หลังจากนั้นประมาณชั่วโมงกว่าๆ หนูนาก็กลับเข้ามาที่ห้องสตูดิโอ เดินเข้ามาโดยที่ไม่หันไปมองในห้องซ้อมที่กั้นแค่กระจกใส เก็บทำความสะอาดโต๊ะที่จัดเตรียมมื้อเที่ยงไว้ ตั้งแต่ที่เธอจัดเตรียมอาหารให้เหล่าศิลปินมาสามครั้งพวกเขาจะไม่เคยมีอาหารเหลือทิ้งเลย ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมมากที่พวกเขาไม่กินทิ้งกินขว้าง
ในขณะที่เธอกำลังเก็บทำความสะอาด หนูนากลับรู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่าง คือเธอกำลังถูกจับตามอง แต่เธอเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเหลือบตาไปมอง เพราะเดาได้ไม่ยากความรู้สึกแบบนี้ เธอทราบได้ทันทีต้องเป็นสายตาของนักร้องนำแน่นอน แต่ เอ๊ะ! ทำไมเธอถึงรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาด้วยนะ บอกไม่ถูกว่าเขาไม่ชอบหรือเฉยๆหรือยังไงกับเธอ เพราะรู้สึกถึงอารมณ์แปรปรวนของเขาแล้ว เธอได้แต่ตอบตัวเองว่าไม่เข้าใจเลยสักนิด
อย่างเคยเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หนูนาก็หยิบ MacBook คู่ใจขึ้นมา และนั่งประจำตำแหน่งเหมือนเดิม เหมือนเมื่อวาน
“ขอเช็คอีเมลหน่อยแล้วกัน” ตอนนี้ในห้องสตูดิโอแห่งนี้ ทุกคนก็เข้าสู่โลกของตัวเอง หนุ่มๆซ้อมเพลงพวกเขาต่อ ส่วนหนูนาก็เข้าสู่โลกของตัวเองเช่นกัน เมื่อเปิดอีเมลก็เห็นอีเมลจากเพื่อสาวที่รักเหมือนพี่น้อง ที่เติบโตมาด้วยกันอย่างเคยคือ คิดถึง,สบายดีมั้ย? หนูนาตอบกลับเพื่อนสาว “นีออน หนูนาสบายดี ขอโทษที่ไม่ได้เขียนหา แค่ยุ่งๆนะ รักและคิดถึงนีออนเพื่อนรักมากๆ...” ตอบเพียงเท่านั้น เพื่อที่เพื่อนสาวจะได้คลายกังวลความเป็นห่วง
และอีเมลฉบับต่อมาจากสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย ตอบรับกับนิยายเรื่องใหม่ของเธอ ตอนนี้แววตาของหนูนาที่เมื่อสักครู่ดูเศร้าเพราะคิดถึงเพื่อนรักก็กลับมาสดใสมีชีวิตชีวาทันที โดยที่ตอนนี้เธอไม่รู้ตัวว่าปฎิกิริยาของเธอไม่ได้รอดพ้นสายตาคนบางคนที่อยู่ในห้องซ้อมเลย “ผู้หญิงอะไร แสดงอารมณ์ทางแววตาได้อย่างง่ายดาย เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวดีใจ ออกมาอย่างชัดเจน น่ารักแฮะ!” ปีเตอร์คิดในใจอย่างที่ปรากฎแก่สายตา
แล้วอยู่ๆหนูนาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องซ้อม ก็ต้องสบตากับผู้ที่มองมาก่อนอย่างไม่ตั้งใจ อยู่ๆเธอก็ร้อนวูบๆที่ใบหน้า เมื่อสบสายตากับนักร้องนำตอนนี้ หนูนารู้สึกว่าไม่สามารถหลบสายตาเขาได้ เพราะแววตาของเขาเหมือนสามารถสะกดเธอไว้ แค่จ้องตากันในระยะที่ห่างกันตั้งหลายเมตรเธอยังใจเต้นแรง ลืมหายใจจนปีเตอร์ยิ้มและขยับปากอ่านได้ว่า ‘หายใจ’ หนูนาตกใจและรีบทำตามเพราะเธอลืมหายใจจริงๆ เธอรีบก้มหน้า คืนสายตาของตัวเอง จ้องที่หน้าจอ MacBook ทันที
“เมื่อกี้มันอะไร?” หนูนาได้แต่ถามตัวเองแต่ไร้ซึ่งคำตอบ เพราะตัวเธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ เอามือมากุมหน้าตัวเองและตบหน้าตัวเองเบาๆสลับไปมาทั้งสองมือแบบเบาๆ เพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมาและมาให้ความสนใจกับหน้าจอ MacBook ต่อ เพราะตอนนี้เธอกำลังจะขึ้นเรื่องนิยายเรื่องใหม่ของเธอแล้ว ทันทีที่ได้รับคำตอบ ‘เซย์เยส’ จากสำนักพิมพ์ ซึ่งท่าทางที่แสดงออกมาของหนูนาอยู่ในสายตาของปีเตอร์ตลอดจนอดแอบขำ จนต้องยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นแบบนั้น
หนูนาค่อยๆเหลือบมอง นักร้องนำอย่างไม่ให้เขารู้ตัว จะไม่ให้แอบมองได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาเป็นพระเอกในนิยายเรื่องใหม่ของเธอ แต่แล้วก็ต้องหลบตาอีกครั้งเมื่อสายตาคู่นั้นยังมองเธออยู่และยิ้มขำเธอด้วย “โอ้ย!!!.....” หนูนาร้องออกมาและตัดสินใจไม่แอบมองแล้วไปเปิดหาภาพในลุงกู (google) เพื่อบรรยายลักษณะของพระเอกในนิยายของเธอดีกว่า
“อเมริกันโดยกำเนิด นักร้องชายที่กำลังถือไมค์บนเวที วาดลวดลายลีลา ทั้งร้องทั้งเต้น สร้างความสนุกสนานให้กับเหล่าแฟนเพลง บนเวทีนั้นเขาช่างดูมีชีวิตชีวามีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เขาช่างเพียบพร้อมไปทุกด้านสามารถมองเห็นด้วยตา นอกจากน้ำเสียงที่ฟังแล้วน่าหลงใหล รูปร่างที่สมบูรณ์ด้วยความสูง 1.85 เมตร หน้าตาที่สาวๆเห็นแล้วเพียงได้เข้าใกล้แทบจะเป็นลม ชาวอเมริกันที่มีใบหน้าหวาน คิ้วเข้มเป็นธรรชาติเหมือนได้รับการตกแต่งจากช่างโดยอาชีพ รับกับดวงตาสีดำ เพียงแค่ถ้าได้สบตากันแล้วเหมือนคนมองถูกสะกดจนไม่สามารถละสายตาไปได้ จมูกที่โด่งได้รูปแบบชาวตะวันตกรับกับริมฝีปากได้รูปน่าหลงใหล ผิวกายละเอียดสีน้ำผึ้งแบบเอเชีย”
ขณะนี้หนูนากำลังอยู่ในโลกของเธอซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนเพราะขณะที่เธอเขียนนิยายสิ่งที่เธอเห็นและรู้ตอนนี้คือโลกแห่งจินตนาการ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้กลุ่มศิลปินได้มายืนมองเธอได้เกือบครึ่งนาที มีแต่นักร้องนำของวงที่เดินมานั่งข้างหลังเธออย่างที่เคยทำ
ทุกคนที่เหลือในวง ไรอัล สตีฟ จอนนี่ พอล ได้แต่จ้องมองคนทั้งสองตรงหน้าอย่างสนใจ ทั้งท่าทางของเพื่อนที่มักจะทำตัวเข้าหานีน่าตลอดเวลา
เมื่อรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติใกล้ตัว เพราะปีเตอร์กำลังมองมาที่หน้าจอ MacBook ของเธอ เขาเห็นรูปของเขามากมายในอิริยบถต่างๆที่เธอเปิดดูจากกูเกิล ปีเตอร์ยิ้มสงสัยไปพร้อมๆกันด้วย และเอื้อมมือไปดึงหูฟังออกจากหูเธอข้างหนึ่งซึ่งเขาเลือกข้างที่อยู่อีกด้านจากที่เขานั่งเหมือนเขาจะโอบเธอ แต่ไปดึงหูฟังออกเป็นการให้หนูนากลับเข้าสู่โลกความเป็นจริง และอีกครั้งที่เธอสบตากับสายตาที่เธอพึ่งจะบรรยายไปในนิยายของเธอ หนูนาตกใจตาโตหน้าแดงก่ำและก็เหมือนเคยปีเตอร์พูดกับเธอเบาๆ ‘หายใจ’ พร้อมกับรอยยิ้มที่สองสามวันนี้ออกมาง่ายจนปีเตอร์เองก็ไม่รู้ตัว
หนูนารีบทำตามนั้นทันที เพราะเธอตกใจจนลืมหายใจอีกครั้ง เมื่อเริ่มได้สติ หนูนาก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้กลุ่มศิลปินมายืนอยู่ตรงหน้า และอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง
“ซ้อมเสร็จแล้วเหรอคะ?” หันไปถามไรอัล
“ใช่”
“สักครู่นะคะทุกคน” พูดพร้อมกับเก็บของ และลุกออกจากตรงนั้นเลือกที่จะไปนั่งที่เก้าอี้ไกลจากคนที่นั่งข้างหลังเธอที่สุด พร้อมหยิบแฟ้มที่รับมาจากเอียน เมื่อตอนบ่ายส่งให้กับไรอัล
“นี่เป็นตารางงานของพวกคุณต่อจากงานคอนเสิร์ตพรุ่งนี้ อีกสามสัปดาห์พวกคุณจะต้องไปแสดงคอนเสิร์ตที่แมนฮัตตั้น เป็นเวลาสิบวันการแสดงมีสามรอบ ตามรายละเอียดในแฟ้ม” หนูนาอธิบายสรุป พร้อมส่งแฟ้มงานให้เหล่ากลุ่มศิลปิน
“สนุกกันละคราวนี้” พอลพูดขึ้นมาด้วยความมีชีวิตชีวา
“โอเค! หลังจากงานวันพรุ่งนี้ ทุกคนหยุดพักผ่อนอีกหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็มาวางแผนการแสดงใหญ่ครั้งนี้กัน” เมื่อไรอัลสรุปให้ทุกคนทราบ และพูดต่อถึงงานวัน พรุ่งนี้อีกนิดหน่อย เป็นที่เข้าใจกันของทุกคนก็เตรียมจะแยกย้ายกันกลับ
“อืม!...ว่าแต่นีน่าช่วงเวลาที่พวกเราไปแมนฮัตตั้น แล้วคุณละ?” สตีฟถามด้วยความอยากรู้ ถึงแม้จะรู้จักกับเธอเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ทั้งเขาและสมาชิกทุกคนในกลุ่มต่างก็ชื่นชอบนีน่าสาวไทยคนนี้ แต่ในแบบเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ยกเว้นเพียงสมาชิกหนึ่งเดียวที่เขาแอบมองดูปฎิกริยากับคำถามที่เขาถามนีน่า ซึ่งตอนนี้ในมือถือแฟ้มตารางงานและกำลังก้มดู แต่เชื่อเถอะตอนนี้สมาธิของนักร้องนำกำลังรอและตั้งใจฟังคำตอบจากนีน่า
หนูนาเมื่อได้ยินคำถามเหมือนรับรู้กระแสบางอย่างจากปีเตอร์ เหลือบมองไปที่เขา ก็พบว่าตอนนี้เขามองมาก่อนแล้วด้วยสายตาที่บอกให้รู้ว่า คำตอบของเธอนั้นควรเป็นแบบไหนก่อนตอบออกไป “อืม...คือนีน่าต้องร่วมเดินทางไปดูแลพวกคุณด้วยค่ะ”
“เยี่ยม!!” พอลและสตีฟ ร้องออกมาด้วยความดีใจพร้อมกัน พอลก็เดินเข้ามากอดหนูนาเบาๆ ด้วยความดีใจ
“คุณเอียนช่างเลือกคนได้เก่งเหมือนเดิม” เนื่องด้วยพอลกับหนูนาอายุเท่ากันจึงคุยกันในแบบเพื่อนสบายๆ และด้วยพอลเป็นคนมีบุคลิกร่าเริงสดใส ยิ้มง่ายกับทุกคน เข้าหาได้ง่ายจึงทำให้เวลาอยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายๆ
แต่พฤติกรรมของพอลที่ปฎิบัติกับหนูนาอยู่ในสายตานักร้องนำและสร้างความไม่พอใจอย่างมาก ไหนจะยิ้มที่หนูนาให้กับพอล เพราะเขาคิดว่ามันควรเป็นของเขาเท่านั้น “ฝากไว้ก่อนหนูนา เธอต้องถูกลงโทษ” ปีเตอร์คิดในใจ
และเมื่อเป็นที่เข้าใจและรับรู้ของทุกคนในสมาชิกในวงต่างแยกย้ายกันกลับ แต่ก็มีเพียงหนึ่งคนที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ยังไม่มีการพูดอะไรเลยจากคำสุดท้ายที่เขาบอกให้หนูนา ‘หายใจ’ เมื่อเห็นแบบนั้นหนูนาไม่ได้พูดหรือถามอะไรทั้งสิ้น เธอก็ไปทำหน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องเครื่องดนตรี และทุกอิริยาบถของเธออยู่ในสายตาเขาซึ่งเธอก็รับรู้ได้แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเธอต่อไป
ปีเตอร์สังเกตุเห็นกระเป๋าเป้ของเธอไม่ได้ปิด เห็นหนังสือเล่มหนึ่งก็ถือวิสาสะหยิบออกมาเปิดดู และให้ความสนใจกับเนื้อหาในหนังสือ ส่วนหนูนาเมื่อทำงานของเธอจนเสร็จไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็เดินมาที่สัมภาระที่เธอวางไว้เพื่อเตรียมกลับเช่นกัน
“ขอหนังสือคืนด้วย” พูดพร้อมกับยื่นแขนในระยะห่างกันพอสมควร แต่ก็สามารถหยิบหนังสือคืนจากปีเตอร์ได้หากเขายื่นสุดแขนส่งให้เธอ แต่ เงียบ!!!!! ไม่มีปฎิกริยาใดตอบกลับมา
“คุณ...ขอ...หนังสือ...คืน...ด้วย...” พูดอีกครั้งดังกว่าเดิมและย้ำเน้นทุกคำ แขนก็ยังยื่นค้างเหมือนเดิม แต่ก้าวเข้าไปใกล้อีกสองก้าว
“สอง” พูดพร้อมยื่นมือออกไปจับมือของหนูนาและกระชากดึงตัวหนูนาเข้าหาตัวเองเบาๆ แต่ทำให้หนูนาเสียหลักเซถลาล้มมานั่งอยู่บนตักเขา
“ว้าย!!!” เสียงร้องของหนูนาด้วยความตกใจ
ตอนนี้หน้าทั้งสองคนห่างกันแบบปลายจมูกชนกัน ดวงตาประสานกันคู่หนึ่งจ้องมองด้วยอาการตื่นตกใจ ส่วนอีกคู่จ้องมองด้วยแววตาหวานเคลิ้มและค่อยๆลดสายตามาที่ริมฝีปากอิ่ม พร้อมกับขยับปากของตัวเองไปประกบปากอิ่มทันทีตามความรู้สึกที่ไม่อาจกักกั้นมันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
หนูนาหลับตาลงอย่างรวดเร็วด้วยอาการตกใจทำอะไรไม่ถูกที่จู่ๆโดนขโมยจูบ ‘จูบแรก’ ตามความเข้าใจของเธอ ซึ่งเธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากอย่างนุ่มนวลเมื่อเขาค่อยๆส่งลิ้นเลียริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างนุ่มนวล ปีเตอร์รับรู้ได้ถึงความสั่นเทาของร่างเล็กที่อยู่ในวงแขน หนูนาไม่รู้จะทำอย่างไรมือไม้ดูเกะกะไปหมด แต่แทนที่เธอจะขัดขืนกลับปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ ปีเตอร์ค่อยๆส่งลิ้นเข้าไปหาความหอมหวานอย่างนุ่มนวลในโพรงปากอิ่ม หนูนาเปิดทางให้กับเขาอย่างเผลอไผลไปกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้
ปีเตอร์หยอกล้อกับลิ้นในโพรงปากอิ่มนั้นอย่างผู้ชำนาญ ทำให้หนูนาตอบสนองกลับแบบไม่ประสา สร้างความพึงพอใจให้กับนักร้องหนุ่มอย่างมาก ไม่แน่ใจผ่านไปนานแค่ไหนปีเตอร์ค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาอย่างเสียไม่ได้
“หายใจ” เขากระซิบเบาๆบริเวณริมฝีปากอิ่มหนูนาเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำตามอีกครั้ง พอสติเริ่มกลับมา ก็เตรียมจะลุกออกไปจากตักที่แสนจะอบอุ่นนี้ ก็ถูกวงแขนรัดแน่นพร้อมกับประกบปากเธออีกครั้ง เปลี่ยนไปจากคราวแรกเพราะปีเตอร์ทั้งเรียกร้อง เร้าร้อนจนหนูนาต้องยกแขนโอบรอบคอเขาทันที กระตุ้นให้เขาต้องรุกหนักขึ้นทำให้หนูนาหายใจหายคอไม่ทันและตั้งรับกับความรู้สึกใหม่นี้ยังไม่ได้ ปีเตอร์จึงต้องถอยออกอีกครั้งอย่างเสียดาย และอดไม่ได้ที่จะก้มมองริมฝีปากอิ่มนั้นที่เจ่อแดงด้วยฝีปากของตัวเอง และแอบยิ้มอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ
“จะกลับเหรอยัง?” ตั้งคำถามแต่ก็ยังไม่ยอมคลายวงแขนหนูนาได้แต่พยักหน้าเพราะตอนนี้เธอต้องหายใจทางปาก เพื่อช่วยเอาอากาศเข้าไปในปอดเหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำหมดแรงไปดื้อๆ และรู้สึกถึงความร้อนบนใบหน้าเหมือนจะเป็นไข้
ปีเตอร์มองอย่างขำๆและคิดไปด้วยว่า “นี่แค่จูบ...หนูนาเหมือนคนจมน้ำ หายใจด้วยตัวเองแทบไม่ได้ แล้วถ้าเขาจะไปต่อมากกว่านี้เธอจะน่ารักแค่ไหนนะ”
“งั้นกลับกัน” พูดพร้อมพยุงเธอให้ยืนขึ้นพร้อมกับเขา แต่ยังไม่ปล่อยมือมองจนแน่ใจว่าเธอสามารถยืนได้ตัวเอง และก้มไปหยิบหนังสือของเธอที่วางไว้ใส่เข้าไปในเป้พร้อมปิดให้เรียบร้อย และไปหยิบเสื้อโค้ชทั้งของเธอและของตัวเองเอาเสื้อของเธอมาสวมให้เธอ แต่ในมืออีกข้างก็มีเป้ของเธอกับเสื้อของตัวเองที่หยิบมาพาดไหล่ และมืออีกข้างก็เอื้อมไปจับมือเธอและจูงออกจากตรงนั้น
“เปิดประตูสิ” จูงมือหนูนาเดินไปที่ประตูและก็หันมาพูดกับเธอ
“คุณก็เปิดเองสิ” หนูนาที่ตอนนี้สติของเธอยังไม่กลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้แต่มองตามพฤติกรรมของเขาจนมาถึงหน้าประตูแบบ งงๆ เงยขึ้นไปมองหน้าเขากับคำสั่งนั้นของเขา
“สาม...มือไม่ว่าง” เขาตอบออกไปและก้มลงมามองที่หน้าเธอ
“อะไรของคุณเนี่ย ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ สอง สาม คืออะไร?” ถามออกไปด้วยอารมณ์เคืองๆ ในความไม่เข้าใจและพยายามบิดมือออกจาการ
6.จังหวะรักมาเฟีย [ Mafia’s Rhythms Of Love ] SET : Romance Of Mafia ลำดับที่ 1 ตอน III <ชีวิตประจำวัน (ต่อจากนี้) >...
หลังจากนั้นประมาณชั่วโมงกว่าๆ หนูนาก็กลับเข้ามาที่ห้องสตูดิโอ เดินเข้ามาโดยที่ไม่หันไปมองในห้องซ้อมที่กั้นแค่กระจกใส เก็บทำความสะอาดโต๊ะที่จัดเตรียมมื้อเที่ยงไว้ ตั้งแต่ที่เธอจัดเตรียมอาหารให้เหล่าศิลปินมาสามครั้งพวกเขาจะไม่เคยมีอาหารเหลือทิ้งเลย ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมมากที่พวกเขาไม่กินทิ้งกินขว้าง
ในขณะที่เธอกำลังเก็บทำความสะอาด หนูนากลับรู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่าง คือเธอกำลังถูกจับตามอง แต่เธอเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเหลือบตาไปมอง เพราะเดาได้ไม่ยากความรู้สึกแบบนี้ เธอทราบได้ทันทีต้องเป็นสายตาของนักร้องนำแน่นอน แต่ เอ๊ะ! ทำไมเธอถึงรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาด้วยนะ บอกไม่ถูกว่าเขาไม่ชอบหรือเฉยๆหรือยังไงกับเธอ เพราะรู้สึกถึงอารมณ์แปรปรวนของเขาแล้ว เธอได้แต่ตอบตัวเองว่าไม่เข้าใจเลยสักนิด
อย่างเคยเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หนูนาก็หยิบ MacBook คู่ใจขึ้นมา และนั่งประจำตำแหน่งเหมือนเดิม เหมือนเมื่อวาน
“ขอเช็คอีเมลหน่อยแล้วกัน” ตอนนี้ในห้องสตูดิโอแห่งนี้ ทุกคนก็เข้าสู่โลกของตัวเอง หนุ่มๆซ้อมเพลงพวกเขาต่อ ส่วนหนูนาก็เข้าสู่โลกของตัวเองเช่นกัน เมื่อเปิดอีเมลก็เห็นอีเมลจากเพื่อสาวที่รักเหมือนพี่น้อง ที่เติบโตมาด้วยกันอย่างเคยคือ คิดถึง,สบายดีมั้ย? หนูนาตอบกลับเพื่อนสาว “นีออน หนูนาสบายดี ขอโทษที่ไม่ได้เขียนหา แค่ยุ่งๆนะ รักและคิดถึงนีออนเพื่อนรักมากๆ...” ตอบเพียงเท่านั้น เพื่อที่เพื่อนสาวจะได้คลายกังวลความเป็นห่วง
และอีเมลฉบับต่อมาจากสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย ตอบรับกับนิยายเรื่องใหม่ของเธอ ตอนนี้แววตาของหนูนาที่เมื่อสักครู่ดูเศร้าเพราะคิดถึงเพื่อนรักก็กลับมาสดใสมีชีวิตชีวาทันที โดยที่ตอนนี้เธอไม่รู้ตัวว่าปฎิกิริยาของเธอไม่ได้รอดพ้นสายตาคนบางคนที่อยู่ในห้องซ้อมเลย “ผู้หญิงอะไร แสดงอารมณ์ทางแววตาได้อย่างง่ายดาย เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวดีใจ ออกมาอย่างชัดเจน น่ารักแฮะ!” ปีเตอร์คิดในใจอย่างที่ปรากฎแก่สายตา
แล้วอยู่ๆหนูนาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องซ้อม ก็ต้องสบตากับผู้ที่มองมาก่อนอย่างไม่ตั้งใจ อยู่ๆเธอก็ร้อนวูบๆที่ใบหน้า เมื่อสบสายตากับนักร้องนำตอนนี้ หนูนารู้สึกว่าไม่สามารถหลบสายตาเขาได้ เพราะแววตาของเขาเหมือนสามารถสะกดเธอไว้ แค่จ้องตากันในระยะที่ห่างกันตั้งหลายเมตรเธอยังใจเต้นแรง ลืมหายใจจนปีเตอร์ยิ้มและขยับปากอ่านได้ว่า ‘หายใจ’ หนูนาตกใจและรีบทำตามเพราะเธอลืมหายใจจริงๆ เธอรีบก้มหน้า คืนสายตาของตัวเอง จ้องที่หน้าจอ MacBook ทันที
“เมื่อกี้มันอะไร?” หนูนาได้แต่ถามตัวเองแต่ไร้ซึ่งคำตอบ เพราะตัวเธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ เอามือมากุมหน้าตัวเองและตบหน้าตัวเองเบาๆสลับไปมาทั้งสองมือแบบเบาๆ เพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมาและมาให้ความสนใจกับหน้าจอ MacBook ต่อ เพราะตอนนี้เธอกำลังจะขึ้นเรื่องนิยายเรื่องใหม่ของเธอแล้ว ทันทีที่ได้รับคำตอบ ‘เซย์เยส’ จากสำนักพิมพ์ ซึ่งท่าทางที่แสดงออกมาของหนูนาอยู่ในสายตาของปีเตอร์ตลอดจนอดแอบขำ จนต้องยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นแบบนั้น
หนูนาค่อยๆเหลือบมอง นักร้องนำอย่างไม่ให้เขารู้ตัว จะไม่ให้แอบมองได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาเป็นพระเอกในนิยายเรื่องใหม่ของเธอ แต่แล้วก็ต้องหลบตาอีกครั้งเมื่อสายตาคู่นั้นยังมองเธออยู่และยิ้มขำเธอด้วย “โอ้ย!!!.....” หนูนาร้องออกมาและตัดสินใจไม่แอบมองแล้วไปเปิดหาภาพในลุงกู (google) เพื่อบรรยายลักษณะของพระเอกในนิยายของเธอดีกว่า
“อเมริกันโดยกำเนิด นักร้องชายที่กำลังถือไมค์บนเวที วาดลวดลายลีลา ทั้งร้องทั้งเต้น สร้างความสนุกสนานให้กับเหล่าแฟนเพลง บนเวทีนั้นเขาช่างดูมีชีวิตชีวามีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เขาช่างเพียบพร้อมไปทุกด้านสามารถมองเห็นด้วยตา นอกจากน้ำเสียงที่ฟังแล้วน่าหลงใหล รูปร่างที่สมบูรณ์ด้วยความสูง 1.85 เมตร หน้าตาที่สาวๆเห็นแล้วเพียงได้เข้าใกล้แทบจะเป็นลม ชาวอเมริกันที่มีใบหน้าหวาน คิ้วเข้มเป็นธรรชาติเหมือนได้รับการตกแต่งจากช่างโดยอาชีพ รับกับดวงตาสีดำ เพียงแค่ถ้าได้สบตากันแล้วเหมือนคนมองถูกสะกดจนไม่สามารถละสายตาไปได้ จมูกที่โด่งได้รูปแบบชาวตะวันตกรับกับริมฝีปากได้รูปน่าหลงใหล ผิวกายละเอียดสีน้ำผึ้งแบบเอเชีย”
ขณะนี้หนูนากำลังอยู่ในโลกของเธอซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนเพราะขณะที่เธอเขียนนิยายสิ่งที่เธอเห็นและรู้ตอนนี้คือโลกแห่งจินตนาการ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้กลุ่มศิลปินได้มายืนมองเธอได้เกือบครึ่งนาที มีแต่นักร้องนำของวงที่เดินมานั่งข้างหลังเธออย่างที่เคยทำ
ทุกคนที่เหลือในวง ไรอัล สตีฟ จอนนี่ พอล ได้แต่จ้องมองคนทั้งสองตรงหน้าอย่างสนใจ ทั้งท่าทางของเพื่อนที่มักจะทำตัวเข้าหานีน่าตลอดเวลา
เมื่อรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติใกล้ตัว เพราะปีเตอร์กำลังมองมาที่หน้าจอ MacBook ของเธอ เขาเห็นรูปของเขามากมายในอิริยบถต่างๆที่เธอเปิดดูจากกูเกิล ปีเตอร์ยิ้มสงสัยไปพร้อมๆกันด้วย และเอื้อมมือไปดึงหูฟังออกจากหูเธอข้างหนึ่งซึ่งเขาเลือกข้างที่อยู่อีกด้านจากที่เขานั่งเหมือนเขาจะโอบเธอ แต่ไปดึงหูฟังออกเป็นการให้หนูนากลับเข้าสู่โลกความเป็นจริง และอีกครั้งที่เธอสบตากับสายตาที่เธอพึ่งจะบรรยายไปในนิยายของเธอ หนูนาตกใจตาโตหน้าแดงก่ำและก็เหมือนเคยปีเตอร์พูดกับเธอเบาๆ ‘หายใจ’ พร้อมกับรอยยิ้มที่สองสามวันนี้ออกมาง่ายจนปีเตอร์เองก็ไม่รู้ตัว
หนูนารีบทำตามนั้นทันที เพราะเธอตกใจจนลืมหายใจอีกครั้ง เมื่อเริ่มได้สติ หนูนาก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้กลุ่มศิลปินมายืนอยู่ตรงหน้า และอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง
“ซ้อมเสร็จแล้วเหรอคะ?” หันไปถามไรอัล
“ใช่”
“สักครู่นะคะทุกคน” พูดพร้อมกับเก็บของ และลุกออกจากตรงนั้นเลือกที่จะไปนั่งที่เก้าอี้ไกลจากคนที่นั่งข้างหลังเธอที่สุด พร้อมหยิบแฟ้มที่รับมาจากเอียน เมื่อตอนบ่ายส่งให้กับไรอัล
“นี่เป็นตารางงานของพวกคุณต่อจากงานคอนเสิร์ตพรุ่งนี้ อีกสามสัปดาห์พวกคุณจะต้องไปแสดงคอนเสิร์ตที่แมนฮัตตั้น เป็นเวลาสิบวันการแสดงมีสามรอบ ตามรายละเอียดในแฟ้ม” หนูนาอธิบายสรุป พร้อมส่งแฟ้มงานให้เหล่ากลุ่มศิลปิน
“สนุกกันละคราวนี้” พอลพูดขึ้นมาด้วยความมีชีวิตชีวา
“โอเค! หลังจากงานวันพรุ่งนี้ ทุกคนหยุดพักผ่อนอีกหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็มาวางแผนการแสดงใหญ่ครั้งนี้กัน” เมื่อไรอัลสรุปให้ทุกคนทราบ และพูดต่อถึงงานวัน พรุ่งนี้อีกนิดหน่อย เป็นที่เข้าใจกันของทุกคนก็เตรียมจะแยกย้ายกันกลับ
“อืม!...ว่าแต่นีน่าช่วงเวลาที่พวกเราไปแมนฮัตตั้น แล้วคุณละ?” สตีฟถามด้วยความอยากรู้ ถึงแม้จะรู้จักกับเธอเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ทั้งเขาและสมาชิกทุกคนในกลุ่มต่างก็ชื่นชอบนีน่าสาวไทยคนนี้ แต่ในแบบเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ยกเว้นเพียงสมาชิกหนึ่งเดียวที่เขาแอบมองดูปฎิกริยากับคำถามที่เขาถามนีน่า ซึ่งตอนนี้ในมือถือแฟ้มตารางงานและกำลังก้มดู แต่เชื่อเถอะตอนนี้สมาธิของนักร้องนำกำลังรอและตั้งใจฟังคำตอบจากนีน่า
หนูนาเมื่อได้ยินคำถามเหมือนรับรู้กระแสบางอย่างจากปีเตอร์ เหลือบมองไปที่เขา ก็พบว่าตอนนี้เขามองมาก่อนแล้วด้วยสายตาที่บอกให้รู้ว่า คำตอบของเธอนั้นควรเป็นแบบไหนก่อนตอบออกไป “อืม...คือนีน่าต้องร่วมเดินทางไปดูแลพวกคุณด้วยค่ะ”
“เยี่ยม!!” พอลและสตีฟ ร้องออกมาด้วยความดีใจพร้อมกัน พอลก็เดินเข้ามากอดหนูนาเบาๆ ด้วยความดีใจ
“คุณเอียนช่างเลือกคนได้เก่งเหมือนเดิม” เนื่องด้วยพอลกับหนูนาอายุเท่ากันจึงคุยกันในแบบเพื่อนสบายๆ และด้วยพอลเป็นคนมีบุคลิกร่าเริงสดใส ยิ้มง่ายกับทุกคน เข้าหาได้ง่ายจึงทำให้เวลาอยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายๆ
แต่พฤติกรรมของพอลที่ปฎิบัติกับหนูนาอยู่ในสายตานักร้องนำและสร้างความไม่พอใจอย่างมาก ไหนจะยิ้มที่หนูนาให้กับพอล เพราะเขาคิดว่ามันควรเป็นของเขาเท่านั้น “ฝากไว้ก่อนหนูนา เธอต้องถูกลงโทษ” ปีเตอร์คิดในใจ
และเมื่อเป็นที่เข้าใจและรับรู้ของทุกคนในสมาชิกในวงต่างแยกย้ายกันกลับ แต่ก็มีเพียงหนึ่งคนที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ยังไม่มีการพูดอะไรเลยจากคำสุดท้ายที่เขาบอกให้หนูนา ‘หายใจ’ เมื่อเห็นแบบนั้นหนูนาไม่ได้พูดหรือถามอะไรทั้งสิ้น เธอก็ไปทำหน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องเครื่องดนตรี และทุกอิริยาบถของเธออยู่ในสายตาเขาซึ่งเธอก็รับรู้ได้แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเธอต่อไป
ปีเตอร์สังเกตุเห็นกระเป๋าเป้ของเธอไม่ได้ปิด เห็นหนังสือเล่มหนึ่งก็ถือวิสาสะหยิบออกมาเปิดดู และให้ความสนใจกับเนื้อหาในหนังสือ ส่วนหนูนาเมื่อทำงานของเธอจนเสร็จไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็เดินมาที่สัมภาระที่เธอวางไว้เพื่อเตรียมกลับเช่นกัน
“ขอหนังสือคืนด้วย” พูดพร้อมกับยื่นแขนในระยะห่างกันพอสมควร แต่ก็สามารถหยิบหนังสือคืนจากปีเตอร์ได้หากเขายื่นสุดแขนส่งให้เธอ แต่ เงียบ!!!!! ไม่มีปฎิกริยาใดตอบกลับมา
“คุณ...ขอ...หนังสือ...คืน...ด้วย...” พูดอีกครั้งดังกว่าเดิมและย้ำเน้นทุกคำ แขนก็ยังยื่นค้างเหมือนเดิม แต่ก้าวเข้าไปใกล้อีกสองก้าว
“สอง” พูดพร้อมยื่นมือออกไปจับมือของหนูนาและกระชากดึงตัวหนูนาเข้าหาตัวเองเบาๆ แต่ทำให้หนูนาเสียหลักเซถลาล้มมานั่งอยู่บนตักเขา
“ว้าย!!!” เสียงร้องของหนูนาด้วยความตกใจ
ตอนนี้หน้าทั้งสองคนห่างกันแบบปลายจมูกชนกัน ดวงตาประสานกันคู่หนึ่งจ้องมองด้วยอาการตื่นตกใจ ส่วนอีกคู่จ้องมองด้วยแววตาหวานเคลิ้มและค่อยๆลดสายตามาที่ริมฝีปากอิ่ม พร้อมกับขยับปากของตัวเองไปประกบปากอิ่มทันทีตามความรู้สึกที่ไม่อาจกักกั้นมันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
หนูนาหลับตาลงอย่างรวดเร็วด้วยอาการตกใจทำอะไรไม่ถูกที่จู่ๆโดนขโมยจูบ ‘จูบแรก’ ตามความเข้าใจของเธอ ซึ่งเธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากอย่างนุ่มนวลเมื่อเขาค่อยๆส่งลิ้นเลียริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างนุ่มนวล ปีเตอร์รับรู้ได้ถึงความสั่นเทาของร่างเล็กที่อยู่ในวงแขน หนูนาไม่รู้จะทำอย่างไรมือไม้ดูเกะกะไปหมด แต่แทนที่เธอจะขัดขืนกลับปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ ปีเตอร์ค่อยๆส่งลิ้นเข้าไปหาความหอมหวานอย่างนุ่มนวลในโพรงปากอิ่ม หนูนาเปิดทางให้กับเขาอย่างเผลอไผลไปกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้
ปีเตอร์หยอกล้อกับลิ้นในโพรงปากอิ่มนั้นอย่างผู้ชำนาญ ทำให้หนูนาตอบสนองกลับแบบไม่ประสา สร้างความพึงพอใจให้กับนักร้องหนุ่มอย่างมาก ไม่แน่ใจผ่านไปนานแค่ไหนปีเตอร์ค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาอย่างเสียไม่ได้
“หายใจ” เขากระซิบเบาๆบริเวณริมฝีปากอิ่มหนูนาเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำตามอีกครั้ง พอสติเริ่มกลับมา ก็เตรียมจะลุกออกไปจากตักที่แสนจะอบอุ่นนี้ ก็ถูกวงแขนรัดแน่นพร้อมกับประกบปากเธออีกครั้ง เปลี่ยนไปจากคราวแรกเพราะปีเตอร์ทั้งเรียกร้อง เร้าร้อนจนหนูนาต้องยกแขนโอบรอบคอเขาทันที กระตุ้นให้เขาต้องรุกหนักขึ้นทำให้หนูนาหายใจหายคอไม่ทันและตั้งรับกับความรู้สึกใหม่นี้ยังไม่ได้ ปีเตอร์จึงต้องถอยออกอีกครั้งอย่างเสียดาย และอดไม่ได้ที่จะก้มมองริมฝีปากอิ่มนั้นที่เจ่อแดงด้วยฝีปากของตัวเอง และแอบยิ้มอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ
“จะกลับเหรอยัง?” ตั้งคำถามแต่ก็ยังไม่ยอมคลายวงแขนหนูนาได้แต่พยักหน้าเพราะตอนนี้เธอต้องหายใจทางปาก เพื่อช่วยเอาอากาศเข้าไปในปอดเหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำหมดแรงไปดื้อๆ และรู้สึกถึงความร้อนบนใบหน้าเหมือนจะเป็นไข้
ปีเตอร์มองอย่างขำๆและคิดไปด้วยว่า “นี่แค่จูบ...หนูนาเหมือนคนจมน้ำ หายใจด้วยตัวเองแทบไม่ได้ แล้วถ้าเขาจะไปต่อมากกว่านี้เธอจะน่ารักแค่ไหนนะ”
“งั้นกลับกัน” พูดพร้อมพยุงเธอให้ยืนขึ้นพร้อมกับเขา แต่ยังไม่ปล่อยมือมองจนแน่ใจว่าเธอสามารถยืนได้ตัวเอง และก้มไปหยิบหนังสือของเธอที่วางไว้ใส่เข้าไปในเป้พร้อมปิดให้เรียบร้อย และไปหยิบเสื้อโค้ชทั้งของเธอและของตัวเองเอาเสื้อของเธอมาสวมให้เธอ แต่ในมืออีกข้างก็มีเป้ของเธอกับเสื้อของตัวเองที่หยิบมาพาดไหล่ และมืออีกข้างก็เอื้อมไปจับมือเธอและจูงออกจากตรงนั้น
“เปิดประตูสิ” จูงมือหนูนาเดินไปที่ประตูและก็หันมาพูดกับเธอ
“คุณก็เปิดเองสิ” หนูนาที่ตอนนี้สติของเธอยังไม่กลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้แต่มองตามพฤติกรรมของเขาจนมาถึงหน้าประตูแบบ งงๆ เงยขึ้นไปมองหน้าเขากับคำสั่งนั้นของเขา
“สาม...มือไม่ว่าง” เขาตอบออกไปและก้มลงมามองที่หน้าเธอ
“อะไรของคุณเนี่ย ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ สอง สาม คืออะไร?” ถามออกไปด้วยอารมณ์เคืองๆ ในความไม่เข้าใจและพยายามบิดมือออกจาการ