รีวิวเรื่องที่ 5/100
ปี 2014-2015 เป็นปีที่หนังออสการ์ค่อนข้างน่าสนใจหลายเรื่องครับไม่ว่าจะเป็น Birdman, Imitation Game, Boyhood และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Whiplash สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือไอ้เรื่องของเด็กตีกลองธรรมดาๆคนหนึ่งมันจะสามารถไปสู้ในสังเวียรกับหนังประวัติศาสตร์ถอดรหัสนาซีอย่าง Imitation Game, หนังที่ถ่ายทำนานถึง12ปี อย่าง Boyhood หรือแม้กระทั่งการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Michael KeatonในBirdmanได้อย่างไร หนังจากดูจบผมจึงได้รู้ครับว่าหนังเรื่องนี้สามารถเป็นคู่ชกให้กับผู้เข้าชิงออสการ์เรื่องอื่นๆได้อย่างสูสีแน่นอน

Whiplashเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับAndrewเด็กหนุ่มที่มีความทะเยือนทะยานเกินขีดจำกัดของตัวเองและความมุ่งมั่นเต็มร้อยที่จะเป็นนักตีกลองผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตให้ได้ เขาได้เรียนในโรงเรียนดนตรีแห่งหนึ่งและพยายามพิสูจน์ตัวเองในวงดนตรีของอาจารย์สุดโหดอย่าง Fletcher Fletcher เชื่อมั่นในการผลักดันศักยภาพของนักเรียนให้ไปเกินกว่าขีดจำกัดโดยการสร้างความกดดันเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆให้ถึงขีดสุดโดยไม่มีคำว่าพอ จะว่าไปการที่ได้ครูอย่าง Fletcher น่าจะเป็นโชคดีของ Andrewผู้ต้องการเป็นอัจฉริยะและเป็นที่ยอมรับทางด้านดนตรี Andrew แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างนั้น การฟาดฟันกันด้วยเสียงดนตรีและไม้กลองระหว่าง AndrewและFletcherจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Andrewพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ติดมือกลองตัวสำรองของวงจนได้เป็นตัวจริงและได้รับเลือกให้เป็นมือกลองมือ1ในการเข้าแข่งขันของวงในท้ายที่สุด
หนังเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและค่อยๆเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนกาน้ำร้อนที่ค่อยเดือดจนสุดท้ายน้ำเดือดปะทุทะลักออกมาจากกาครับ คนดูสามารถรู้สึกกดดันไปกับ Andrewอย่างง่ายดายเนื่องจากการแสดงที่ยอมเยี่ยมของJ.K. Simmons ครับ คุณจะรู้สึกว่าทุกอย่างที่เขาทำทำไมต้องขนาดนั้นด้วยแต่จริงๆแล้วFletcherมีเหตุผลของเขาครับ เขาต้องการสร้างอัจฉริยะทางดนตรีคนต่อไปและเชื่อว่าถ้าคนที่พอใจกับฝีมือของตนเองจะไม่สามารถพัฒนาศักยภาพไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ประโยคดีเด็ดของเรื่องคือคำพูดที่ว่า
“ไม่มีคำๆไหนในภาษาอังกฤษที่เลวร้ายมากเกินไปกว่าคำว่า Well done ครับ” เหมือนกับว่าFletcherมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวAndrewและไม่อยากให้เขาหยุดแค่ตรงนั้น แต่วิธีของเขามันช่างรุนแรงและหนักหน่วงเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับได้ครับ ผมไม่เคยอยู่ในจุดที่ทระนงกับความฝันแรงกล้าเลยไม่สามารถเข้าใจตัวละครได้ถึงแก่นแท้ครับแต่บอกได้อีกอย่างว่าคุณจะเพลิดเพลินไปกับการตีกลองของตัวเอกอย่างแน่นอน(โดยเฉพาะซีนสุดท้าย) ผมเองยังไม่เคยคิดเลยว่ากลองจะมีเสน่ห์และสนุกได้มากขนาดนี้กระทั่งจังหวะที่ SOLO กลองยาว(ไม่แน่ใจว่ากี่นาทีครับแต่นานพอตัว) ยังทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะตามไปได้อย่างง่ายดายครับ
รีวิวตัวละคร
Andrew (Miles Teller) ในที่สุดก็แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวได้ในเรื่องนี้ครับหลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่นาน Milesแสดงได้ดีมากจริงๆครับสามารถฟาดฟันบทบาทกับJ.K. Simmons ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว
Fletcher (J.K. Simmons) ผมไม่ค่อยได้ตามผลงานพี่แกอย่างจริงจังสักเท่าไหร่ครับ แต่ติดตากับบทฮาๆกวนๆของแกใน SpidermanไตรภาคของTobey Maguireครับ เรียกได้ว่าเรื่องนี้ทำเอาซะผมไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำระหว่างดูเพราะกลัวโดนดุเลยทีเดียวถือว่าสมควรแล้วครับที่สุดท้ายได้รางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากOSCARไปครองด้วยบทในเรื่องนี้ อยากตบมือให้จริงๆครับ
ใครที่เบื่อกับหนังเบาๆหรือหนังฮีโร่แล้วอยากลองหนังสายดราม่าเต็มตัว อยากให้ลองดูWhiplashครับ คุณอาจจะกลายเป็น DRAMA ADDICT อย่างผมไปเลยก็ได้ครับ หนังเรื่องนี้ให้อะไรเยอะมากครับ ไม่น่าเชื่อว่าแค่การตีกลองจะสามารถให้อะไรได้เยอะขนาดนี้ แต่แนะนำว่าวันที่เครียดๆแล้วอย่าดูน่ะครับอาจจะทำให้คุณเครียดหนักไปอีก เลือกเอาวันที่ทิ้งปัญหาเรื่องกลุ้มใจทุกอย่างออกไปจากอกหมดแล้วดีกว่าครับ ^ ^
ขอฝากช่วยหนึ่งของตอนท้ายที่Soloกลองไว้ให้ดูเรียกน้ำย่อยนะครับ ส่วนใครที่กลัวจะSpoilเนื้อเรื่องขอให้ข้ามไปก่อนนะครับ
คะแนน:8.5/10
โดย GARLIC HEAD
[CR] รีวิว "Whiplash" (รีวิวหนัง100เรื่อง/100วัน)
ปี 2014-2015 เป็นปีที่หนังออสการ์ค่อนข้างน่าสนใจหลายเรื่องครับไม่ว่าจะเป็น Birdman, Imitation Game, Boyhood และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Whiplash สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือไอ้เรื่องของเด็กตีกลองธรรมดาๆคนหนึ่งมันจะสามารถไปสู้ในสังเวียรกับหนังประวัติศาสตร์ถอดรหัสนาซีอย่าง Imitation Game, หนังที่ถ่ายทำนานถึง12ปี อย่าง Boyhood หรือแม้กระทั่งการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Michael KeatonในBirdmanได้อย่างไร หนังจากดูจบผมจึงได้รู้ครับว่าหนังเรื่องนี้สามารถเป็นคู่ชกให้กับผู้เข้าชิงออสการ์เรื่องอื่นๆได้อย่างสูสีแน่นอน
Whiplashเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับAndrewเด็กหนุ่มที่มีความทะเยือนทะยานเกินขีดจำกัดของตัวเองและความมุ่งมั่นเต็มร้อยที่จะเป็นนักตีกลองผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตให้ได้ เขาได้เรียนในโรงเรียนดนตรีแห่งหนึ่งและพยายามพิสูจน์ตัวเองในวงดนตรีของอาจารย์สุดโหดอย่าง Fletcher Fletcher เชื่อมั่นในการผลักดันศักยภาพของนักเรียนให้ไปเกินกว่าขีดจำกัดโดยการสร้างความกดดันเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆให้ถึงขีดสุดโดยไม่มีคำว่าพอ จะว่าไปการที่ได้ครูอย่าง Fletcher น่าจะเป็นโชคดีของ Andrewผู้ต้องการเป็นอัจฉริยะและเป็นที่ยอมรับทางด้านดนตรี Andrew แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างนั้น การฟาดฟันกันด้วยเสียงดนตรีและไม้กลองระหว่าง AndrewและFletcherจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Andrewพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ติดมือกลองตัวสำรองของวงจนได้เป็นตัวจริงและได้รับเลือกให้เป็นมือกลองมือ1ในการเข้าแข่งขันของวงในท้ายที่สุด
หนังเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและค่อยๆเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนกาน้ำร้อนที่ค่อยเดือดจนสุดท้ายน้ำเดือดปะทุทะลักออกมาจากกาครับ คนดูสามารถรู้สึกกดดันไปกับ Andrewอย่างง่ายดายเนื่องจากการแสดงที่ยอมเยี่ยมของJ.K. Simmons ครับ คุณจะรู้สึกว่าทุกอย่างที่เขาทำทำไมต้องขนาดนั้นด้วยแต่จริงๆแล้วFletcherมีเหตุผลของเขาครับ เขาต้องการสร้างอัจฉริยะทางดนตรีคนต่อไปและเชื่อว่าถ้าคนที่พอใจกับฝีมือของตนเองจะไม่สามารถพัฒนาศักยภาพไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ประโยคดีเด็ดของเรื่องคือคำพูดที่ว่า “ไม่มีคำๆไหนในภาษาอังกฤษที่เลวร้ายมากเกินไปกว่าคำว่า Well done ครับ” เหมือนกับว่าFletcherมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวAndrewและไม่อยากให้เขาหยุดแค่ตรงนั้น แต่วิธีของเขามันช่างรุนแรงและหนักหน่วงเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับได้ครับ ผมไม่เคยอยู่ในจุดที่ทระนงกับความฝันแรงกล้าเลยไม่สามารถเข้าใจตัวละครได้ถึงแก่นแท้ครับแต่บอกได้อีกอย่างว่าคุณจะเพลิดเพลินไปกับการตีกลองของตัวเอกอย่างแน่นอน(โดยเฉพาะซีนสุดท้าย) ผมเองยังไม่เคยคิดเลยว่ากลองจะมีเสน่ห์และสนุกได้มากขนาดนี้กระทั่งจังหวะที่ SOLO กลองยาว(ไม่แน่ใจว่ากี่นาทีครับแต่นานพอตัว) ยังทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะตามไปได้อย่างง่ายดายครับ
รีวิวตัวละคร
Andrew (Miles Teller) ในที่สุดก็แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวได้ในเรื่องนี้ครับหลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่นาน Milesแสดงได้ดีมากจริงๆครับสามารถฟาดฟันบทบาทกับJ.K. Simmons ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว
Fletcher (J.K. Simmons) ผมไม่ค่อยได้ตามผลงานพี่แกอย่างจริงจังสักเท่าไหร่ครับ แต่ติดตากับบทฮาๆกวนๆของแกใน SpidermanไตรภาคของTobey Maguireครับ เรียกได้ว่าเรื่องนี้ทำเอาซะผมไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำระหว่างดูเพราะกลัวโดนดุเลยทีเดียวถือว่าสมควรแล้วครับที่สุดท้ายได้รางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากOSCARไปครองด้วยบทในเรื่องนี้ อยากตบมือให้จริงๆครับ
ใครที่เบื่อกับหนังเบาๆหรือหนังฮีโร่แล้วอยากลองหนังสายดราม่าเต็มตัว อยากให้ลองดูWhiplashครับ คุณอาจจะกลายเป็น DRAMA ADDICT อย่างผมไปเลยก็ได้ครับ หนังเรื่องนี้ให้อะไรเยอะมากครับ ไม่น่าเชื่อว่าแค่การตีกลองจะสามารถให้อะไรได้เยอะขนาดนี้ แต่แนะนำว่าวันที่เครียดๆแล้วอย่าดูน่ะครับอาจจะทำให้คุณเครียดหนักไปอีก เลือกเอาวันที่ทิ้งปัญหาเรื่องกลุ้มใจทุกอย่างออกไปจากอกหมดแล้วดีกว่าครับ ^ ^
โดย GARLIC HEAD