ลิเวอร์พูลนั้นขึ้นชื่อลือชามาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า มีผู้รักษาประตูอ่อน และมีจุดบอดที่การป้องกันลูกกลางอากาศ
แล้วสาเหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร..? เมื่อลองย้อนกลับไปไล่เรียงรายชื่อนายประตูลิเวอร์พูลแต่ละสมัย ก็ไม่มีใครเลยที่ดูจะโดดเด่นในเรื่องการป้องกันประตู ไล่จาก เจมส์, ซานเดอร์ เวสเตอร์เฟลด์, เจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค, โฆเซ่ เรน่า มาจนถึง ซิมง มิโญเล่ต์ และรายล่าสุดที่เปิดตัวไม่สวยสมกับความหล่อบนใบหน้า ลอริส คาริอุส คือนายทวารคนล่าสุด ที่แฟนๆก็ยังคงอุ่นใจไม่ได้อยู่ดี
เห็นได้จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา แทบไม่มีผู้รักษาประตูที่เป็นตัวหลักของทีมในแต่ล่ะปีคนใดเลย ที่จะมีจำนวนการลงเล่นมากกว่าจำนวนการเสียประตู อย่างเห็นได้ชัด ผลงานดีที่สุดก็เป็นเจอร์ซี่ ดูเด็ค กับ โฆเซ่ เรน่า ซึ่งอยู่ในช่วงการคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตช โดยดูเด็คลงเล่นไป 186 นัดเสียไป 176 ประตู หรือคิดเป็น 1 นัด เสีย 0.95ลูก เรน่าที่ลงเล่นไป 313 นัด เสียไป 252 ประตู หรือคิดเป็นสัดส่วนก็เท่ากับ ทุก 6 นัด เรน่าจะเสีย 5 ประตู นั้นคือผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดที่ทีมลิเวอร์พูลเคยมีมา แต่ก็ยังไม่ดีพอจะนำพาทีมให้ขึ้นไปลุ้นตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีคได้เลย
ผู้รักษาประตูตัวหลักเมื่อปีที่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อซิมง มิโญเล่ห์ มีสถิติ ลงเล่น 94 นัด เสียประตูไป 115 หรือคิดเป็นสัดส่วนเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเท่ากับที่เรน่าเคยทำได้ มิโญเล่ห์จะมีสัดส่วนการลงเล่นทุก 6 นัด เสีย 8 ประตู คิดเป็นเปอร์เซ็นก็จะมีอัตราการสูญเสียประตูมากกว่าเราน่าถึง 43% ในทุก 6 นัด
และที่สำคัญในบรรดาผู้รักษาประตูตัวหลักของทีมในช่วงเวลา 26 ปีมานี้ ต่างได้รับการโจษขาน ว่ามีจุดอ่อนในการป้องกันลูกกลางอากาศได้แย่กันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้รักษาประตูที่มีสถิติดีที่สุด อย่าง โฮเซ่ เรน่า ไม่ต้องเอ่ยผู้รักษาประตูตัวหลักคนปัจจุบันอย่าง ซิมง มิโญเล่ห์ ที่โดนเทียบเคียงกับเดวิด เจมส์ มากขี้นเรื่อยๆในพักหลังๆ
และนั้นอาจเป็นสาเหตุให้กุนซือคนปัจจุบันอย่าง คล้อป ตัดสินใจคว้าตัว ลอริส คาริอุส ผู้รักษาประตูคนใหม่เข้ามาโดยให้เหตุผลว่า จะใช้การแข่งขันกันเอง เข้ามากดดันผู้รักษาประตูมือ 1 ให้ตั้งใจทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น แต่นั้นก็เหมือนยังไม่ดีพอที่จะช่วยให้อะไรดีขึ้น เหมือนจำนวน 3 นัดที่คาริอุสลงเล่นซึ่งรวมการแข่งขันบอลถ้วยอย่างลีคคัพด้วย 1 นัด ผู้รักษาประตูคนใหม่คนนี้ เสียไป 2 ประตู และ 2 ประตูที่เสียไปนั้นมาจากลูก set-pieces ทั้งหมดและช่วยตอกย้ำผลงานการคุมทีมแล้วป้องกันลูก set-pieces ของคล้อปให้แย่ลงไปอีก
เพราะเมื่อถึงตอนนี้นับตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามคุมทีม ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 2015 เขาคือผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีคที่พาลูกทีมป้องกันลูก set-pieces ได้แย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทีมวัตฟอร์ดทีมเดียวเท่านั้น โดย3อันดับแรก ที่เสียประตูจากลูก set-pieces ในระยะเวลาเท่ากับที่คล้อปก้าวเข้ามารับตำแหน่ง คือ
Swansea: 17
Liverpool: 16
Stoke: 16
แน่นอนว่าคนที่ต้องแบกรับผลงานนี้พอๆกับคล็อป ก็คือ มิโญเล่ห์ กับการเสียประตูจากลูก set-pieces มากมายตั้งแต่ตอนคล้อปมารับตำแหน่งเมื่อฤดูกาลก่อน แต่การซื้อผู้รักษาประตุตัวใหม่เข้ามาแล้วก็ยังเสียประตูจากลูก set-pieces ในอัตตราเฉลี่ยต่อนัดที่ค่อนข้างสูงเหมือนเดิม มันก็สะท้อนว่า ที่ผ่านมา เจเก้น คล้อปอาจไม่ได้ใส่ใจปัญหานี้อย่างมากพอ ยังคงปล่อยให้เป้นจุดอ่อนที่ทุกทีมต่างก็รู้ ว่าจะโจมตีลิเวอร์พูล ต้องโจมตีด้วย set-pieces
ก็เห็นได้จาก ในฤดูกาลนี้ทีมลิเวอร์พูลเสียประตูไปแล้ว 3 ลูกในพรีเมียร์ลีค หากรวมทุกรายการเสียไปแล้ว 4 ลูก(รวมลีคคัพด้วย) ทั้งจากลูกเตะมุมและลูกตั้งเตะฟรีคิก จากการเสียประตูทั้งหมด 10 ลูก เป็นทีมที่เสียประตูด้วยลูก set-pieces จำนวนที่มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก อยู่ในอันดับ 2 รองจากวัตฟอร์ตทีมเดียวที่เสียประตูไปแล้วด้วยลูก set-pieces 4 ประตู
ทั้ง 4 ลูกนั้นจะเห็นได้จากภาพประกอบว่า เป็นการถูกชาจต์จากบริเวณกรอบ 6 หลา ในรูปแบบลักษณะเดิมๆทั้งหมด
และนั้นคือหลักฐาน ที่บ่งชี้ชัดเจนว่าลิเวอร์พูลในยุคของคล้อป ไม่ใส่ใจกับการแก้ปัญหาตรงนี้เลยใช่ไหม..? ถึงได้ผิดพลาดลักษณะเดิมๆซ้ำซาก
ซึ่งถ้าให้ผมเป็นคนตอบด้วยตัวเอง ผมตอบว่า ใช่ คล้อปไม่เคยใส่ใจที่จะแก้ปัญหานี้เลยมาตั้งแต่ต้น
อะไรทำให้ผมคิดเช่นนั้น..?
เพราะคล้อปเองก็เป็นอดีตผู้เล่นกองหลังมาก่อน และเคยออกมาบอกว่า ตนเองคิดว่าตัวเขาเองเล่นลูกกลางอากาสได้ดี(จากสัมภาษณ์อะไรสักอย่างนี้แหละ ผมนึกไม่ออก รู้แต่ว่าเพิ่งอ่านเมื่อเร็วๆนี้) ดังนั้นเขาที่เป็นอดีตกองหลังย่อมรู้ดีว่าวิธีรับมือกับลูกเตะมุม หรือลูกครอสจากฟรีคิกว่า
มันมีอยู่แค่ 2 วิธีเท่านั้นในโลกของฟุตบอล คือตั้งโซน กับ แมนมาร์คแบบแมนทูแมน ซึ่งลักษณะฟุตบอลสมัยใหม่ บางทีมก็จะใช้วิธี ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือมีผู้เล่นส่วนหนึ่งยืนตั้งโซนป้องกันพื้นที่ไม่ให้คู่แข่งเข้ามาขึ้นโหม่งทำประตูได้ กับอีกกลุ่ม ที่กระจายกันไปมาร์คผุ้เล่นคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามซึ่งเล่นลุกกลางอากาศได้ดี
แต่รูปแบบการตั้งรับของลูกทีมของคล้อป ผมบอกตรงๆ ผมมองไม่ออกว่าใช้รูปแบบยืนโซนหรือว่า แมนมาร์ค หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน ดูแล้วค่อยข้างสับสนว่าใครทำหน้าที่แบบไหน เพราะเหมือนวิ่งกันให้วุ่นเปะปะไปทั่ว ผู้รักษาประตูที่ควรออกมาตัดลูก ในรัศมี 2เมตร ตามแนวจุดโทษ ก็ดูลนลานลุกลี้ลุกลนยังไงบอกไม่ถูก ออกมาบางทีก็เจอบอล บางทีก็ไม่เจอ จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามสอดเข้ามายิงประตูจ่อๆหน้าตาเฉย
ยังจำได้ในยุคสมัยของราฟาเอล เบนิเตช ที่มี เจอร์ซี่ ดูเด็คเป็นผู้รักษาประตู ซึ่งเป้นยุดสุดท้ายที่หงส์แดงป้องกันลูก set-pieces ทั้งลูกตั้งเตะ และลูกเตะมุมได้ดี เพราะใช้วิธีประสาน 2 ในการรับมือกับลูก set-pieces โดยให้ แผงแบ๊คโฟร์ทำหน้าที่ตั้งโซนเล็กขึ้นรอบกรอบ 6 หลา แบ๊คทั้งสองข้าง คอยยืนคุมเสา เซ็นเตอร์สองตัวอย่าง อองโช กับฮูเปียวางไลน์บนเส้น 6 หลา เกือบขนานไปกับแนวเสาประตู ดูเด้คคอยเป็นคนสั่งการและออกมาตัดลูก ที่ลอยมาบริเวณกลางโซน ไปจนถึง เกินกรอบ 6 หลาด้านหน้าไปนิดหน่อย ส่วนผู้เล่นคนอื่น ก็ใช้วิธีมารค์ตัวสำคัญฝ่ายตรงข้ามแบบแมนทูแมน
และด้วยวิธีแบบนี้ของราฟา ทำให้การับหรือหรือป้องกันลูก set-pieces ของลิเวอร์พูล อยู่ในระดับดีอันดับต้นๆของลีค
แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงผุ้เล่น จากผู้รักษาประตู ที่เคยเป็นดูเด็ค ก็มาเป็นเรน่าแทน และอองโซ ฮูเปีย ทยอยปลดเกษียนไป แต่ก็ได้ คาราเกอร์กับสเคอเทลมาแทน ซึ่งก็ยังทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่เหมือนตอนนี้ ที่เสียเตะมุมที อารมณ์กองเชียร์ต้องลุ้นเหมือนเตรียมจะโดนยิงจุดโทษ
ภายใต้การคุมทีมของ ราฟา เบนิเตซ ลิเวอร์พูลมีสถิติกการป้องกันลูกตั้งเตะที่ดี แม้ว่าสื่อจะวิจารณ์การป้องกันแบบคุมโซนเน้นตั้งรับของราฟา แต่ในช่วงจากฤดูกาล 2004-05 ถึง 2009-10
รวมหกฤดูกาลเต็ม มีแค่ครั้งเดียวที่ลิเวอร์พูลไม่อยู่ในกลุ่มกองหลังที่ป้องกันลูกตั้งเตะได้ดีที่สุดในลีก (สองครั้งที่ลิเวอร์พูลมีอันดับดีที่สุด)
แต่ตอนนี้กลับมามีปัญหาอีกครั้ง ทั้งเรื่องความไม่ชัดเจนในการจัดแนวรับ และเรื่องการป้องกันลูกกลางอากาศ ที่ผู้รักษาประตูลิเวอร์พูลในตอนนี้ทั้งสองคน ทั้ง มิโญเล่ห์และคาริอุสแสดงออกให้เห็นว่า ได้สืบทอดอัตลักษณ์เฉพาะตัวในตำแหน่งนี้ เหมือนผู้รักษาประตูรุ่นพี่ๆคนเก่าๆของทีมไปแล้ว ที่เริ่มต้นตั้งแต่ยุคสมัยของ รอย อีแวนส์ ที่
เดวิด เจมส์ ถึงกับเสียผู้เสียคนไปเลยทีเดียว เมื่อได้รับฉายาว่าเป็น “จอมเฟอะฟะ” เบอร์หนึ่งของวงการลูกหนังอังกฤษในยุคนั้น
และคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะได้ตำแหน่งนี้ไปก่อนกัน เพราะทั้ง มิโญเล่ห์ ทั้งคาริอุสที่ดูจะไม่มีความมั่นใจเลย เวลาต้องออกมาตัดหรือป้องกันลูกกลางอากาศ
ที่สุดแล้ว ถ้าคล้อปยังทำเหมือนเช่นเดิม คือใส่ใจที่จะปรับแก้แท๊คติคแต่เกมส์รุก หวังบุกให้สนุก ยิงให้กระจาย เพื่อมาชดเชยการต้องต้องเสียประตูอย่างที่เคยพูดให้สัมภาษณ์หลายๆครั้ง ทั้งมิโญเล่ห์และคาริอุสก็คงหมดความมั่นใจไปเรื่อยและต้องรับสภาพการเป็นผู้รักษาประตู ดาร์ดๆ ซึ่งก็คงไว้วางใจฝากผีฝากไข้อะไรไว้ไม่ได้
คำถามคือ ถ้าเกิดแบบนั้นขึ้นจริงๆแล้วทีมไปไม่ถึงจุดหมาย แล้วจะโทษใคร GK ที่ความสามารถไม่พอ หรือผู้จัดการที่ไม่เคยซัพพอร์ตปัญหาที่ค้างคาเลย
รีบแก้เถอะครับ ก่อนความมั่นใจของลูกทีมอย่างผู้รักษาประตู จะไม่เหลืออะไรให้กอบกู้ เพราะเท่าที่ดู ทั้งคู่ ก็ใกล้ถึงระยะสุดท้ายที่ครีโม(Crimo)ยังไงก็ไม่หายแล้วครับ และเราก็จะได้ ....
...............
..................
แต่น แต้น.........
อุ๊ ต๊ะ...
ได้ เดวิดเจมส์คนใหม่ พร้อมกันทีเดียวสองคนเลย
(ทำไมพิมพ์ท่อนจบ แล้วจบลงแบบนี้แล้วรู้สึกจุกๆแน่นหน้าอกยังไงก็ไม่รู้นะครับ)
ป.ล.ตอนแรกก่อนดูบอลเมื่อคืน ผมตั้งใจว่าดูบอลจบแล้ว จะนั่งอัพเดท Statistics Liverpool Player ให้เป็นข้อมูลล่าสุด แต่พอบอลจบแล้วอดใจไม่ไหว เลยต้องขอแซงคิวตัวเอง เขียนเรื่องนี้ก่อนนะคับ อัพเดทรอไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยทำ
ส่วนใครจะบอกก็ชนะแล้วยังจะเอาอะไรอีก ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย ผมก็คงต้องตอบว่า ในยามที่เรามัวแต่ยินดีกับชัยชนะเฉพาะหน้าที่เพิ่งมาถึง จนลืมคำนึงไปว่ายังมีข้อผิดพลาดที่รอการแก้ไขในเร็ววันนี้
และหากมันทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้สักทีล่ะ..?
แล้วความยินดีในวันนี้จะมีประโยชน์อะไร..?
ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาเข้ามาอ่านครับ
set-pieces มะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินความมั่นใจ GK มิโญเล่ห์ คาริอุส ใครจะเป็นเดวิด เจมส์คนต่อไป
แล้วสาเหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร..? เมื่อลองย้อนกลับไปไล่เรียงรายชื่อนายประตูลิเวอร์พูลแต่ละสมัย ก็ไม่มีใครเลยที่ดูจะโดดเด่นในเรื่องการป้องกันประตู ไล่จาก เจมส์, ซานเดอร์ เวสเตอร์เฟลด์, เจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค, โฆเซ่ เรน่า มาจนถึง ซิมง มิโญเล่ต์ และรายล่าสุดที่เปิดตัวไม่สวยสมกับความหล่อบนใบหน้า ลอริส คาริอุส คือนายทวารคนล่าสุด ที่แฟนๆก็ยังคงอุ่นใจไม่ได้อยู่ดี
เห็นได้จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา แทบไม่มีผู้รักษาประตูที่เป็นตัวหลักของทีมในแต่ล่ะปีคนใดเลย ที่จะมีจำนวนการลงเล่นมากกว่าจำนวนการเสียประตู อย่างเห็นได้ชัด ผลงานดีที่สุดก็เป็นเจอร์ซี่ ดูเด็ค กับ โฆเซ่ เรน่า ซึ่งอยู่ในช่วงการคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตช โดยดูเด็คลงเล่นไป 186 นัดเสียไป 176 ประตู หรือคิดเป็น 1 นัด เสีย 0.95ลูก เรน่าที่ลงเล่นไป 313 นัด เสียไป 252 ประตู หรือคิดเป็นสัดส่วนก็เท่ากับ ทุก 6 นัด เรน่าจะเสีย 5 ประตู นั้นคือผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดที่ทีมลิเวอร์พูลเคยมีมา แต่ก็ยังไม่ดีพอจะนำพาทีมให้ขึ้นไปลุ้นตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีคได้เลย
ผู้รักษาประตูตัวหลักเมื่อปีที่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อซิมง มิโญเล่ห์ มีสถิติ ลงเล่น 94 นัด เสียประตูไป 115 หรือคิดเป็นสัดส่วนเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเท่ากับที่เรน่าเคยทำได้ มิโญเล่ห์จะมีสัดส่วนการลงเล่นทุก 6 นัด เสีย 8 ประตู คิดเป็นเปอร์เซ็นก็จะมีอัตราการสูญเสียประตูมากกว่าเราน่าถึง 43% ในทุก 6 นัด
และที่สำคัญในบรรดาผู้รักษาประตูตัวหลักของทีมในช่วงเวลา 26 ปีมานี้ ต่างได้รับการโจษขาน ว่ามีจุดอ่อนในการป้องกันลูกกลางอากาศได้แย่กันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้รักษาประตูที่มีสถิติดีที่สุด อย่าง โฮเซ่ เรน่า ไม่ต้องเอ่ยผู้รักษาประตูตัวหลักคนปัจจุบันอย่าง ซิมง มิโญเล่ห์ ที่โดนเทียบเคียงกับเดวิด เจมส์ มากขี้นเรื่อยๆในพักหลังๆ
และนั้นอาจเป็นสาเหตุให้กุนซือคนปัจจุบันอย่าง คล้อป ตัดสินใจคว้าตัว ลอริส คาริอุส ผู้รักษาประตูคนใหม่เข้ามาโดยให้เหตุผลว่า จะใช้การแข่งขันกันเอง เข้ามากดดันผู้รักษาประตูมือ 1 ให้ตั้งใจทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น แต่นั้นก็เหมือนยังไม่ดีพอที่จะช่วยให้อะไรดีขึ้น เหมือนจำนวน 3 นัดที่คาริอุสลงเล่นซึ่งรวมการแข่งขันบอลถ้วยอย่างลีคคัพด้วย 1 นัด ผู้รักษาประตูคนใหม่คนนี้ เสียไป 2 ประตู และ 2 ประตูที่เสียไปนั้นมาจากลูก set-pieces ทั้งหมดและช่วยตอกย้ำผลงานการคุมทีมแล้วป้องกันลูก set-pieces ของคล้อปให้แย่ลงไปอีก
เพราะเมื่อถึงตอนนี้นับตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามคุมทีม ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 2015 เขาคือผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีคที่พาลูกทีมป้องกันลูก set-pieces ได้แย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทีมวัตฟอร์ดทีมเดียวเท่านั้น โดย3อันดับแรก ที่เสียประตูจากลูก set-pieces ในระยะเวลาเท่ากับที่คล้อปก้าวเข้ามารับตำแหน่ง คือ
Swansea: 17
Liverpool: 16
Stoke: 16
แน่นอนว่าคนที่ต้องแบกรับผลงานนี้พอๆกับคล็อป ก็คือ มิโญเล่ห์ กับการเสียประตูจากลูก set-pieces มากมายตั้งแต่ตอนคล้อปมารับตำแหน่งเมื่อฤดูกาลก่อน แต่การซื้อผู้รักษาประตุตัวใหม่เข้ามาแล้วก็ยังเสียประตูจากลูก set-pieces ในอัตตราเฉลี่ยต่อนัดที่ค่อนข้างสูงเหมือนเดิม มันก็สะท้อนว่า ที่ผ่านมา เจเก้น คล้อปอาจไม่ได้ใส่ใจปัญหานี้อย่างมากพอ ยังคงปล่อยให้เป้นจุดอ่อนที่ทุกทีมต่างก็รู้ ว่าจะโจมตีลิเวอร์พูล ต้องโจมตีด้วย set-pieces
ก็เห็นได้จาก ในฤดูกาลนี้ทีมลิเวอร์พูลเสียประตูไปแล้ว 3 ลูกในพรีเมียร์ลีค หากรวมทุกรายการเสียไปแล้ว 4 ลูก(รวมลีคคัพด้วย) ทั้งจากลูกเตะมุมและลูกตั้งเตะฟรีคิก จากการเสียประตูทั้งหมด 10 ลูก เป็นทีมที่เสียประตูด้วยลูก set-pieces จำนวนที่มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก อยู่ในอันดับ 2 รองจากวัตฟอร์ตทีมเดียวที่เสียประตูไปแล้วด้วยลูก set-pieces 4 ประตู
ทั้ง 4 ลูกนั้นจะเห็นได้จากภาพประกอบว่า เป็นการถูกชาจต์จากบริเวณกรอบ 6 หลา ในรูปแบบลักษณะเดิมๆทั้งหมด
และนั้นคือหลักฐาน ที่บ่งชี้ชัดเจนว่าลิเวอร์พูลในยุคของคล้อป ไม่ใส่ใจกับการแก้ปัญหาตรงนี้เลยใช่ไหม..? ถึงได้ผิดพลาดลักษณะเดิมๆซ้ำซาก
ซึ่งถ้าให้ผมเป็นคนตอบด้วยตัวเอง ผมตอบว่า ใช่ คล้อปไม่เคยใส่ใจที่จะแก้ปัญหานี้เลยมาตั้งแต่ต้น
อะไรทำให้ผมคิดเช่นนั้น..?
เพราะคล้อปเองก็เป็นอดีตผู้เล่นกองหลังมาก่อน และเคยออกมาบอกว่า ตนเองคิดว่าตัวเขาเองเล่นลูกกลางอากาสได้ดี(จากสัมภาษณ์อะไรสักอย่างนี้แหละ ผมนึกไม่ออก รู้แต่ว่าเพิ่งอ่านเมื่อเร็วๆนี้) ดังนั้นเขาที่เป็นอดีตกองหลังย่อมรู้ดีว่าวิธีรับมือกับลูกเตะมุม หรือลูกครอสจากฟรีคิกว่า มันมีอยู่แค่ 2 วิธีเท่านั้นในโลกของฟุตบอล คือตั้งโซน กับ แมนมาร์คแบบแมนทูแมน ซึ่งลักษณะฟุตบอลสมัยใหม่ บางทีมก็จะใช้วิธี ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือมีผู้เล่นส่วนหนึ่งยืนตั้งโซนป้องกันพื้นที่ไม่ให้คู่แข่งเข้ามาขึ้นโหม่งทำประตูได้ กับอีกกลุ่ม ที่กระจายกันไปมาร์คผุ้เล่นคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามซึ่งเล่นลุกกลางอากาศได้ดี
แต่รูปแบบการตั้งรับของลูกทีมของคล้อป ผมบอกตรงๆ ผมมองไม่ออกว่าใช้รูปแบบยืนโซนหรือว่า แมนมาร์ค หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน ดูแล้วค่อยข้างสับสนว่าใครทำหน้าที่แบบไหน เพราะเหมือนวิ่งกันให้วุ่นเปะปะไปทั่ว ผู้รักษาประตูที่ควรออกมาตัดลูก ในรัศมี 2เมตร ตามแนวจุดโทษ ก็ดูลนลานลุกลี้ลุกลนยังไงบอกไม่ถูก ออกมาบางทีก็เจอบอล บางทีก็ไม่เจอ จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามสอดเข้ามายิงประตูจ่อๆหน้าตาเฉย
ยังจำได้ในยุคสมัยของราฟาเอล เบนิเตช ที่มี เจอร์ซี่ ดูเด็คเป็นผู้รักษาประตู ซึ่งเป้นยุดสุดท้ายที่หงส์แดงป้องกันลูก set-pieces ทั้งลูกตั้งเตะ และลูกเตะมุมได้ดี เพราะใช้วิธีประสาน 2 ในการรับมือกับลูก set-pieces โดยให้ แผงแบ๊คโฟร์ทำหน้าที่ตั้งโซนเล็กขึ้นรอบกรอบ 6 หลา แบ๊คทั้งสองข้าง คอยยืนคุมเสา เซ็นเตอร์สองตัวอย่าง อองโช กับฮูเปียวางไลน์บนเส้น 6 หลา เกือบขนานไปกับแนวเสาประตู ดูเด้คคอยเป็นคนสั่งการและออกมาตัดลูก ที่ลอยมาบริเวณกลางโซน ไปจนถึง เกินกรอบ 6 หลาด้านหน้าไปนิดหน่อย ส่วนผู้เล่นคนอื่น ก็ใช้วิธีมารค์ตัวสำคัญฝ่ายตรงข้ามแบบแมนทูแมน และด้วยวิธีแบบนี้ของราฟา ทำให้การับหรือหรือป้องกันลูก set-pieces ของลิเวอร์พูล อยู่ในระดับดีอันดับต้นๆของลีค
แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงผุ้เล่น จากผู้รักษาประตู ที่เคยเป็นดูเด็ค ก็มาเป็นเรน่าแทน และอองโซ ฮูเปีย ทยอยปลดเกษียนไป แต่ก็ได้ คาราเกอร์กับสเคอเทลมาแทน ซึ่งก็ยังทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่เหมือนตอนนี้ ที่เสียเตะมุมที อารมณ์กองเชียร์ต้องลุ้นเหมือนเตรียมจะโดนยิงจุดโทษ
ภายใต้การคุมทีมของ ราฟา เบนิเตซ ลิเวอร์พูลมีสถิติกการป้องกันลูกตั้งเตะที่ดี แม้ว่าสื่อจะวิจารณ์การป้องกันแบบคุมโซนเน้นตั้งรับของราฟา แต่ในช่วงจากฤดูกาล 2004-05 ถึง 2009-10 รวมหกฤดูกาลเต็ม มีแค่ครั้งเดียวที่ลิเวอร์พูลไม่อยู่ในกลุ่มกองหลังที่ป้องกันลูกตั้งเตะได้ดีที่สุดในลีก (สองครั้งที่ลิเวอร์พูลมีอันดับดีที่สุด)
แต่ตอนนี้กลับมามีปัญหาอีกครั้ง ทั้งเรื่องความไม่ชัดเจนในการจัดแนวรับ และเรื่องการป้องกันลูกกลางอากาศ ที่ผู้รักษาประตูลิเวอร์พูลในตอนนี้ทั้งสองคน ทั้ง มิโญเล่ห์และคาริอุสแสดงออกให้เห็นว่า ได้สืบทอดอัตลักษณ์เฉพาะตัวในตำแหน่งนี้ เหมือนผู้รักษาประตูรุ่นพี่ๆคนเก่าๆของทีมไปแล้ว ที่เริ่มต้นตั้งแต่ยุคสมัยของ รอย อีแวนส์ ที่ เดวิด เจมส์ ถึงกับเสียผู้เสียคนไปเลยทีเดียว เมื่อได้รับฉายาว่าเป็น “จอมเฟอะฟะ” เบอร์หนึ่งของวงการลูกหนังอังกฤษในยุคนั้น
และคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะได้ตำแหน่งนี้ไปก่อนกัน เพราะทั้ง มิโญเล่ห์ ทั้งคาริอุสที่ดูจะไม่มีความมั่นใจเลย เวลาต้องออกมาตัดหรือป้องกันลูกกลางอากาศ
ที่สุดแล้ว ถ้าคล้อปยังทำเหมือนเช่นเดิม คือใส่ใจที่จะปรับแก้แท๊คติคแต่เกมส์รุก หวังบุกให้สนุก ยิงให้กระจาย เพื่อมาชดเชยการต้องต้องเสียประตูอย่างที่เคยพูดให้สัมภาษณ์หลายๆครั้ง ทั้งมิโญเล่ห์และคาริอุสก็คงหมดความมั่นใจไปเรื่อยและต้องรับสภาพการเป็นผู้รักษาประตู ดาร์ดๆ ซึ่งก็คงไว้วางใจฝากผีฝากไข้อะไรไว้ไม่ได้
คำถามคือ ถ้าเกิดแบบนั้นขึ้นจริงๆแล้วทีมไปไม่ถึงจุดหมาย แล้วจะโทษใคร GK ที่ความสามารถไม่พอ หรือผู้จัดการที่ไม่เคยซัพพอร์ตปัญหาที่ค้างคาเลย
รีบแก้เถอะครับ ก่อนความมั่นใจของลูกทีมอย่างผู้รักษาประตู จะไม่เหลืออะไรให้กอบกู้ เพราะเท่าที่ดู ทั้งคู่ ก็ใกล้ถึงระยะสุดท้ายที่ครีโม(Crimo)ยังไงก็ไม่หายแล้วครับ และเราก็จะได้ ....
...............
..................
แต่น แต้น.........
อุ๊ ต๊ะ...ได้ เดวิดเจมส์คนใหม่ พร้อมกันทีเดียวสองคนเลย
(ทำไมพิมพ์ท่อนจบ แล้วจบลงแบบนี้แล้วรู้สึกจุกๆแน่นหน้าอกยังไงก็ไม่รู้นะครับ)
ป.ล.ตอนแรกก่อนดูบอลเมื่อคืน ผมตั้งใจว่าดูบอลจบแล้ว จะนั่งอัพเดท Statistics Liverpool Player ให้เป็นข้อมูลล่าสุด แต่พอบอลจบแล้วอดใจไม่ไหว เลยต้องขอแซงคิวตัวเอง เขียนเรื่องนี้ก่อนนะคับ อัพเดทรอไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยทำ
ส่วนใครจะบอกก็ชนะแล้วยังจะเอาอะไรอีก ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย ผมก็คงต้องตอบว่า ในยามที่เรามัวแต่ยินดีกับชัยชนะเฉพาะหน้าที่เพิ่งมาถึง จนลืมคำนึงไปว่ายังมีข้อผิดพลาดที่รอการแก้ไขในเร็ววันนี้
และหากมันทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้สักทีล่ะ..?
แล้วความยินดีในวันนี้จะมีประโยชน์อะไร..?
ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาเข้ามาอ่านครับ