เพราะสัญญาค้ำประกัน ครอบครัวผมเกือบต้องพัง

ผมกับภรรยาอยู่ด้วยกันมาเกือบ 15 ปี จดทะเบียนสมรสอยู่กันตามประสาตามกำลัง มีซื้อทัรพย์สินเก็บบ้างไว้ยามแก่ เพราะเราไม่มีลูกด้วยกันต้องมีเผื่อไว้ยามเฒ่า ภรรยาผมเธอเคยผ่านการแต่งงานมีลูกสาว 1 คน ภรรยาอายุมากกว่าผม 10 ปี เราก็อยู่กันมาเรื่อยสุขบ้างทุกข์บ้างเราก็มีความสุขกันดี ผมกับภรรยาไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะผมทำงานที่ กทม.ครอบครัวฝั่งผมอยู่ กทม. แต่ภรรยาอยู่ชลบุรี เย็นวันศุกร์ผมก็จะขับรถกลับไปชลบุรีเพราะที่โน่นผมกลับไปแล้วสบายใจมีหลานน่านรัก พอเช้ามืดวันจันทร์ก็ขับกลับมาทำงาน ก็ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมาตลอด

          จนมาเมื่อเมษายน 2554 ภรรยาผมก็ไปเซ็นต์สัญญาค้ำประกันเงินกู้ให้กับพี่สาวของเพื่อนที่ทำงานเดียวกัน เป็นเงินกู้ที่ธนาคารออมสินทำโครงการเพื่อช่วยเหลือบุคคลกรทางการศึกษาที่เรียกว่า ช.พ.ค.(น่าจะเรียกถูก) เหตุผลที่ภรรยาผมเซ็นต์ให้เพราะเห็นว่าเป็นพี่สาวของเพื่อนที่สนิทและแม่ของเขาก็มีบุญคุณกับภรรยาผม เท่าที่ทราบโครงการนี้คนที่กู้และค้ำต้องอยู่ในองค์กรเดียวกันแต่ของภรรยาผมดันข้ามองค์กรได้ เพราะผู้กู้เป็นครูโรงเรียนเอกชนส่วนภรรยาผมเป็นลูกจ้างประจำของรัฐที่อยู่อีกที่ แต่ปีนั้นสามารถทำได้แล้วที่แปลกคือปกติธนาคารออมสินจะให้หักบัญชีเงินเดือน แต่สัญญานี้ให้นำส่งเงินเอง ซึ่งตรงนี้แหล่ะที่เป็นปัญหาประกฎว่าพอผู้กู้ได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว 600,000 บาท จะต้องเริ่มชำระในเดือน พ.ค. 2554 เป็นงวดแรก ค่างวดที่ต้องชำระถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเดือนละ 3,800 บาท ประกฎว่าผู้กู้ไม่ได้ชำระเลยตั้งแต่งวดแรก จนมีหนังสือแจ้งเตือนจากธนาคารมาถึงภรรยาผม และผมก็เอาไปให้ภรรยาแล้วภรรยาก็ได้ติดตามเขาก็รับปากว่าจะไปจ่าย

          ต่อมาปี 2555 ผมได้ซื้อคอนโดไว้โดยกะซื้อไว้ให้เพื่อเป็นทรัพย์สิน อาจจะมีให้เช่าถ้ามีคนขอเช่าเพราะอนาคตผมกะว่าเมื่อผ่อนครบจะทำการขายแล้วเอาเงินมาปลูกบ้านที่กทม. เมื่ออายุใกล้เกษียณปัจจุบันผมอยู่บ้านน้องสาวเพราะผมอยู่คนเดียวเลยไม่อยากปลูกบ้านในตอนนี้  สำหรับคอนโดที่ซื้อผมซื้อโดยชื่อผมคนเดียวและหักค่างวดผ่านบัญชีเงินเดือนตลอดไม่มีขาด ในการผ่อนของผมยังไม่ได้โปะต้นเพิ่ม เพราะตอนนั้นสภาพรายจ่ายไม่พร้อมจะจ่ายต้นเพิ่มแต่ก็ผ่อนมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันยังมี ภาระที่ติดจำนองอยู่ ประมาณ 470,000 บาท

          ประมาณ พ.ย. 2561 มีหมายศาลมาให้ไปเพื่อทำการเจรจาประนีประนอม ซึ่งในวันนั้นผมก็ไปด้วย ซึ่งศาลได้ให้ลูกหนี้-เจ้าหนี้ ไปทำการเจรจาปรับปรุงหนี้แล้วกลับมาแจ้งผล(เข้าใจว่าลงเป็นคำพิพากษา) แต่แล้วผู้กู้ก็ยังผิดนัดอีกเช่นเดิมก็เลยกลายเป็นที่มาของการติดตามบังคับคดีและยึดทรัพย์    และแล้วศุกร์ที่ 13/3/63  วันนรกแตกเมื่อลูกสาวแฟนบอกว่ามีหมายยึดมาที่คอนโด หลังจากทราบข่าวผมก็ถามเพื่อถามคนรู้จักในแง่าของกฎหมายว่าผมทำอะไรได้บ้างแล้วผมก็ทำใจตั้งแต่เย็นนั้นว่าผมคงสูญคอนโดแน่ ๆ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้มีภาระตามหลังแล้วดึงภรรยาผมให้หลุดออกมาจากคดีนี้ ผมคิดแค่นั้นวันเสาร์ผมก็ไปหาพี่ทนายคนนึงเพื่อขอคำแนะนำ ซึ่งคำแนะนำที่คิดว่าดีที่สุดคือแบ่งภาระมาก้อนนึงแล้วถอนหมายยึดคอนโดออกนั่นคือทางออกที่คิดไว้ เพื่อเตรียไปเจรจาในวันจันทร์

          วันจันทร์ที่ 16 ม.ค. 2563 ผมและภรรยารวมทั้งผู้กู้ (ผู้ก่อปัญหา) ไปที่สำนักบังคับคดีจังหวัดเพื่อขอไกล่เกลี่ย เจ้าหน้าบอกให้รอเจ้าหน้าที่ของธนาคาร เมื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารมาถึงการเจรจาก็เริ่มขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ถามว่าจะชำระกันอย่างไร เพราะตอนนี้ผู้กู้ไม่มีเครดิตให้ธนาคารเชื่อใจ ประกอบกับด้วยอายุที่มากอีกไม่กี่ปีเกษียณ ถ้าให้ผ่อนชำระก็ต้องผ่อนชำระที่เดือยละ 3,800 บาทแล้วก็บอลลูนในงวดสุดท้าย ซึ่งธนาคารไม่เชื่อว่าผู้กู้จะทำได้ ในขณะที่ผู้กู้เองก็พยายามบอกว่าจะรับผิดชอบเพราะไม่อยากให้ผมต้องเสียคอนโดไป แต่การกระทำกับตรงข้ามไม่ให้ความร่วมมือกับธนาคารเลย อย่างเช่นอ้างว่าเงินเดือน 15,000 บาทโดนหักเหลือ 3,000 บาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารให้เขียนว่าโดนหักอะไรบ้างถึงเหลือ 3,000 กลับบอกไม่ได้จนสุดท้ายบอกว่าเขาเอาเงินไปผ่อนรถให้ลูกเดือนละ 12,000 บาท ตรงนี้ทำให้ผมโมโหมากคุณจะผ่อนรถให้ลูกไม่มีมครว่าแต่ลูกคุณมีงานทำแล้วทำไมไม่แบ่งมาจ่ายค่างวด ส่วนที่เหลือก็ให้ลูกที่มีงานทำจ่ายเองบ้าง ผมถามเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าถ้าผมจะรับผิดชอบหนี้บางส่วนแล้วขอถอนหมายยึดและภรรยาออกจากคดี ได้รับคำตอบว่าต้องจ่าย 70% ของหนี้ทั้งหมดตอนนี้ 650,000 บาทและต้องเป็นเงินสด ซึ่งเงินมากขนาดนั้นผมเองก็คงหมดปัญญา

          ในทางคดีนั้นในเรื่องของการยึดเพื่อขายทอดตลาดผมมีเวลาอีก 3-6 เดือนเพื่อรอให้คนกู้หาเงินมาจ่ายซึ่งถึงจุดนนี้ผมไม่หวังนะ แต่ภรรยาผมก็ยังไม่หลุดจากคดี เพราะยังคงต้องมีการติดตามยึดทรัพย์ที่เป็นสินสมรสอีก แต่ ณปัจจุบันยังไม่มีนอกจารถที่ยังผ่อนอยู่ ภรรยาผมโทรไปหาคนกู้เพื่อถามความคืบหน้าพร้อมบอกว่านี่เราต้องหย่ากับสามีนะแต่คำคอบที่ตอบกลับมาคือ "ก็ต้องทำไปก่อน" ซึ่งมันเป็นสิ่งที่อาจจะต้องเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดสินสมรสระหว่างนี้แล้วโดนยึดไปใช้หนี้แทนคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ แล้วผมเคยเกริ่นเรื่องนี้กับภรรยาผม เธอบอกว่าหย่าแล้วก็ให้ผมไปได้เลยไม่ต้องกลับมาแล้วเพราะเธอทำให้ผมลำบาก แต่ผมก็บอกว่าไม่เกี่ยวที่ทำแบบนี้เพื่อไม่ให้มีผลทางกฎหมาย ไม่ได้อยากจะหมดภาระแล้วตัวลอยจากไปแต่ผมอยากจะช่วยแล้วทำทุกอย่างให้เธอหลุดออกมาจากคดื เท่านั้น วันสองวันที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้พูดคุยกันอย่างเคย เพราะแฟนผมรู้สึกผิดเลยไม่กล้าคุยในขณะที่ผมปกติก็คุยน้อยอยู่แล้วยิ่งกลายเป็นความเงียบเข้าไปใหญ่ ปกติเวลาผมกลับมาทำงานที่ กทม.ผมจะโทรหาเธอ เช้า กลางวัน และเย็นเมื่อถึงบ้าน เพื่อจะไม่ต้องเป็นห่วงผมแต่พอมีเรื่องมันเลยทำให้เราเงียบไปกันใหญ่ โชคดีที่เรามีหลานเล็ก ๆ สองคนมาเป็นหัวข้อในการคุยเลยทำให้บรรยากาศค่อยดีขึ้นบ้าง

          ก็อยากให้เรื่องที่ผมเล่าเป็นอุทธาหรณ์ สำหรับใครที่จะค้ำประกันให้คนอื่นว่าทันทีที่เราเซ็นต์เราก็คือลูกหนี้เหมือนเขา ถ้าเขาไม่จ่ายเราก็จะแย่และอาจจะลามไปถึงครอบครัวพังได้ โชคดีที่ผมเป็นคนไม่ยึดติดแต่ถามว่าผมโกรธไหมผมโกรธมาก แต่โกรธคนกู้นะไม่ได้โกรธภรรยาผม เพราะผมเข้าใจภรรยาผมในสิ่งที่เธอทำแล้วก็ปลอบใจเธอว่าไม่เป้นไรทุกอย่างผมหาทางออกให้เราไว้แล้ว ไม่ต้องคิดมากก็ขอให้เรื่องเป็นประสบการณ์ว่าต่อไปอย่าไปใจดีกับเขาแบบนี้อีก เรื่องคดีผมก็ปล่อยให้เดินไปโดยผมก็หางทางแก้ไปทีละเปราะ ให้เราผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้โดยที่เจ็บตัวน้อยที่สุด

  ป.ล. เป็นการเขียนที่ยาวมากครั้งแรกของผมหากตรงไหนเล่าไม่ครบ หรือเรียบเรียงไม่ดีก็ต้องขออภัยครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่