ไม่รู้ว่าหัวข้อผมพิมพ์แรงไปรึเปล่า แต่มันก็คงเห็นได้ด้วยตาของคนหลายคน
การนำหลักสูตรทุนนิยมมาใช้ มันก็มีข้อดีอยู่มาก หรือการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้มันก็ใช่ว่าไม่ดี
คำตอบที่เหมาะสม มันคงอยู่ ที่คำว่า พอดีแห่งการใช้ชีวิต
แน่นอนว่า เมื่อคนที่เขาจุดไฟในเตาเขาติด ไฟเขาก็มีโอกาสกระพือโหมแรงสร้างเครดิตความเชื่อด้านธุรกิจของเขา ใครๆก็อยากคบค้าสมาคมกับเขา
พวกขาเล็กขาจร ก็ไปสู้ก็มีแต่จะเป็นปลาเล็กให้เขางาบ หรือลงทุนแบบตำน้ำพริก
พวกต่างชาติที่มาลงทุนไม่มีใครเขาหวังที่จะพัฒนาให้คนในชาติอื่นได้ดิบได้ดีนอกเสียจากจะหวังดูดเงินและหลอก(ในแต่ละกลวิธี) เอาเงินคนในชาติที่เขาลงทุน
หัวใจอยู่ที่ภาครัฐว่าจริงใจแค่ไหน สร้างพาราดาม ความคิด หรือชุดแนวคิด เรื่องชาตินิยมความสามัคคีได้แค่ไหน
เอาง่ายๆ แค่คนจนในชาติไปเดินห้างหรู พวกคนในห้างที่ได้รับแนวคิดวัตถุนิยม ก็ดูถูกดูแคลนคนจนพอสมควร อิงคนรวยอวดโม้สรรพคุณยกยอปอปั้นกันเลยเถิด
ใครมีมากกว่า ข่ม คนมีน้อยกว่า นี้คือความเป็นจริงในสังคม
สังคมแห่งความต่างศักดิ์ ใครมีเงินมาก คนก็ชูฮกมาก มันมีแค่นั้นเอง
ผู้นำเราถ้ามองเพื่อพัฒนาชาติหรือคนในชาติ สร้างการผลิตที่เป็นผลงานของชาติ ปลูกฝังแนวคิด สร้างความรู้ให้คนในชาติจริงๆ
คนในชาติก็คงไม่ต้องไปเป็นแรงงานให้กับพวกนายทุนต่างชาติ
สร้างบุคคลากรที่ทำเพื่อชาติจริงๆ ยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไร
สร้างฐานความมั่นคงให้ชาติไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่ถ้ามันตั้งตัวของมันได้ คือความมั่งคงไม่ง้อ หรือไปรอความหวังจากใคร ใครๆก็อยากเข้าหาไม่ต่างกับพวกมีเงินที่อวดสรรพคุณที่ ใครๆก็กดไลค์หรือกดถูกใจให้
ผมคิดแค่ว่า ถ้ามีนายกสักคน ที่กล้าพูดว่า คนในประเทศของผม สาธารณสุขที่ดีที่สุด หรือ ร้านค้าที่ดีที่สุดร้านไหน พวกคุณยังเข้าไม่ได้หรือเขาไม่ให้เข้า
นั้นไม่ใช่นโยบายของผม น่าจะเป็นนายกที่ได้ใจผมไปเลยทีเดียว
คนเรามันเท่าเทียมก็จริง แต่ปัญหา คือ เราชูฮกคนรวยกันจนสร้างพาราดามความคิดที่ว่า คนรวยมักนำเสนอได้ดีกว่าน่าเชื่อถือกว่า คนจนต้องถูกกำจัดไป และก็ถไลให้พวกคนจนและยิ่งจนเก็บกดจนสร้างปัญหาสังคม
เรามองกันค่านิยมของเงิน แต่เราไม่มองผลที่เกิดจากมัน....
ปัญหาต่างๆ มันก็เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันเช่นนี้แล
คนที่มีโอกาสที่จริงคนรวยจะมีโอกาสดีอยู่แล้ว ถ้าหากอ้างว่าคนจนทำไมไม่สร้างหละ เพราะโอกาสมันมีน้อยกว่า และความคิดต่อต้านก็ยิ่งเสริมไปอีก ความรู้ในการเข้าถึงก็ยิ่งน้อยอยู่แล้วจะมีอาวุธอะไรในมือไปสู้ นอกจากปัญหาสังคม
ปัญหาสังคมที่เกิดจากคนรวยสร้างให้คนจนแก้ปัญหาโดยผิดวิธี
ความรู้คือสิ่งสำคัญ แต่ความรู้สึกแห่งฐานะการใช้ชีวิต ก็สำคัญ ที่แม้แต่เด็ก 5 ขวบขึ้นไปก็เริ่มเห็นความต่างพวกนี้แล้ว
จะสร้างความสามัคคี สร้างให้ความต่างระหว่างชนชั้น น้อยลงจะยังดีซะกว่า ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ถ้าความต่างศักดิ์ลดน้อยลงไปด้วย
รัฐสร้างคุณค่าให้ตัวบุคคลของคนในชาติดีพอรึยัง
โรงพยาบาลที่ดีที่สุด ก็มีแต่คนรวย(ไม่ว่าต่างชาติหรือคนในชาติที่รวย) เข้าถึง ห้างร้านค้าที่ดีที่สุดก็มีแต่คนรวย(ไม่ว่าคนต่างชาติหรือคนในชาติเข้าถึงที่รวย)
มันเหมือนจำกัดกรอบที่ว่า เมืองไทยก็แค่เมืองผ่านของคนรวย ไว้หลอกใช้งานคนจนในประเทศเท่านั้น...
ความเหลื่อมล้ำมันคือปัญหา แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ คนในชาติได้รับการดูแลด้วยใจเหมือนลูกในชาติอย่างแท้จริงรึยัง
หรือต้องให้คนในชาติเลียแข้งเลียขาคนมีเงินเท่านั้น
การแก้ปัญหาในชาติสุดท้ายมันต้องแพ้นายทุนอยู่ร่ำไป หรืออย่างไร หลุดกรอบของการหมอบคลานให้พวกในทุนหรือพวกต่างศักดิ์ เอาเปรียบคนในชาติได้หรือไม่ ถ้ายังแก้ไม่ได้ ก็อย่าไปถามหามันเลย ว่ามันจะมีอยู่จริง เรื่องความสามัคคีของคนในชาติ
ถ้าจะถามว่าประเด็นที่ผมตั้งขึ้นมาคืออะไรที่ผมมาเถียงกับหลายท่านแบบน้ำไหลไฟดับ มันก็แค่ว่า
ผู้นำต้องการปฏิรูปประเทศชาติจริงๆรึเปล่า เพราะที่เห็น เราก็รับชุดความเชื่อเดิมๆ เด่นๆ ที่เรียกว่า พ่อแม่คือตัวอย่างแก่ลูกหลานคือ
พวกหมอบคลานพวกคนรวย นายทุน ศักดินาบ้าบอ และ ความเชื่อ ที่ส่งผลต่อแนวคิดคนในชาติ เช่น พิธีกรรมแรกนาไถ อะไรเป็นต้น...
พ่อแม่ที่ผมกล่าวถึงก็ไม่ต่างกับผู้นำผู้ปกครองที่เอาแนวคิดแนวเชื่อเรื่องไม่เป็นเรื่องมานำเสนอออกสื่อบ้างอะไรบ้าง เหมือนว่าฟ้าฝนดลบันดาล
บุญมีกรรมแต่ง แล้วนับประสากับอะไรที่จะไปว่าประชาชนว่า พวกชาวนาชาวไร้ยาจกตกยาก รอคอยแต่ผู้นำป้อนให้ ก็ในเมื่อผู้นำยังเป็นซะเอง
ตัวอย่างมีค่ามากกว่าคำสอน ปากได้แค่พูด แต่การกระทำนั้นคือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่น
ในเมื่อผู้นำเองยังเป็นแบบอย่างได้ไม่ดี
ผู้นำแบบไหนที่จะแก้ไขและสร้างแนวคิดให้คนในชาติมีความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลแบบชาวพุทธที่แท้จริง จะมีไหม ...
เหตุผล แบบพุทธ หรือเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยมันยังสมเหตุสมผล แต่แนวคิดแบบ เชื่อไม่ลืมหูลืมตา อ้างฟ้าอ้างฝนอ้างคนดี ผมว่าชาติมันจะถอยหลังลงคลองซะมากกว่า
ในเมื่อสังคมเรายังเป็นสังคมจอมปลอม จะอ้างเรื่องความสามัคคีของคนในชาติไปเพื่ออะไร
การนำหลักสูตรทุนนิยมมาใช้ มันก็มีข้อดีอยู่มาก หรือการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้มันก็ใช่ว่าไม่ดี
คำตอบที่เหมาะสม มันคงอยู่ ที่คำว่า พอดีแห่งการใช้ชีวิต
แน่นอนว่า เมื่อคนที่เขาจุดไฟในเตาเขาติด ไฟเขาก็มีโอกาสกระพือโหมแรงสร้างเครดิตความเชื่อด้านธุรกิจของเขา ใครๆก็อยากคบค้าสมาคมกับเขา
พวกขาเล็กขาจร ก็ไปสู้ก็มีแต่จะเป็นปลาเล็กให้เขางาบ หรือลงทุนแบบตำน้ำพริก
พวกต่างชาติที่มาลงทุนไม่มีใครเขาหวังที่จะพัฒนาให้คนในชาติอื่นได้ดิบได้ดีนอกเสียจากจะหวังดูดเงินและหลอก(ในแต่ละกลวิธี) เอาเงินคนในชาติที่เขาลงทุน
หัวใจอยู่ที่ภาครัฐว่าจริงใจแค่ไหน สร้างพาราดาม ความคิด หรือชุดแนวคิด เรื่องชาตินิยมความสามัคคีได้แค่ไหน
เอาง่ายๆ แค่คนจนในชาติไปเดินห้างหรู พวกคนในห้างที่ได้รับแนวคิดวัตถุนิยม ก็ดูถูกดูแคลนคนจนพอสมควร อิงคนรวยอวดโม้สรรพคุณยกยอปอปั้นกันเลยเถิด
ใครมีมากกว่า ข่ม คนมีน้อยกว่า นี้คือความเป็นจริงในสังคม
สังคมแห่งความต่างศักดิ์ ใครมีเงินมาก คนก็ชูฮกมาก มันมีแค่นั้นเอง
ผู้นำเราถ้ามองเพื่อพัฒนาชาติหรือคนในชาติ สร้างการผลิตที่เป็นผลงานของชาติ ปลูกฝังแนวคิด สร้างความรู้ให้คนในชาติจริงๆ
คนในชาติก็คงไม่ต้องไปเป็นแรงงานให้กับพวกนายทุนต่างชาติ
สร้างบุคคลากรที่ทำเพื่อชาติจริงๆ ยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไร
สร้างฐานความมั่นคงให้ชาติไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่ถ้ามันตั้งตัวของมันได้ คือความมั่งคงไม่ง้อ หรือไปรอความหวังจากใคร ใครๆก็อยากเข้าหาไม่ต่างกับพวกมีเงินที่อวดสรรพคุณที่ ใครๆก็กดไลค์หรือกดถูกใจให้
ผมคิดแค่ว่า ถ้ามีนายกสักคน ที่กล้าพูดว่า คนในประเทศของผม สาธารณสุขที่ดีที่สุด หรือ ร้านค้าที่ดีที่สุดร้านไหน พวกคุณยังเข้าไม่ได้หรือเขาไม่ให้เข้า
นั้นไม่ใช่นโยบายของผม น่าจะเป็นนายกที่ได้ใจผมไปเลยทีเดียว
คนเรามันเท่าเทียมก็จริง แต่ปัญหา คือ เราชูฮกคนรวยกันจนสร้างพาราดามความคิดที่ว่า คนรวยมักนำเสนอได้ดีกว่าน่าเชื่อถือกว่า คนจนต้องถูกกำจัดไป และก็ถไลให้พวกคนจนและยิ่งจนเก็บกดจนสร้างปัญหาสังคม
เรามองกันค่านิยมของเงิน แต่เราไม่มองผลที่เกิดจากมัน....
ปัญหาต่างๆ มันก็เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันเช่นนี้แล
คนที่มีโอกาสที่จริงคนรวยจะมีโอกาสดีอยู่แล้ว ถ้าหากอ้างว่าคนจนทำไมไม่สร้างหละ เพราะโอกาสมันมีน้อยกว่า และความคิดต่อต้านก็ยิ่งเสริมไปอีก ความรู้ในการเข้าถึงก็ยิ่งน้อยอยู่แล้วจะมีอาวุธอะไรในมือไปสู้ นอกจากปัญหาสังคม
ปัญหาสังคมที่เกิดจากคนรวยสร้างให้คนจนแก้ปัญหาโดยผิดวิธี
ความรู้คือสิ่งสำคัญ แต่ความรู้สึกแห่งฐานะการใช้ชีวิต ก็สำคัญ ที่แม้แต่เด็ก 5 ขวบขึ้นไปก็เริ่มเห็นความต่างพวกนี้แล้ว
จะสร้างความสามัคคี สร้างให้ความต่างระหว่างชนชั้น น้อยลงจะยังดีซะกว่า ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ถ้าความต่างศักดิ์ลดน้อยลงไปด้วย
รัฐสร้างคุณค่าให้ตัวบุคคลของคนในชาติดีพอรึยัง
โรงพยาบาลที่ดีที่สุด ก็มีแต่คนรวย(ไม่ว่าต่างชาติหรือคนในชาติที่รวย) เข้าถึง ห้างร้านค้าที่ดีที่สุดก็มีแต่คนรวย(ไม่ว่าคนต่างชาติหรือคนในชาติเข้าถึงที่รวย)
มันเหมือนจำกัดกรอบที่ว่า เมืองไทยก็แค่เมืองผ่านของคนรวย ไว้หลอกใช้งานคนจนในประเทศเท่านั้น...
ความเหลื่อมล้ำมันคือปัญหา แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ คนในชาติได้รับการดูแลด้วยใจเหมือนลูกในชาติอย่างแท้จริงรึยัง
หรือต้องให้คนในชาติเลียแข้งเลียขาคนมีเงินเท่านั้น
การแก้ปัญหาในชาติสุดท้ายมันต้องแพ้นายทุนอยู่ร่ำไป หรืออย่างไร หลุดกรอบของการหมอบคลานให้พวกในทุนหรือพวกต่างศักดิ์ เอาเปรียบคนในชาติได้หรือไม่ ถ้ายังแก้ไม่ได้ ก็อย่าไปถามหามันเลย ว่ามันจะมีอยู่จริง เรื่องความสามัคคีของคนในชาติ
ถ้าจะถามว่าประเด็นที่ผมตั้งขึ้นมาคืออะไรที่ผมมาเถียงกับหลายท่านแบบน้ำไหลไฟดับ มันก็แค่ว่า
ผู้นำต้องการปฏิรูปประเทศชาติจริงๆรึเปล่า เพราะที่เห็น เราก็รับชุดความเชื่อเดิมๆ เด่นๆ ที่เรียกว่า พ่อแม่คือตัวอย่างแก่ลูกหลานคือ
พวกหมอบคลานพวกคนรวย นายทุน ศักดินาบ้าบอ และ ความเชื่อ ที่ส่งผลต่อแนวคิดคนในชาติ เช่น พิธีกรรมแรกนาไถ อะไรเป็นต้น...
พ่อแม่ที่ผมกล่าวถึงก็ไม่ต่างกับผู้นำผู้ปกครองที่เอาแนวคิดแนวเชื่อเรื่องไม่เป็นเรื่องมานำเสนอออกสื่อบ้างอะไรบ้าง เหมือนว่าฟ้าฝนดลบันดาล
บุญมีกรรมแต่ง แล้วนับประสากับอะไรที่จะไปว่าประชาชนว่า พวกชาวนาชาวไร้ยาจกตกยาก รอคอยแต่ผู้นำป้อนให้ ก็ในเมื่อผู้นำยังเป็นซะเอง
ตัวอย่างมีค่ามากกว่าคำสอน ปากได้แค่พูด แต่การกระทำนั้นคือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่น
ในเมื่อผู้นำเองยังเป็นแบบอย่างได้ไม่ดี
ผู้นำแบบไหนที่จะแก้ไขและสร้างแนวคิดให้คนในชาติมีความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลแบบชาวพุทธที่แท้จริง จะมีไหม ...
เหตุผล แบบพุทธ หรือเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยมันยังสมเหตุสมผล แต่แนวคิดแบบ เชื่อไม่ลืมหูลืมตา อ้างฟ้าอ้างฝนอ้างคนดี ผมว่าชาติมันจะถอยหลังลงคลองซะมากกว่า