดังนั้น ถ้าเพลงประกอบจะมีอารมณ์หรือความไซไฟก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่พอนั่งดูไป ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกว่ากำลังนั่งอยู่ในองค์กรทางอวกาศ, สถานีอวกาศหรือยานอวกาศเลย
แทบทั้งเรื่องกลับรู้สึกว่าเหมือนกำลังนั่งอยู่ในโบสถ์มากกว่า
ผู้เขียนมารู้ทีหลังว่า ในการสร้างเพลงประกอบนั้น Hans Zimmer ผู้แต่งเพลงได้เลือกใช้ Organ ที่ติดตั้งในโบสถ์แห่งหนึ่งที่ London เป็นเครื่องดนตรีหลัก ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ก็ว่ากันไป
แต่การเลือกใช้ Organ กลับทำให้ ในมุมของผู้เขียน เพลงประกอบให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโบสถ์
- - - -
พอดูจบ ผู้เขียนถึงขึ้นประโยคหนึ่งที่คนมักพูดถึง Interstellar ว่าเป็นหนังซึ่งเล่าถึง ความรัก ว่ามันสามารถข้ามผ่านมิติและเวลาได้
ก็ ใช่
แต่ผู้เขียนกลับมองไปยังสิ่งที่เป็นรากเหง้ายิ่งกว่านี้
ศรัทธา อันเกิดจากความเชื่อมั่น
- - - -
ในเรื่องเราจะเห็นได้มันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์อันเกิดจากความเชื่อมั่นและศรัทธา
ทั้งแบบคนกับคนหรือแบบคนกับหุ่นยนต์
ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ทั้งในรูปแบบของมิติและ/หรือเวลา
แล้วพอผู้เขียนมองว่าแก่นของเรื่องนี้คือความเชื่อและศรัทธา ก็อดคิดไม่ได้ว่าสมัยก่อนที่มีการเดินเรือเพื่อหาดินแดนใหม่แล้วต้องลอยอยู่กลางทะเลสุดลูกหูลูกตา จิตใจของพวกเขาจะเป็นยังไง
เคยคิดไหมว่าปลายทางที่พวกตนจะไปมันมีจริงไหม แล้วจะไปถึงไหม
ยังเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตนเลือกทำและเส้นทางที่ตนเลือกไปไหม
- - - -
ทีมพระเอกที่ออกอวกาศไปหาดาวใหม่ก็คงรู้สึกเหมือนเหล่านักเดินเรือสมัยนั้น
เดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อและศรัทธา
ด้วยเพลงประกอบที่ทำให้รู้สึกอยู่ในโบสถ์ ความรู้สึกต่อหนังตลอดทั้งเรื่องจึงเหมือนกับ ทีมสำรวจรวมถึงพระเอกด้วยนั้นต่างสวดภาวนาและอธิษฐานไปตลอดทาง
ขอให้สิ่งที่ตนเลือกทำและเส้นทางที่ตนเลือกไปนั้นถูกต้อง
ด้วยความรัก เพื่อคนที่ตนรัก และหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง
จากส่วนหนึ่งของหนัง ผู้เขียนคิดว่ามันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนัง TENET ในอีก 6 ปีต่อมาด้วย
- - - -
จุดที่น่าสนใจอีกจุดคือตอนใกล้จบ ที่พระเอกกลับมาเจอกับ เมิร์ฟ ลูกสาวของตนเองที่แก่ชราและกำลังจะลาไป ขณะที่ตนเองแทบไม่แก่ขึ้นเลย
ในการจะทำอะไรสักอย่างแล้วหากเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยให้สำเร็จ ความเชื่อและศรัทธา เป็นแรงที่ใช้ล่อหล่อให้เดินหน้าทำต่อไปได้
แต่เมื่อสำเร็จแล้ว ความเชื่อและศรัทธา กลับเป็นสิ่งที่จางหายไป คนรอบข้างมองไม่เห็น
ทำสำเร็จเพราะเก่ง ฉลาด มีความสามารถ แต่ไม่มีมองเห็นถึง ความเชื่อและศรัทธา ที่เขาใช้ขับเคลื่อนจนสำเร็จ
เหมือนเชื้อเพลงยานอวกาศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ยานต้องใช้ในการเดินทางไปยังจุดหมาย
เมื่อไปถึงจุดหมาย คนจะก็ชื่นชมว่ายานดี คนขับเก่ง
แต่จะไม่มีใครมองว่าเชื้อเพลงที่ใช้หมดไปแล้วนั้นสำคัญ
- - - -
ความเชื่อและศรัทธา จึงเป็นสิ่งที่ควรส่งต่อ ไม่ใช่เก็บไว้กับคนที่ “ถึงจุดหมายแล้ว”
เมิร์ฟจึงปล่อย “ความเชื่อและศรัทธา” หรือ พ่อของเธอ ไปยังผู้ที่ต้องการมากมันที่สุดในเวลานี้
แบรนด์ ผู้ลูก นั้นเอง
ส่งต่อความเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ไร้ค่า
ให้ศรัทธาว่าเส้นทางที่ตนเลือกไปนั้นถูกต้อง
เชื่อและศรัทธาเถิดว่า
สุดท้ายจักจะไม่โดดเดียว เพียงคนเดียวในกาแลคซี่อันไกลโพ้น
- - -
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน” โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/