โอพันเทีย กระบองเพชรน่าทึ่ง

โอพันเทีย มีผู้นำเข้ามาปลูกในไทยนานมากแล้ว และเรียกชื่อเป็นไทยว่า ต้นเสมา เพราะรูปทรงลำต้นและกิ่งเป็นแผ่นแบนกว้างคล้ายใบเสมาตามหน้าโบสถ์ ซึ่งโอพันเทียในถิ่นกำเนิดนั้นมีอยู่หลายร้อยชนิด แต่ละชนิดก็มีรูปทรงแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทรงกลมๆแบนๆ ต่อๆกัน

ในต่างประเทศนำโอพันเทียมารับประทานกันทั้งส่วนกิ่ง (ที่เป็นแผ่นแบนใหญ่ดูคล้ายใบ) แล้วยังกินผลได้อีกด้วย ส่วนใบ (ซึ่งที่จริงคือกิ่ง) นั้นในเม็กซิโกเรียกกันว่า โนปาลิโต้ (Nopalito) ถือเป็นผักยอดฮิตเลยก็ว่าได้ มีการปลูกขายใบกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะเติบโตได้ดีในพื้นที่แห้งแล้งซึ่งผักอื่นปลูกได้ยาก โดยตัดใบอ่อนมากำจัดหนามออกแล้วใช้ทำอาหาร ทั้งกินเป็นผักสดและปรุงสุกได้สารพัดเมนู ในบางครั้งก็ใช้เป็นอาหารสัตว์ด้วย กินแล้วได้ทั้งสารอาหาร เส้นใย และน้ำในใบไปครบเลย เจ้าเต่ายักษ์แห่งเกาะกาลาปากอสก็เป็นนักบริโภคโอพันเทียตัวยง

พริกลี่แพร์.


โอพันเทียสายพันธุ์ที่นิยมกินผลนั้นเรียกว่า พริกลี่แพร์ (Prickly pear) แปลได้ว่าลูกแพร์หนาม หรืออีกชื่อก็คือกระบองเพชรมะเดื่อ (Opuntia ficus-indica) ปัจจุบันมีโอพันเทียชนิดนี้แพร่กระจายอยู่ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และแถบเมดิเตอร์เรเนียน คาดว่าเหตุที่แพร่กระจายไปทั่วก็เพราะนักเดินเรือข้ามทวีป สมัยก่อนเอาต้นโอพันเทีย ติดเรือไว้เป็นเสบียง เพราะมันคงความสดอยู่ได้นานหลายเดือนไม่เน่าเสีย แถมยังเติบโตได้ง่ายอีกต่างหาก แค่โยนชิ้นส่วนลำต้นทิ้งไว้บนพื้นก็สามารถเติบโตเป็นต้นใหม่ขึ้นมาได้แล้ว

ผลโอพันเทียปอกเปลือกในตลาดที่เม็กซิโก.


ใบอ่อนโอพันเทียนำมาทำอาหารได้หลายชนิด.


นอกจากโอพันเทียแล้วผลกระบองเพชรอีกหลายสายพันธุ์ก็นำมากินได้ แก้วมังกร ผลไม้ถูกปากของหลายๆท่านก็เป็นแคคตัสสกุลหนึ่งซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา แต่ถูกนำเข้ามาปลูกในทวีปเอเชียเรานับร้อยปีแล้ว
 
แคคตัสเกือบทั้งหมดบนโลกนี้มีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกากลางและใต้ มีแค่สายพันธุ์เดียวคือริปซาลิส เบคซิฟีรา (Rhipsalis baccifera) แคคตัสขนาดเล็กชนิดนี้มักอิงอาศัยเติบโตอยู่บนต้นไม้อื่น พบได้ในหลายทวีปทั้งอเมริกา แอฟริกา มายิ้มัสการ์ และศรีลังกา เชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากการแพร่พันธุ์ข้ามทวีปโดยเมล็ดติดมาในระบบย่อยอาหารของนกอพยพ แคคตัสสกุลริปซาลิสนี้มีอยู่อีกหลายชนิด ปัจจุบันมีจำหน่ายเป็นไม้ประดับพบเห็นได้ทั่วไป แต่เรามักไม่ทราบกันว่าเป็นแคคตัสเพราะริปซาลิสมักแตกกิ่งเป็นพุ่มห้อยยาวลงมาดูเผินๆคล้ายกับพวกเฟิร์นหรือต้นเดฟบางชนิด

เล่าถึงการแพร่พันธุ์ข้ามทวีปแล้วก็มีเรื่องของโอพันเทียที่ต้องเล่าก็คือ การที่มันเติบโตได้ง่ายดายดังที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ ไอ้การเติบโตง่ายแบบนี้จะว่าดีก็ดี แต่ก็ส่งผลเสียอยู่ด้วยเช่นกัน
ในอดีต ที่ออสเตรเลียมีโอพันเทียแพร่ระบาดจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ จากเดิมที่มีการนำเข้าไปปลูกในศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เลี้ยงแมลงสำหรับอุตสาหกรรมสีย้อมผ้า แต่ว่าเจ้าโอพันเทียมันดันขยายพันธุ์ไวเกินไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมของดินแดนใหม่เอื้อต่อการเติบโต ไม่มีศัตรูทางธรรมชาติ แถมยังมีนกหลายชนิดมากินผลซึ่งเต็มไปด้วยเมล็ดขนาดจิ๋วแล้วไปถ่ายมูลในที่ไกลๆ ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ออกไปอย่างรวดเร็ว

แผ่นดินออสเตรเลียเต็มไปด้วยต้นโอพันเทียจากต่างแดน.


มีรายงานว่าโอพันเทียในนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์นั้นแพร่พันธุ์กินพื้นที่ไปถึง 60 ล้านเอเคอร์ (151,800,000 ไร่) และขยายเพิ่มเรื่อยๆได้ถึงปีละล้านเอเคอร์ จนรัฐบาลต้องหาทางกำจัดสารพัดวิธี ทั้งระดมคนไปขุดไปเผา เอาลูกกลิ้งลากด้วยม้าและวัวบดขยี้ ใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล รวมทั้งมีการตั้งค่าหัวนกที่กินผลโอพันเทีย เช่น หัวนกอีมูราคา 2 ชิลลิง 6 เพนนี ไข่นกอีมูฟองละ 1 ชิลลิง ซากอีกา 6 เพนนี ซากนกสครับแม็กไพน์ 4 เพนนี แต่ก็หยุดการระบาดไว้ไม่อยู่ มีการคำนวณว่าค่าใช้จ่ายในการกำจัดโอพันเทียในเวลานั้นแพงกว่าราคาที่ดินที่พวกมันขึ้นอยู่ซะอีก

ใน ค.ศ. 1901 รัฐควีนส์แลนด์ตั้งรางวัลสูงลิ่วถึง 50,000 ปอนด์สำหรับผู้ที่หาทางกำจัดโอพันเทียพวกนี้ได้ บางคนเสนอว่าให้ใช้กระต่ายช่วยกินให้หมด (ปัญหากระต่ายจำนวนมหาศาล จากกระต่ายนำเข้าจำนวน ไม่กี่ตัวขยายพันธุ์กลายเป็นหมื่นล้านตัว ก็เคยทำเอาระบบนิเวศของออสเตรเลียที่ไม่เคยมีกระต่ายแทบย่อยยับเลยทีเดียว) 

ที่สุดโต่งก็ถึงกับเสนอว่าให้ใช้ก๊าซพิษฆ่าสัตว์ในแถบนั้นให้หมดเพื่อไม่ให้เป็นตัวช่วยขยายพันธุ์โอพันเทีย ฟังแล้วก็น่าเศร้า กลายเป็นว่าสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมต้องล้มตายไปมากมายเพื่อกำจัดพืชต่างถิ่นที่มนุษย์ซึ่งก็มาจากต่างถิ่นเอาเข้าไปเองแท้ๆ
ต่อมาในภายหลัง ออสเตรเลียสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโอพันเทียไว้ได้สำเร็จ โดยการควบคุมด้วยหนอนผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง เจ้าหนอนชนิดนี้จะกินแต่โอพันเทีย โดยเจาะทะลุทะลวงเข้าไปกินถึงเนื้อในลำต้นเลยล่ะครับ นับเป็นการควบคุมวัชพืชโดยชีววิธีที่ได้รับผลสำเร็จอย่างงดงาม

ชนพื้นเมืองในเม็กซิโกเก็บแมลงคอชินีล.


มีการนำโอพันเทียไปปลูกไว้ใช้เลี้ยงแมลงสำหรับอุตสาหกรรมทำสีย้อมผ้าในอดีต   โดยการนำตัวเพลี้ยชนิดหนึ่งหน้าตาคล้ายเพลี้ยแป้ง ชื่อว่าคอชินีล (Cochineal) มาบดเอาสีแดงเข้มจากข้างในตัวมันมาผลิตสีเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้า โดยเรียกว่า สีแดงคาร์มีน (Carmine) สามารถนำไปผสมกับสารชนิดอื่นให้กลายเป็นเฉดสีต่างๆ เช่น ม่วง ชมพู หรือส้มได้ด้วย ซึ่งแมลงชนิดนี้จะอาศัยเกาะกินน้ำเลี้ยงอยู่บนต้นโอพันเทีย

ในไทยเราก็เคยใช้ประโยชน์จากสีแดงของแมลงชนิดนี้ โดยเรียกกันว่าชาดอินจี ชาดลิ้นจี่ หรือสีลิ้นจี่ สตรีในอดีตใช้ทาปากรวมถึงนักแสดงงิ้วใช้ในการแต่งหน้า สีแดงจากแมลงคอชินีลนิยมใช้กันมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรมายา อาณาจักรแอส– เทค ต่อมาพวกสเปนไปยึดครองดินแดนอเมริกากลางก็เลยได้ความรู้นี้ และร่ำรวยด้วยการค้าขายสีย้อมจากคอชินีลซึ่งเป็นสินค้าสำคัญในยุคนั้น ทำให้อังกฤษซึ่งกำลังชิงดีชิงเด่นกันอยู่ยอมไม่ได้จึงนำโอพันเทียมาปลูกที่ออสเตรเลียอันเป็นอาณานิคมของอังกฤษเพื่อทำการผลิตบ้างดังที่กล่าวมาแล้ว

แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มีการค้นพบวิธีผลิตสีแดงสังเคราะห์จากสารเคมีที่ทำได้ง่ายกว่า สีแดงจากแมลงคอชินีลที่เคยขายดิบขายดีได้ราคาสูงก็เลยเสื่อมความนิยมลงไป มาถึงปัจจุบันก็แค่ใช้กันในงานเฉพาะอย่างเท่านั้น

แมลงคอชินีล.


(carmine) คาร์มีน  เป็นสารสีแดงธรรมชาติที่ได้มากจากแมลงปีกแข็งคอชินีล(cochineal)


ขอบคุณภาพและข้อมูลจากทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน     
Cr.https://www.thairath.co.th/news/society/1619095?cx_testId=0&cx_testVariant=cx_0&cx_artPos=1#cxrecs_s / โดยทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน โดย : “ปูณณ์”     
Cr.https://th.sciencenetnews.com/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A5/
    By  Patcharapa Seridumrong
Cr.https://www.patcharapa.com/ingredient/carmine/ By Patcharapa Seridumrong
ขอขอบคุณข้อมูลทั้งหมด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่