ขอขอบคุณช่อง3 ที่ปล่อยละครย้อนหลังHD ให้ผู้ชมที่ต้องนอนหัวค่ำ อยู่ต่างแดน ประเทศเพื่อนบ้าน ไทใหญ่
ได้ชมละครอย่างมีอรรถรส ไม่กระตุก แม้จะมัวอยู่ แต่ยังเข้าถึงคุณภาพการผลิตละครที่ประณีต เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน
หลังจากพระเอกมะงุมมะงาหราในเชียงเงิน เป็นพระลอตามไก่ พระรามตามกวางเสียนาน
ถึงเวลากลับเชียงพระคำเสียที แต่งานนี้มีของแถมกลับมาด้วย คือ ชายาหนึ่งองค์
แม้พระเอกจะถูกใจแต่ออกจะเสียดายน้องเมียอยู่บ้าง จึงรับปากกับนางเอกว่า
พี่จะพยายามลืมคนที่อยู่เมืองมัณฑ์
กลับมาไม่นาน นางเอกนึกว่าจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เพราะใครๆก็รักเอ็นดู จู่ๆกลับมีมารหัวใจโผล่มา
ให้อกไหม้ไส้ขม หาใช่ใครที่ไหน ก็ญาติของพระเอกเห็นกันแต่อ้อนแต่ออก และมารยาสาไถยถึงขนาด อาทิ
แสร้งขี่ม้าไม่เป็น แต่นางเก่งขนาดชักบังเหียนม้าให้ตกใจ จนดีดตัวให้ตกพร้อมท่าลงถูกทาง
จนแค่ฟกช้ำสงสัยเป็นสตันท์เก่า งานนี้ตามแผนจากสำนวนล้านนาว่า
กบไกล้ปากงู หนู้ใกล้บอกไม้ ชิ้นเกลือดังแมว
(ชายหญิงถึงเนื้อถึงตัวกัน ยากที่จะหักใจ)
ยิ่งมิ่งหล้าต้องชิงดีชิงเด่น เพื่อเป็นใหญ่ที่ฝ่ายใน ปัทมสุดาคงร้อนใจไม่แพ้นางเอก
ปลาแห้งไกล้แมว แมวบ่กิ๋นแมวง่าว สาวใกล้บ่าว บ่าวบ่าหยุบก็ซวาม
ฉากมิ่งหล้า ฟ้อนผางประทีป กล้องบางตัวตั้งไวท์บาลานซ์ผิดเป็นเดยไลท์ ทำให้ตัดต่อแสงเทียนเดี๋ยวเหลืองเดี๋ยวขาว
ฟ้อนผางพม่า
แต่ฉากกลางแปลงจัดแสงแบบธรรมชาติคุมไฟยาก ถ้าได้ไฟARRI ledคงง่ายกว่านี้แต่ค่าเช่าแพง
ุคุมไฟได้ดีตามงบที่มี และเกลี่ยสีไม่โดดมากนัก ดูแล้วสว่างด้วยโคมไฟ ไม่ใช่สปอทไลท์ส่อง
ฟ้อนผางประทีป ชมรมล้านนา ศิลปากร
ส่วนอุปราช จำบทขึ้นใจ พูดไม่กี่วิ ตัดภาพดื่มน้ำรดหัวเสียแล้ว น่าจะเน้นพูดสดหน่อย ไม่งั้นพากย์ตอนหลังแทน
การจำภาษาเขียน พูดมาเป็นภาษาพูดไม่ง่าย แต่ไพเราะและแสดงถึงความตั้งใจของนักแสดง ที่พยามยามอู้เต็มที่
แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาติเรา เข้าถึงจิตวิญญาณไทใหญ่ ล้านนา
หวังว่าละครจะสนุก เดินเรื่องกระชับ น่าติดตาม
ท้ายนี้ผิดพลาดประการ ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ
มายาคติ หมายถึง การสื่อความหมายที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ความหมายใดความหมายหนึ่ง
ด้วยคติความเชื่อจากวัฒนธรรม และถูกกลบเกลื่อนให้เป็นที่รับรู้เสมือนว่าเป็นธรรมชาติ
โดยทำให้คนในสังคมวัฒนธรรมนั้นคุ้นเคย กับความหมายของสิ่งนั้น จนไม่ทันสังเกตหรือตั้งคำถามว่า
ความหมายนั้นเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นทางวัฒนธรรม หรือเป็นธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ
เช่น มายาคติว่าด้วย "เพศหญิง" ในสังคมไทยบางสมัย ให้ความหมายของความเป็นผู้หญิงว่า
หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ เป็นช้างเท้าหลัง ต้องการการปกป้องดูแล เป็นต้น
(เท้าหลังของช้าง คือ เท้าหลักในการก้าวเดินของช้าง แต่ถูกเปลี่ยนความหมายในทางลบภายหลัง
จากกลุ่มคนที่ไม่ได้ผูกพันกับช้าง จนเกิดการตีความที่ผิดเพี้ยนไปจากมุมมองของบรรพชนไทยในอดีต ในหน้าที่ของหญิง)
ในเชิงพฤติกรรม เห็นได้ว่า
การสั่งน้ำส้มมาดื่ม เป็นสัญลักษณ์ของ หญิง หรือนางเอก
การสั่งสุราหรือเบียร์ เป็นสัญลักษณ์ของ ชาย
ขณะเดียวกันเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า
สีชมพู สีสำหรับ เพศหญิง
สีฟ้า สีสำหรับ เพศชาย
สีม่วง สีแทนสถานภาพ แม่หม้าย หรือสื่อถึงความผิดหวัง
แต่ปัจจุบันสีม่วง ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสัญลักษณ์ บ่งบอกความสนใจทางเพศเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น
การศึกษาเรื่องสถานะของหญิง นอกจากจะพิจารณาใน 4 สถานะ คือ สถานะ ลูก ภรรยา แม่ และพลเมือง แล้ว
ในแต่ละสถานะยังต้องคำนึงถึง
กลุ่มชนชั้นที่หญิงสังกัดด้วย
หญิงที่เติบโตในกลุ่มที่ต่างกัน ย่อมมีสิทธิ หน้าที่ ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ต่างกัน
สังคมไทยในอดีตแบ่งคนออกเป็น ชนชั้นสูง และสามัญชน
ลักษณะระบบครอบครัวของชนชั้นสูง
สังคมไทยเป็นสังคมที่นับญาติแบบสายคู่ คือ นับญาติทั้งฝ่ายพ่อและแม่
ด้วยเหตุที่ชนชั้นสูงรับวัฒนธรรม จากอินเดียทั้งพุทธและพราหมณ์
การสืบสายโลหิต และการรับมรดกทางฝ่ายชาย เป็นมาตรฐานของคนกลุ่มนี้
ในด้านรูปแบบครอบครัวชนชั้นสูง มีลักษณะเป็นครอบครัวเชิงซ้อน คือ
หนึ่งผัวหลายเมีย โดยบรรดาเมียเหล่านั้น อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน
ครอบครัวในลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นในสังคมที่อนุญาตให้ชาย หรือหญิง มีเมียหรือผัวมากกว่าหนึ่งคน
ในบันทึกชาวต่างชาติได้กล่าวไว้ตรงกันว่า
พวกชนชั้นขุนนางนิยมมีเมียหลายคน ซึ่งชาวตะวันตกมีทัศนะว่า
การมีเมียมากเช่นนี้เป็น ค่านิยมอย่างหนึ่งซึ่งแสดงถึงฐานะอันมั่งคั่งของชายผู้นั้น
การที่ขุนนางมีเมียหลายคนจะเป็นค่านิยมดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม
กฎหมายมรดกมาตรา 5 แบ่งภรรยาเป็น 3 ประเภทคือ
ภรรยาที่สู่ขอมีขันหมาก
ภรรยาอันทรงพระราชทาน หรือ ภรรยาอันขอพระราชทาน
ทาสภรรยา
แสดงถึงการยอมรับทางสังคมของไทยที่ชายจะมีเมียในคราวเดียวกันได้มากกว่าหนึ่งคน
และการมีเมียหลายคนยังสัมพันธ์กับสถานะทางการเมืองการปกครองด้วย
ดังที่ มรว.เสนีย ปราโมช ให้ความเห็นว่า
การที่พระมหากษัตริย์มีมเหสีหลายคน เป็นการเสริมอํานาจทางการเมืองของเหล่าขุนนาง
โดยเอาสตรี ที่เป็นบุตรสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มาเป็นเจ้าจอม
การมีเจ้าจอมหลายคนเป็นเครื่องประดับบารมีและป้องกันการคิดกบฏ ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
สำหรับหญิงชนชั้นสูง การมีคู่ครองที่ยศศักดิ์ต่ำกว่า นับเป็นความอัปยศและไม่สมควร
ทำให้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องตกในฐานะภรรยารอง เช่น เป็นเจ้าจอมของกษัตริย์
หม่อมห้ามของเจ้านาย หรืออนุภรรยาของขุนนาง
ค่านิยมการมีเมียมากของชาย และการที่กฎหมายให้ผัว สามารถขายเมียและลูกเป็นทาสได้
เปิดโอกาสให้ชายมีสถานะ และอํานาจเหนือผู้หญิง
เป็นปัจจัยอีกประการที่ทําให้สังคมไทยมีค่านิยม การมีเมียหลายคน
(ในสังคมอาหรับบางกลุ่ม เมียคนแรกไม่อนุญาติให้ผัวมีเมียเพิ่ม ผัวฟ้องหย่า หย่าได้
ผัวจะเอาเมียไปฆ่า ไปขายเป็นทาส นางบำเรอทำได้ เมียฟ้องหย่า อาจหย่าได้ในบางพื้นที่)
การที่กฎหมายแบ่งประเภทของภรรยานั้น เพื่อผลในเรื่องของการแบ่งมรดกทรัพย์สิน
พระอัยการลักษณะมรดกกล่าวว่า
ภิริยาอันทรงพระกรุณาพระราชทานนั้น ให้ได้ทรัพย์ 3 ส่วนกึ่ง
ภิริยาอันสู่ขอขันหมาก บิดา มานดายกให้ได้นั้น ให้ได้ทรัพย์ 3 ส่วน
เหตุภิริยาอันพระราชทานให้นั้น สูงศักดิ์กว่า ภิริยาอันมีขันหมาก บิดา มารดา ยกให้
ภิริยาอันทูลขอพระราชทานให้ แลนานาภิริยา คือว่า อนุภิริยานั้นให้ได้ทรัพย์ 2 ส่วนกึ่ง
ในกลุ่มชนชั้นสูงมีลักษณะการปกครองที่ชายผู้ผัวเป็นใหญ่ และมีอํานาจสิทธิขาดในครอบครัว
ด้านหน้าที่ความรับผิดชอบการงาน ชายชั้นสูงส่วนใหญ่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานราชการรับใช้รัฐ
หรือศาสนา
ส่วนหญิงจะเป็นผู้รับผิดชอบงานภายในบ้าน
เป็นผู้ถูกปกครอง ที่มีการอบรมมาอย่างดี และซื่อสัตย์
ลักษณะระบบครอบครัวสามัญชน
ขณะที่ชนชั้นสูงแบ่งขอบเขตการทำงานต่างกันระหว่างชายและหญิง
ชนชั้นล่างผู้ถูกปกครองได้แก่
ไพร่และทาส เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในสังคม ดํารงชีพด้วยการเกษตรเป็นหลัก
รูปแบบของระบบครอบครัวสามัญชนเป็น แบบครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยาย
ครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก เป็นสมาชิก
ครอบครัวขยาย ประกอบด้วย ครอบครัวเดี่ยวอย่างน้อย สองครอบครัวมาอยู่รวมกัน
ทั้งนี้ตามธรรมเนียมของการแต่งงานในสังคมไทย มักเป็นในลักษณะที่
ผู้ชายแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิง
โดยจะมีการทดสอบการทํางาน ความขยันหมั่นเพียรของผู้เป็นลูกเขยซักระยะหนึ่ง
เมื่อแต่งงานไปแล้ว ลูกสาวและลูกเขยอาจออกไปตั้งเรือนแยกไปจากบ้านเดิม
แต่ธรรมเนียมการสืบทอดมรดก คือ เรือนของพ่อ แม่ ยกให้กับลูกสาวคนเล็ก
ด้วยความคาดหวังว่า ลูกสาวคนเล็ก จะเป็นผู้เลี้ยงดูพ่อแม่ในยามชรา
ด้วยภาระทางสังคมของ ไพร่ และทาสชาย ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานออกจากถิ่น ไปรับใช้หลวงหรือมูลนาย
ทําให้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการงานบ้าน และการหาเลี้ยงครอบครัว
ดังที่ นิโกลาส แชรแวส บันทึกเกี่ยวกับการงานขอหญิงชาวบ้านไว้ว่า
...หญิงที่มีฐานะต่ำลงมาก็ปั่นฝ้าย และทอผ้า ทําเป็นผ้านุ่งของผัวและเครื่องนุ่งห่มของตนเอง
ถ้านางยากจน ไม่มีด้ายจะทอผ้า หรือเมล็ดพันธุ์ผักที่จะเพาะปลูกแล้ว
ก็ไปรับจ้างเขาทํางานเพื่อได้เงินมาจุนเจือทางครอบครัว หรือ ช่วยเขาทำไร่ ทําสวน หรือ นวดข้าวฝัดข้าว...
ลาลูแบร์ เล่าถึง การใช้ชีวิตตามปกติของชาวสยาม ว่า
...ในระหว่างที่เหล่าชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยาม มีกําหนด 6 เดือนนั้น
เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี
เป็นภาระของเมีย แม่ และลูกสาว เป็นคนหาอาหารไปส่งให้
และเมื่อพ้นกําหนดเกณฑ์แล้ว กลับมาถึงบ้าน
ชายส่วนมากไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงาน
อาชีพอย่างใดไว้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว
ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ ทํางานหลายอย่างต่างๆกัน แล้วแต่พระราชประสงค์
เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่า ชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดําเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ
เขาแทบจะไม่ได้ทํางานอะไรเลยเมื่อพ้นราชการงานหลวงมาแล้ว
เที่ยวก็ไม่เที่ยว ล่าสัตว์ก็ไม่ไป ได้แต่นั่ง,เอนหลัง,กิน,เล่น,สูบยาเส้น แล้วก็นอนไปวันหนึ่งๆเท่านั้น
เมียจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นราว 7 โมงเช้า เอาข้าวปลาอาหารมาให้บริโภค เสร็จแล้วก็ลงนอนต่ออีก
พอเที่ยงวันก็ลุกขึ้นมากินอีก แล้วมื้อเย็นอีกคํารบหนึ่ง ระหว่างเวลาอาหารมื้อกลางวัน กับมื้อเย็นนี้
เขาก็เอนหลังลงพักผ่อนเสียพักหนึ่ง เวลาที่เหลืออยู่นอกนั้นก็หมดไปด้วยการพูดคุย และเล่นการพนัน
บรรดาเมียนั้นไปไถนา ไปขายของหรือ เข้าไปซื้อของในเมือง
นอกจากนี้ในภาพจิตรกรรมหลายแห่ง แสดงถึงอาชีพของผู้หญิง คือ แม่ค้า เช่น
จิตรกรรมวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
ซึ่งในสมัยก่อนนอกจากหญิงไทยแล้ว ชายที่ทําการค้าขายของเล็กๆน้อยๆ มักเป็นชายชาวจีน
ไม่ปรากฏภาพชายชาวไทยที่เป็นพ่อค้า ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง
นอกเหนือไปจากบทบาทของหญิงสามัญชนในหน้าที่การงานแล้ว
มีภาพจิตรกรรมฝาผนังบางภาพ ที่แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรมของหญิงชาวบ้านในที่สาธารณะ
ซึ่งฝรั่งมักกล่าวถึงอิสระของหญิงสยาม
ดังที่จิตรกรรมวัดดุสิดาราม มีภาพหญิงไทยเดินพูดคุยกับชายชาวจีน
หรือที่วัดวังพัทลุง มีภาพสตรี สองคนพูดคุยกับชายหนุ่ม
กล่าวได้ว่าหญิงสามัญชนมีหน้าที่ และบทบาททั้งในบ้านและนอกบ้าน
สัมพันธ์กับเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นสำคัญ ด้วยปัจจัยทางสังคม คือ
ชายต้องถูกเกณฑ์แรงงาน
หญิงสามัญชนเหล่านี้ ถูกคาดหวังจากครอบครัวและสังคม
ในลักษณะที่แตกต่างไปจากหญิงชั้นสูง
ด้วยหน้าที่และภาระทางครอบครัว
เมื่อเปรียบเทียบสิทธิ และอํานาจในครอบครัว
หญิงสามัญชนมีสิทธิ และอํานาจมากกว่าหญิงชั้นสูง
รากนครา ไปได้งาน กลับมาได้เมีย เสียทองเท่าหัวไม่เสียผัวให้ใคร
ได้ชมละครอย่างมีอรรถรส ไม่กระตุก แม้จะมัวอยู่ แต่ยังเข้าถึงคุณภาพการผลิตละครที่ประณีต เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน
หลังจากพระเอกมะงุมมะงาหราในเชียงเงิน เป็นพระลอตามไก่ พระรามตามกวางเสียนาน
ถึงเวลากลับเชียงพระคำเสียที แต่งานนี้มีของแถมกลับมาด้วย คือ ชายาหนึ่งองค์
แม้พระเอกจะถูกใจแต่ออกจะเสียดายน้องเมียอยู่บ้าง จึงรับปากกับนางเอกว่า
พี่จะพยายามลืมคนที่อยู่เมืองมัณฑ์
กลับมาไม่นาน นางเอกนึกว่าจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เพราะใครๆก็รักเอ็นดู จู่ๆกลับมีมารหัวใจโผล่มา
ให้อกไหม้ไส้ขม หาใช่ใครที่ไหน ก็ญาติของพระเอกเห็นกันแต่อ้อนแต่ออก และมารยาสาไถยถึงขนาด อาทิ
แสร้งขี่ม้าไม่เป็น แต่นางเก่งขนาดชักบังเหียนม้าให้ตกใจ จนดีดตัวให้ตกพร้อมท่าลงถูกทาง
จนแค่ฟกช้ำสงสัยเป็นสตันท์เก่า งานนี้ตามแผนจากสำนวนล้านนาว่า
กบไกล้ปากงู หนู้ใกล้บอกไม้ ชิ้นเกลือดังแมว
(ชายหญิงถึงเนื้อถึงตัวกัน ยากที่จะหักใจ)
ยิ่งมิ่งหล้าต้องชิงดีชิงเด่น เพื่อเป็นใหญ่ที่ฝ่ายใน ปัทมสุดาคงร้อนใจไม่แพ้นางเอก
ปลาแห้งไกล้แมว แมวบ่กิ๋นแมวง่าว สาวใกล้บ่าว บ่าวบ่าหยุบก็ซวาม
ฉากมิ่งหล้า ฟ้อนผางประทีป กล้องบางตัวตั้งไวท์บาลานซ์ผิดเป็นเดยไลท์ ทำให้ตัดต่อแสงเทียนเดี๋ยวเหลืองเดี๋ยวขาว
ฟ้อนผางพม่า
แต่ฉากกลางแปลงจัดแสงแบบธรรมชาติคุมไฟยาก ถ้าได้ไฟARRI ledคงง่ายกว่านี้แต่ค่าเช่าแพง
ุคุมไฟได้ดีตามงบที่มี และเกลี่ยสีไม่โดดมากนัก ดูแล้วสว่างด้วยโคมไฟ ไม่ใช่สปอทไลท์ส่อง
ฟ้อนผางประทีป ชมรมล้านนา ศิลปากร
ส่วนอุปราช จำบทขึ้นใจ พูดไม่กี่วิ ตัดภาพดื่มน้ำรดหัวเสียแล้ว น่าจะเน้นพูดสดหน่อย ไม่งั้นพากย์ตอนหลังแทน
การจำภาษาเขียน พูดมาเป็นภาษาพูดไม่ง่าย แต่ไพเราะและแสดงถึงความตั้งใจของนักแสดง ที่พยามยามอู้เต็มที่
แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาติเรา เข้าถึงจิตวิญญาณไทใหญ่ ล้านนา
หวังว่าละครจะสนุก เดินเรื่องกระชับ น่าติดตาม
ท้ายนี้ผิดพลาดประการ ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ
มายาคติ หมายถึง การสื่อความหมายที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ความหมายใดความหมายหนึ่ง
ด้วยคติความเชื่อจากวัฒนธรรม และถูกกลบเกลื่อนให้เป็นที่รับรู้เสมือนว่าเป็นธรรมชาติ
โดยทำให้คนในสังคมวัฒนธรรมนั้นคุ้นเคย กับความหมายของสิ่งนั้น จนไม่ทันสังเกตหรือตั้งคำถามว่า
ความหมายนั้นเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นทางวัฒนธรรม หรือเป็นธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ
เช่น มายาคติว่าด้วย "เพศหญิง" ในสังคมไทยบางสมัย ให้ความหมายของความเป็นผู้หญิงว่า
หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ เป็นช้างเท้าหลัง ต้องการการปกป้องดูแล เป็นต้น
(เท้าหลังของช้าง คือ เท้าหลักในการก้าวเดินของช้าง แต่ถูกเปลี่ยนความหมายในทางลบภายหลัง
จากกลุ่มคนที่ไม่ได้ผูกพันกับช้าง จนเกิดการตีความที่ผิดเพี้ยนไปจากมุมมองของบรรพชนไทยในอดีต ในหน้าที่ของหญิง)
ในเชิงพฤติกรรม เห็นได้ว่า
การสั่งน้ำส้มมาดื่ม เป็นสัญลักษณ์ของ หญิง หรือนางเอก
การสั่งสุราหรือเบียร์ เป็นสัญลักษณ์ของ ชาย
ขณะเดียวกันเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า
สีชมพู สีสำหรับ เพศหญิง
สีฟ้า สีสำหรับ เพศชาย
สีม่วง สีแทนสถานภาพ แม่หม้าย หรือสื่อถึงความผิดหวัง
แต่ปัจจุบันสีม่วง ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสัญลักษณ์ บ่งบอกความสนใจทางเพศเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น
การศึกษาเรื่องสถานะของหญิง นอกจากจะพิจารณาใน 4 สถานะ คือ สถานะ ลูก ภรรยา แม่ และพลเมือง แล้ว
ในแต่ละสถานะยังต้องคำนึงถึง กลุ่มชนชั้นที่หญิงสังกัดด้วย
หญิงที่เติบโตในกลุ่มที่ต่างกัน ย่อมมีสิทธิ หน้าที่ ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ต่างกัน
สังคมไทยในอดีตแบ่งคนออกเป็น ชนชั้นสูง และสามัญชน
ลักษณะระบบครอบครัวของชนชั้นสูง
สังคมไทยเป็นสังคมที่นับญาติแบบสายคู่ คือ นับญาติทั้งฝ่ายพ่อและแม่
ด้วยเหตุที่ชนชั้นสูงรับวัฒนธรรม จากอินเดียทั้งพุทธและพราหมณ์
การสืบสายโลหิต และการรับมรดกทางฝ่ายชาย เป็นมาตรฐานของคนกลุ่มนี้
ในด้านรูปแบบครอบครัวชนชั้นสูง มีลักษณะเป็นครอบครัวเชิงซ้อน คือ
หนึ่งผัวหลายเมีย โดยบรรดาเมียเหล่านั้น อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน
ครอบครัวในลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นในสังคมที่อนุญาตให้ชาย หรือหญิง มีเมียหรือผัวมากกว่าหนึ่งคน
ในบันทึกชาวต่างชาติได้กล่าวไว้ตรงกันว่า
พวกชนชั้นขุนนางนิยมมีเมียหลายคน ซึ่งชาวตะวันตกมีทัศนะว่า
การมีเมียมากเช่นนี้เป็น ค่านิยมอย่างหนึ่งซึ่งแสดงถึงฐานะอันมั่งคั่งของชายผู้นั้น
การที่ขุนนางมีเมียหลายคนจะเป็นค่านิยมดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม
กฎหมายมรดกมาตรา 5 แบ่งภรรยาเป็น 3 ประเภทคือ
ภรรยาที่สู่ขอมีขันหมาก
ภรรยาอันทรงพระราชทาน หรือ ภรรยาอันขอพระราชทาน
ทาสภรรยา
แสดงถึงการยอมรับทางสังคมของไทยที่ชายจะมีเมียในคราวเดียวกันได้มากกว่าหนึ่งคน
และการมีเมียหลายคนยังสัมพันธ์กับสถานะทางการเมืองการปกครองด้วย
ดังที่ มรว.เสนีย ปราโมช ให้ความเห็นว่า
การที่พระมหากษัตริย์มีมเหสีหลายคน เป็นการเสริมอํานาจทางการเมืองของเหล่าขุนนาง
โดยเอาสตรี ที่เป็นบุตรสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มาเป็นเจ้าจอม
การมีเจ้าจอมหลายคนเป็นเครื่องประดับบารมีและป้องกันการคิดกบฏ ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
สำหรับหญิงชนชั้นสูง การมีคู่ครองที่ยศศักดิ์ต่ำกว่า นับเป็นความอัปยศและไม่สมควร
ทำให้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องตกในฐานะภรรยารอง เช่น เป็นเจ้าจอมของกษัตริย์
หม่อมห้ามของเจ้านาย หรืออนุภรรยาของขุนนาง
ค่านิยมการมีเมียมากของชาย และการที่กฎหมายให้ผัว สามารถขายเมียและลูกเป็นทาสได้
เปิดโอกาสให้ชายมีสถานะ และอํานาจเหนือผู้หญิง
เป็นปัจจัยอีกประการที่ทําให้สังคมไทยมีค่านิยม การมีเมียหลายคน
(ในสังคมอาหรับบางกลุ่ม เมียคนแรกไม่อนุญาติให้ผัวมีเมียเพิ่ม ผัวฟ้องหย่า หย่าได้
ผัวจะเอาเมียไปฆ่า ไปขายเป็นทาส นางบำเรอทำได้ เมียฟ้องหย่า อาจหย่าได้ในบางพื้นที่)
การที่กฎหมายแบ่งประเภทของภรรยานั้น เพื่อผลในเรื่องของการแบ่งมรดกทรัพย์สิน
พระอัยการลักษณะมรดกกล่าวว่า
ภิริยาอันทรงพระกรุณาพระราชทานนั้น ให้ได้ทรัพย์ 3 ส่วนกึ่ง
ภิริยาอันสู่ขอขันหมาก บิดา มานดายกให้ได้นั้น ให้ได้ทรัพย์ 3 ส่วน
เหตุภิริยาอันพระราชทานให้นั้น สูงศักดิ์กว่า ภิริยาอันมีขันหมาก บิดา มารดา ยกให้
ภิริยาอันทูลขอพระราชทานให้ แลนานาภิริยา คือว่า อนุภิริยานั้นให้ได้ทรัพย์ 2 ส่วนกึ่ง
ในกลุ่มชนชั้นสูงมีลักษณะการปกครองที่ชายผู้ผัวเป็นใหญ่ และมีอํานาจสิทธิขาดในครอบครัว
ด้านหน้าที่ความรับผิดชอบการงาน ชายชั้นสูงส่วนใหญ่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานราชการรับใช้รัฐ
หรือศาสนา
ส่วนหญิงจะเป็นผู้รับผิดชอบงานภายในบ้าน
เป็นผู้ถูกปกครอง ที่มีการอบรมมาอย่างดี และซื่อสัตย์
ลักษณะระบบครอบครัวสามัญชน
ขณะที่ชนชั้นสูงแบ่งขอบเขตการทำงานต่างกันระหว่างชายและหญิง
ชนชั้นล่างผู้ถูกปกครองได้แก่
ไพร่และทาส เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในสังคม ดํารงชีพด้วยการเกษตรเป็นหลัก
รูปแบบของระบบครอบครัวสามัญชนเป็น แบบครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยาย
ครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก เป็นสมาชิก
ครอบครัวขยาย ประกอบด้วย ครอบครัวเดี่ยวอย่างน้อย สองครอบครัวมาอยู่รวมกัน
ทั้งนี้ตามธรรมเนียมของการแต่งงานในสังคมไทย มักเป็นในลักษณะที่
ผู้ชายแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิง
โดยจะมีการทดสอบการทํางาน ความขยันหมั่นเพียรของผู้เป็นลูกเขยซักระยะหนึ่ง
เมื่อแต่งงานไปแล้ว ลูกสาวและลูกเขยอาจออกไปตั้งเรือนแยกไปจากบ้านเดิม
แต่ธรรมเนียมการสืบทอดมรดก คือ เรือนของพ่อ แม่ ยกให้กับลูกสาวคนเล็ก
ด้วยความคาดหวังว่า ลูกสาวคนเล็ก จะเป็นผู้เลี้ยงดูพ่อแม่ในยามชรา
ด้วยภาระทางสังคมของ ไพร่ และทาสชาย ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานออกจากถิ่น ไปรับใช้หลวงหรือมูลนาย
ทําให้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการงานบ้าน และการหาเลี้ยงครอบครัว
ดังที่ นิโกลาส แชรแวส บันทึกเกี่ยวกับการงานขอหญิงชาวบ้านไว้ว่า
...หญิงที่มีฐานะต่ำลงมาก็ปั่นฝ้าย และทอผ้า ทําเป็นผ้านุ่งของผัวและเครื่องนุ่งห่มของตนเอง
ถ้านางยากจน ไม่มีด้ายจะทอผ้า หรือเมล็ดพันธุ์ผักที่จะเพาะปลูกแล้ว
ก็ไปรับจ้างเขาทํางานเพื่อได้เงินมาจุนเจือทางครอบครัว หรือ ช่วยเขาทำไร่ ทําสวน หรือ นวดข้าวฝัดข้าว...
ลาลูแบร์ เล่าถึง การใช้ชีวิตตามปกติของชาวสยาม ว่า
...ในระหว่างที่เหล่าชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยาม มีกําหนด 6 เดือนนั้น
เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี
เป็นภาระของเมีย แม่ และลูกสาว เป็นคนหาอาหารไปส่งให้
และเมื่อพ้นกําหนดเกณฑ์แล้ว กลับมาถึงบ้าน
ชายส่วนมากไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงาน
อาชีพอย่างใดไว้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว
ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ ทํางานหลายอย่างต่างๆกัน แล้วแต่พระราชประสงค์
เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่า ชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดําเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ
เขาแทบจะไม่ได้ทํางานอะไรเลยเมื่อพ้นราชการงานหลวงมาแล้ว
เที่ยวก็ไม่เที่ยว ล่าสัตว์ก็ไม่ไป ได้แต่นั่ง,เอนหลัง,กิน,เล่น,สูบยาเส้น แล้วก็นอนไปวันหนึ่งๆเท่านั้น
เมียจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นราว 7 โมงเช้า เอาข้าวปลาอาหารมาให้บริโภค เสร็จแล้วก็ลงนอนต่ออีก
พอเที่ยงวันก็ลุกขึ้นมากินอีก แล้วมื้อเย็นอีกคํารบหนึ่ง ระหว่างเวลาอาหารมื้อกลางวัน กับมื้อเย็นนี้
เขาก็เอนหลังลงพักผ่อนเสียพักหนึ่ง เวลาที่เหลืออยู่นอกนั้นก็หมดไปด้วยการพูดคุย และเล่นการพนัน
บรรดาเมียนั้นไปไถนา ไปขายของหรือ เข้าไปซื้อของในเมือง
นอกจากนี้ในภาพจิตรกรรมหลายแห่ง แสดงถึงอาชีพของผู้หญิง คือ แม่ค้า เช่น
จิตรกรรมวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
ซึ่งในสมัยก่อนนอกจากหญิงไทยแล้ว ชายที่ทําการค้าขายของเล็กๆน้อยๆ มักเป็นชายชาวจีน
ไม่ปรากฏภาพชายชาวไทยที่เป็นพ่อค้า ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง
นอกเหนือไปจากบทบาทของหญิงสามัญชนในหน้าที่การงานแล้ว
มีภาพจิตรกรรมฝาผนังบางภาพ ที่แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรมของหญิงชาวบ้านในที่สาธารณะ
ซึ่งฝรั่งมักกล่าวถึงอิสระของหญิงสยาม
ดังที่จิตรกรรมวัดดุสิดาราม มีภาพหญิงไทยเดินพูดคุยกับชายชาวจีน
หรือที่วัดวังพัทลุง มีภาพสตรี สองคนพูดคุยกับชายหนุ่ม
กล่าวได้ว่าหญิงสามัญชนมีหน้าที่ และบทบาททั้งในบ้านและนอกบ้าน
สัมพันธ์กับเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นสำคัญ ด้วยปัจจัยทางสังคม คือ
ชายต้องถูกเกณฑ์แรงงาน
หญิงสามัญชนเหล่านี้ ถูกคาดหวังจากครอบครัวและสังคม
ในลักษณะที่แตกต่างไปจากหญิงชั้นสูง
ด้วยหน้าที่และภาระทางครอบครัว
เมื่อเปรียบเทียบสิทธิ และอํานาจในครอบครัว
หญิงสามัญชนมีสิทธิ และอํานาจมากกว่าหญิงชั้นสูง