Alice Through the Looking Glass
Director: James Bobin
ถึง Alice Through the Looking Glass จะเป็นหนังที่มีโปรดักชั่นและงานด้านภาพอลังการ แฟนตาซีและชวนตื่นตาตื่นใจ แต่ปัญหาสำคัญของหนังภาคนี้ก็คือ "บท" ที่วิธีการเล่าเรื่องราวการผจญภัยของอลิซในเมืองมหัศจรรย์นั้น ดู "แถ" ไปหน่อย
จริงๆความพยายามในการหยิบเอาเรื่อง "สิทธิสตรี" มาเป็นประเด็นรอง (ในช่วงเปิดเรื่อง) ที่เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้ขยายความไปมากกว่าเดิม ความพยายามจะโน้มน้าวให้ผู้ชมเชื่อว่าการที่ผู้หญิงเป็นกัปตันเรือเดินสมุทร หรือการที่อลิซจะกลายเป็นผู้หญิงหัวขบถแต่งตัว "ประหลาด" นั้นก็ไม่ได้ขับเน้นการหลีเร้นโลกความจริงสักเท่าไหร่
เหตุการณ์เมนหลักในภาคนี้คือการที่แมด แฮตเตอร์ (จอห์นนี เด็ปป์) ตรอมใจเนื่องจากนึกถึงอดีตที่เขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวของตัวเอง และหนทางเดียวที่จะช่วยเขาได้คือการ "ย้อนเวลา" กลับไปช่วยครอบครัวของแฮตเตอร์ คือการเดินทางไปหา "เวลา" (ซาชา บารอน โคเฮน) ผู้ครอบครองโครโนสเฟียร์อันเป็นกุญแจสำคัญในการเดินทางเปลี่ยนแปลงเวลา
จริงๆพล็อตแนวท่องเวลา เปลี่ยนแปลงอดีตนั้น คอหนังไซไฟก็คงสนุกกับจุดนี้ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่บทหนังเขียนเรื่องราวอดีตของตัวละครหลายๆตัวนั้น เพื่อจะขยายปมและที่มาของตัวละคร ซึ่งเอาเข้าจริงพอเรามานั่งนึกตามหลังจากหนังจบแล้วก็ดูเป็นเหตุผลที่ดู "ไม่เข้าท่า" เช่นสาเหตุที่อิเรซเบธ (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์) กลายเป็นราชินีหัวโต เป็นต้น
ในภาพรวม Alice Through the Looking Glass ไม่ใช่หนังที่เลวร้ายในระดับทนดูไม่ได้หรือต้องลุกออกจากโรงกลางคัน แต่ปัญหาของมันคือเรื่องของบทที่สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ออกทะเลห้วงมหรรณพไปไกล อารมณ์เดียวกับ Pirates of the Caribbean 4 On Stranger Tides ที่กู่ไม่กลับแล้ว .....
#AliceThroughtheLookingGlass
#PRETTYPLASALID
ชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ คอนเสิร์ต ละครเวที พากิน พาเที่ยว ฝากตามมาเป็นเมาท์มอยพูดคุยกันครับ
https://www.facebook.com/PrettyPlaSalid/
[CR] Alice Through the Looking Glass - การผจญภัยครั้งใหม่ของอลิซ
Alice Through the Looking Glass
Director: James Bobin
ถึง Alice Through the Looking Glass จะเป็นหนังที่มีโปรดักชั่นและงานด้านภาพอลังการ แฟนตาซีและชวนตื่นตาตื่นใจ แต่ปัญหาสำคัญของหนังภาคนี้ก็คือ "บท" ที่วิธีการเล่าเรื่องราวการผจญภัยของอลิซในเมืองมหัศจรรย์นั้น ดู "แถ" ไปหน่อย
จริงๆความพยายามในการหยิบเอาเรื่อง "สิทธิสตรี" มาเป็นประเด็นรอง (ในช่วงเปิดเรื่อง) ที่เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้ขยายความไปมากกว่าเดิม ความพยายามจะโน้มน้าวให้ผู้ชมเชื่อว่าการที่ผู้หญิงเป็นกัปตันเรือเดินสมุทร หรือการที่อลิซจะกลายเป็นผู้หญิงหัวขบถแต่งตัว "ประหลาด" นั้นก็ไม่ได้ขับเน้นการหลีเร้นโลกความจริงสักเท่าไหร่
เหตุการณ์เมนหลักในภาคนี้คือการที่แมด แฮตเตอร์ (จอห์นนี เด็ปป์) ตรอมใจเนื่องจากนึกถึงอดีตที่เขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวของตัวเอง และหนทางเดียวที่จะช่วยเขาได้คือการ "ย้อนเวลา" กลับไปช่วยครอบครัวของแฮตเตอร์ คือการเดินทางไปหา "เวลา" (ซาชา บารอน โคเฮน) ผู้ครอบครองโครโนสเฟียร์อันเป็นกุญแจสำคัญในการเดินทางเปลี่ยนแปลงเวลา
จริงๆพล็อตแนวท่องเวลา เปลี่ยนแปลงอดีตนั้น คอหนังไซไฟก็คงสนุกกับจุดนี้ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่บทหนังเขียนเรื่องราวอดีตของตัวละครหลายๆตัวนั้น เพื่อจะขยายปมและที่มาของตัวละคร ซึ่งเอาเข้าจริงพอเรามานั่งนึกตามหลังจากหนังจบแล้วก็ดูเป็นเหตุผลที่ดู "ไม่เข้าท่า" เช่นสาเหตุที่อิเรซเบธ (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์) กลายเป็นราชินีหัวโต เป็นต้น
ในภาพรวม Alice Through the Looking Glass ไม่ใช่หนังที่เลวร้ายในระดับทนดูไม่ได้หรือต้องลุกออกจากโรงกลางคัน แต่ปัญหาของมันคือเรื่องของบทที่สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ออกทะเลห้วงมหรรณพไปไกล อารมณ์เดียวกับ Pirates of the Caribbean 4 On Stranger Tides ที่กู่ไม่กลับแล้ว .....
#AliceThroughtheLookingGlass
#PRETTYPLASALID
ชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ คอนเสิร์ต ละครเวที พากิน พาเที่ยว ฝากตามมาเป็นเมาท์มอยพูดคุยกันครับ https://www.facebook.com/PrettyPlaSalid/