บอสพาชิม: Pru P lant R aise U nderstand in 2024 🌟 (Phuket,Thailand)
เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเยือนร้านอาหารแห่งนี้หลังจากรีโนเวชั่น คราวนี้ทางร้านย้ายมาตั้งอยู่ด้านหน้าในอาคารแยกเอกเทศแยกเป็นโซน louge และ main dining hall
PRU ยังตั้งอยู่ที่เดิมในบริเวณโรงแรม Trisara ที่ยากแก่การขับรถเข้าถึง ผมแนะนำให้ระมัดระวังเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือถ้าจะให้ดีนอนพักที่โรงแรมเลยก็ดีครับเนื่องจากทางตอนกลางคืนนั้นค่อนข้างมืดและขับรถยากสำหรับผู้ไม่คุ้นชินทาง เเม้จะมีเรื่องการเดินทางที่ยากต่อการมา แต่ผมว่าห้องอาหารมิชลินสตาร์แห่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งใน Top destination ของ Foodies ในphuket
PRU ย่อมาจาก P lant R aise U nderstand เป็นร้านอาหารborderless cuisine ที่สามารถจับต้องได้ โดยจะเน้นในconcept ของ Farm to table และ sustainability รวมทั้งเน้นย้ำในเรื่องของ zerowaste ดังที่เราจะเห็นได้จากเครื่องปรุงหลายๆอย่าง น้ำปลา การหมักดอง หากเทียบกับครั้งที่เเล้วแนวคิดนี้ได้ถูกขัดเกลาจนแหลมคมขึ้นเเละเเสดงคาเเรคเตอร์ในจานอาหารได้อย่างยอดเยี่ยม ยังผลให้ทางร้านไม่เพียงได้รับ Michelin Star หนึ่งดาว แต่ยังได้ Green star อีกด้วย
ในคราวนี้ผมรู้สึกว่าอาหารของเชฟ Jimmie Ophorst นั้นมีลายละเอียดในจานอาหารที่เเต่เดิมก็เยอะมากแล้วแต่คราวนี้กลับยกระดับขึ้นไปอีก องค์ประกอบที่เยอะมากและหลากหลายน่าสนใจในจาน ที่ในคราวนี้ผมรู้สึกได้ว่าอาหารของเชฟมีการบ่ม หมักดองมากขึ้น รวมทั้งซอสต่างๆ กิดจากการทำเองมากขึ้น จานอาหารมีความสวยงามเพลทติ้งดูเนี้ยบมากขึ้น รสที่ซับซ้อนนั้นถูกผสมผสานอย่างสมดุลและลงตัว แต่ในบางครั้งองค์ประกอบที่มากไปอาจจะทำให้หลายๆคอมบิเนชั่นบางอย่างรู้สึกแปลกไปบ้างครับ ประสบการณ์ในมื้อนี้เรียกว่าเกือบ Perfect ถ้าไม่นับเปลือกปูชิ้นจิ๋ว อาหารในแต่ละจานเเสดงถึงตัวตนและให้ความเคารพถึงคาแรคเตอร์ของวัตถุดิบที่ผ่านคัดกรองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น The King of the Fruits ที่ทำจากครีมทุเรียน เสริฟ์กับน้ำมันใบงา มัลเบอร์รี่ และคาเวียร์จากหัวหิน หรือจานที่ผมชอบมากที่สุดในวันนี้ อย่าง Aged Duck & Tamarindจานนี้เชฟนำเป็ดเขาใหญ่เพศเมียมาเอจ 7 วันก่อนนำไปอบและย่างผิวให้กรอบด้วยฟืน เสิร์ฟมากับPureeมะขามหวานเพชรบูรณ์ รากโกโบจากภาคเหนือของไทย และตัวซอสเป็น duck jus reduction
ในส่วนของการบริการเป็นส่วนที่ผมรู้สึกว่าแต่ก่อนPru ก็ทำได้ดีแต่ปัจจุบันก็ทำได้ดีมากขึ้น ไล่ตั้งเเต่ถ้าหากคุณมาก่อนเวลาก็ยังมีทีมบริกรรอมารับถึงรถ รวมทั้งเล้าจ์นที่สามารถนั่งรอจิบเครื่องดื่ม การที่พนักงานทุกคนสามารถจำและเรียกชื่อของเเขกได้ รวมทั้งSepcial request ที่mentionในเวลาที่จองของผมเช่นต้องการออกจากร้าน ตอน 20:00 นเพื่อไปขึ้นไฟท์ดึกกลับกรุงเทพฯ ก็ได้รับการใส่ใจ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆอย่างเรื่องของแดด ที่จะต้องการเปลี่ยนมุมนั่งหรือให้เปิดม่านไหม

Snack ของเราไล่รสจากอ่อนไปเข้มโดยเริ่มจาก
คำแรกทำจากข้าวโพด เชฟเอาข้าวโพดเหลืองไปทำแป้งทาร์ต ข้าวโพดม่วงมารมควัน และครีมจากข้าวโพดขาว แต่งรถด้วยพริกเขียวที่ช่วยตัดรสหวานของข้าวโพดอย่างนุ่มนวลและกลิ่นของมะนาวที่เพิ่มมิติให้กับคำนี้ได้อย่างละเอียดอ่อน เป็นคำที่ดูเรียบง่ายแต่ทว่าซับซ้อนและลงตัวมากครับ
คำต่อมาทำจากก้านดอกกะหล่ำ ที่ตอกย้ำจุดยืนในเรื่องZero wasteเนื่องจากส่วนมากมักจะถูกทิ้งครับ ตัวดอกกะหล่ำไปทำxo sauce ใบกะหล่ำปลีม่วง ใบมะกรูด
จันทร์คำนี้นั้นเราจะได้ความกรุบกรุบจากดอกกะหล่ำมีรสเค็มจากซอส ตัดด้วยความเปรี้ยวอมหวานจากเจลเลมอน กลิ่นเขียวของมะกรูดและกะหล่ำปลีม่วง เป็นอีกจานที่ซับซ้อนแต่ว่าลงตัวมากครับ
คำสุดท้ายเป็นแก่นตะวัน ปรุงมา 3 แบบ คือทาร์ต ครีม paste เสิร์ฟมากับทับทิมสยามcerviche บ๊วยดองเยลลี่ คำนี้สุดยอดมากครับองค์ประกอบนั้นอาจจะดูไม่น่าเข้ากันแต่ทว่าเชฟบาลานรสได้ดีและคำนี้มีความสมบูรณ์มากๆครับ Texture ความกรอบเบาของแป้งทาร์ต กลิ่นแก่นตะวันอ่อนๆและความครีมมี่หวาน ตัดกับรสเปรี้ยวอมหวานที่เข้มข้นของทับทิมและบ๊วยดอง เป็นคำที่รสจัดที่สุดใน 3 คำแรกที่เน้นโชว์ความเปรี้ยวอมหวานเป็นการเปิดต่อมรับรสได้อย่างน่าสนใจ
The King of the Fruits
จานนี้เชฟนำทุเรียนไปอบกว่าหกชม มาทำเป็นทำครีม เสริฟ์กับน้ำมันใบงา มัลเบอร์รี่ และคาเวียร์จากหัวหิน ตอนเห็นเมนูนั้นผมแอบตกใจว่าเอาของที่รสชาติจัดจ้านและกลิ่นเฉพาะตัวแรงอย่างทุเรียนขึ้นเป็นจานแรก แต่ทว่าครีมทุเรียนนั้นไม่ได้ทานยากและมีกลิ่นเอกลักษณ์มากอย่างที่คิด รสของมันมีความหวานครีมมี่กลิ่นควันอ่อนๆนั้นผสมผสานกับกลิ่นเฉพาะตัวของทุเรียนและทำให้คนที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียนอย่างผมสามารถรับประทานได้อย่างสบาย ตัดกับรสเค็มของคาเวียรก่อนจะปิดท้ายด้วยกลิ่นใบงา และความฝาดหวานของมัลเบอร์รี่ที่ช่วยล้างปากและไม่ทำให้จานนี้หนักไปได้อย่างลงตัว นิดนึงตรงที่ว่าผมว่าคาเวียร์นั้นสามารถใช้เบลนด์ที่รสชาติจัดจ้านกว่านี้ได้น่าจะสู้กับความเข้มข้นของทุเรียนได้ดีกว่านี้ครับ
Coconut & Black Peanut
เนื้อมะพร้าวอบ แก่นมะพร้าว ครีมมะพร้าว งาขีม่อน ส้มจิ๊ด ผิวเลม่อน และCoconut bushi ที่ทำจากแก่นมะพร้าว น้ำมันทำเองถั่วลิลงดำ และ ปรุงรสด้วยgarumกาเเฟ
จานนี้นั้นมีความมันและกลิ่นหอมอ่อนๆจากมะพร้าวซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับกลิ่นน้ำมันจากถั่วลิสงและงาขี้ม่อน รสชาตินั้นมาจากความอุมามิของโคโคนัทบูชิ และgarum ความเปรี้ยวอมหวานของส้มจี๊ดกับผิวเลมอน ความกรุบนิดๆของงานขี้ม่อน เป็นจานที่ดูเหมือนไม่น่าจะเข้ากันแต่รสชาติสมดุลและลงตัวอย่างมากครับ มีความน่าสนใจจริงๆ
Black Crab & Fermented Tea
จานนี้เป็นสลัดเมี่ยงใบชาอัสสัมจากเชียงใหม่ที่ใช้เวลาบ่มกว่าแปดเดือน เสริฟ์มากับมังคุดดอง มะกรูด เนื้อปูทะเล ครีมfraiche ฟิงเกอร์ไลม์ และปิดท้ายด้วยซอสลักซา จานนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารไฟน์ไดร์ในสิงคโปร์ ต้องยอมรับว่าเชฟบาลานซรสเครื่องเทศของลักซ่าได้ดีมากครับ รสเผ็ดร้อนไม่มากจนกลบความเปรี้ยวฝาดของใบชาที่ผสมกับความหวานของเนื้อปูอย่างลงตัว รสเปรี้ยวเขาของฟิงเกอรไลม เเละครีมที่ช่วยผสมผสานทุกอย่างให้เข้ากัน เป็นจานที่ผสมผสานได้อย่างลงตัง เเละมิติเเห่งรสชาติที่ซับซ้อนนั้นสร้างความสนุกสนานในปากได้อย่างดี เป็นจานที่ยอดเยี่ยมมากครับ ตินิดนึงตรงในจานผมมีเปลือกปูชิ้นเล็กๆติดมา ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดได้ครับ
Mackerel & Makhwaen Pepper
จานนี้ใช้วัตถุดิบจากไทย100% โดยตัวซุปดาชินั้นทำจากปลาเเมคเคลเรลไทย ดรายเอจ100วัน ให้ใกล้เคียงกับกับปลาแห้งแบบญี่ปุ่นต้มกับmountain kombu ของชาวกะเหรี่ยง รับประทานกับปลาแมคเคอร์เรลไทยที่ถูกนำไปอาบุริด้วยถ่านและออนท็อปด้วยมะเเข่วน
ซุปอุมามิ เข้มข้นหอมปลาแห้งและพริกไท ตัวปลาเนื้อมันผิวกรอบบางๆ หอมมะเเข่วนและผิวมะนาวอ่อนๆ เป็นอีกจานที่ดีมากครับ
Beetroot & Bread Miso
ทางร้านใช้ขนมปังที่เหลือใช้มาทำมิโซะให้เป็นซอส รับประทานกับบีทรูทเผาก่อนแต่งรสด้วยน้ำมันใบหูเสือ จานนี้ผมชอบไอเดียที่ใช้มิโซะจากขนมปังที่ทำออกมาได้ดีเเละน่าสนใจเป็นมิโซะมีกลิ่นขนมปังอ่อนๆรสเค็มนำ ตัวบีทรูทเท็กเจอรเหนียวหนึบ ส่วนตัวว่ากลิ่นมิโซะ overhelm กลิ่นเผาเเละกลิ่นเฉพาะตัวของบีทรูทไปนิดครับ
Squid & Blue Cheese
การจับคู่ที่แปลกใหม่แต่น่าสนใจ โดยเชฟเสิร์ฟเป็นปลาหมึกเส้น ปลาหมึกคาราเมลไลน์และปลาหมึกกรอบที่ตากแห้งกว่า 100 วัน มากับซอสที่ทำจากบลูชีส และอ่อนท๊อปด้วยมะม่วงเบาหั่นเป็นเส้น เป็นจานที่เพอร์เฟคครับแต่มีความน่าสนใจมากๆ กลิ่นของปลาหมึกแห้งและปลาหมึกคาราเมลไรต์นั้นเข้ากับกลิ่นของบลูชีสมาก่อนได้อย่างลงตัว ปลาหมึกนั้นมี Texture ถึง 3 รูปแบบซึ่งตัดกับความกรุบๆของมะม่วงเบาได้อย่างน่าสนใจ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่ารสของมะม่วงเบานั้นแอบกลบกลิ่นของบลูชีสไปนิด แต่ไอเดียนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างไรก็ตามนี่เป็นอาหารจานที่ดีมากๆเหมือนกันครับ
Aged Duck & Tamarind
จานนี้เชฟนำเป็ดเขาใหญ่เพศเมียมาเอจ 7 วันก่อนนำไปอบและย่างผิวให้กรอบด้วยฟืน เสิร์ฟมากับPureeมะขามหวานเพชรบูรณ์ รากโกโบจากภาคเหนือของไทย
ตัวซอสเป็น duck jus reduction
อย่างแรกที่ต้องขอชื่นชมคือเนื้อเป็ดนั้นเด้งสู้ฟันตัวหนังมีความเค็มจากเกลือและความเผ็ดอ่อนๆจากพริกไทย ตัวเนื้อนั้นไม่เหนียวเลยและมีความเข้มข้นมากๆครับ
แทนที่จะเป็นเบอร์รี่ตามปกติฝรั่งการรับประทานมันกับรสเปรี้ยวหวานของมะขามก็เข้ากันดี ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น Gobo ที่ช่วยเบรครสชาติได้อย่างลงตัว ก่อนที่จะปิดด้วยรสเผ็ดร้อนของใบพลูลงยาที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับจานนี้ได้อย่างน่าสนใจมากๆ
เราปิดท้ายมื้อด้วยชาจากราก Gobo ที่ใช้ผิวที่เหลือจากการทำอาหารจานนี้มาทำเป็นชาครับ
The Queen of The Fruits
จะล้างปากของเราในวันนี้เป็นเชอร์เบทจากมังคุด กรานิต้ากะหล่ำม่วงเสิร์ฟมากับน้ำมันผักชีลาว ซอสครีมชีสมิโซะ และไทย karasumi ที่ทำจากไข่ปลาดุก เอาตามตรงมันแปลกแต่กลมกล่อมและเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ รสชาติฝาดของกะหล่ำม่วง
เข้ากับรสเปรี้ยวหวานของมังคุดได้อย่างลงตัว ตัดกับความมันของครีมชีสและมิโซะกับไข่ปลาดุก ก่อนจะปิดด้วยกลิ่นหอมนิดๆของน้ำมันผักชีลาวเป็นจานที่ครบรสและกลมกล่อมเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อครับยอดเยี่ยม
Eggfruit & Cashew Nut
จานสุดท้ายเป็นไอศครีมกิมจิ เสิร์ฟมากับครีมกิมจิ , ครีมม่อนไข่ , calamansi gel เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบจานนี้สักเท่าไหร่นักผมว่ามันค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่แปลกไปและความเป็นครีมของผลไม้ไม่ค่อยเข้ากับรสเผ็ดร้อนของกิมจิสักเท่าไรนะ
#Score:
🍾Service:9/10
🍽Food: 8.75/10
🤩WOW factor: 8.5/10
💰Value for money: 8/10
Total: 8.5/10
Visit : SEP-2024
🗺เเผนที่ :
https://maps.app.goo.gl/pcMMzrHyuUM2T8GV7
⏰เวลาเปิดปิด: 6–10:30 PM ปิดทุกวันอา,จันทร์
💵ค่าเสียหาย: ~7000 Baht / person
⌨️เว็บไซต์ร้าน:
https://www.prurestaurant.com/
เราเป็นเพจรีวิวร้านอาหาร Fine dining แบบจริงใจและเจาะลึกทั้งในไทยทั่วโลก
ชอบช่วยกดไลค์ ใช่ช่วยกดเเชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้เรา #บอสพาชิม #eatliketheboss
Website: www.eatlikethebossth.com
InstaGram: @eatliketheboss (
https://goo.gl/DqzWfN )
FaceBook: บอสพาชิม (
https://goo.gl/gHPnnG)
Blogdit:
https://www.blockdit.com/eatliketheboss
Email : eatlikethebossth@gmail.com
[CR] บอสพาชิม: Pru P lant R aise U nderstand in 2024 🌟 (Phuket,Thailand)
เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเยือนร้านอาหารแห่งนี้หลังจากรีโนเวชั่น คราวนี้ทางร้านย้ายมาตั้งอยู่ด้านหน้าในอาคารแยกเอกเทศแยกเป็นโซน louge และ main dining hall
PRU ยังตั้งอยู่ที่เดิมในบริเวณโรงแรม Trisara ที่ยากแก่การขับรถเข้าถึง ผมแนะนำให้ระมัดระวังเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือถ้าจะให้ดีนอนพักที่โรงแรมเลยก็ดีครับเนื่องจากทางตอนกลางคืนนั้นค่อนข้างมืดและขับรถยากสำหรับผู้ไม่คุ้นชินทาง เเม้จะมีเรื่องการเดินทางที่ยากต่อการมา แต่ผมว่าห้องอาหารมิชลินสตาร์แห่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งใน Top destination ของ Foodies ในphuket
PRU ย่อมาจาก P lant R aise U nderstand เป็นร้านอาหารborderless cuisine ที่สามารถจับต้องได้ โดยจะเน้นในconcept ของ Farm to table และ sustainability รวมทั้งเน้นย้ำในเรื่องของ zerowaste ดังที่เราจะเห็นได้จากเครื่องปรุงหลายๆอย่าง น้ำปลา การหมักดอง หากเทียบกับครั้งที่เเล้วแนวคิดนี้ได้ถูกขัดเกลาจนแหลมคมขึ้นเเละเเสดงคาเเรคเตอร์ในจานอาหารได้อย่างยอดเยี่ยม ยังผลให้ทางร้านไม่เพียงได้รับ Michelin Star หนึ่งดาว แต่ยังได้ Green star อีกด้วย
ในคราวนี้ผมรู้สึกว่าอาหารของเชฟ Jimmie Ophorst นั้นมีลายละเอียดในจานอาหารที่เเต่เดิมก็เยอะมากแล้วแต่คราวนี้กลับยกระดับขึ้นไปอีก องค์ประกอบที่เยอะมากและหลากหลายน่าสนใจในจาน ที่ในคราวนี้ผมรู้สึกได้ว่าอาหารของเชฟมีการบ่ม หมักดองมากขึ้น รวมทั้งซอสต่างๆ กิดจากการทำเองมากขึ้น จานอาหารมีความสวยงามเพลทติ้งดูเนี้ยบมากขึ้น รสที่ซับซ้อนนั้นถูกผสมผสานอย่างสมดุลและลงตัว แต่ในบางครั้งองค์ประกอบที่มากไปอาจจะทำให้หลายๆคอมบิเนชั่นบางอย่างรู้สึกแปลกไปบ้างครับ ประสบการณ์ในมื้อนี้เรียกว่าเกือบ Perfect ถ้าไม่นับเปลือกปูชิ้นจิ๋ว อาหารในแต่ละจานเเสดงถึงตัวตนและให้ความเคารพถึงคาแรคเตอร์ของวัตถุดิบที่ผ่านคัดกรองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น The King of the Fruits ที่ทำจากครีมทุเรียน เสริฟ์กับน้ำมันใบงา มัลเบอร์รี่ และคาเวียร์จากหัวหิน หรือจานที่ผมชอบมากที่สุดในวันนี้ อย่าง Aged Duck & Tamarindจานนี้เชฟนำเป็ดเขาใหญ่เพศเมียมาเอจ 7 วันก่อนนำไปอบและย่างผิวให้กรอบด้วยฟืน เสิร์ฟมากับPureeมะขามหวานเพชรบูรณ์ รากโกโบจากภาคเหนือของไทย และตัวซอสเป็น duck jus reduction
ในส่วนของการบริการเป็นส่วนที่ผมรู้สึกว่าแต่ก่อนPru ก็ทำได้ดีแต่ปัจจุบันก็ทำได้ดีมากขึ้น ไล่ตั้งเเต่ถ้าหากคุณมาก่อนเวลาก็ยังมีทีมบริกรรอมารับถึงรถ รวมทั้งเล้าจ์นที่สามารถนั่งรอจิบเครื่องดื่ม การที่พนักงานทุกคนสามารถจำและเรียกชื่อของเเขกได้ รวมทั้งSepcial request ที่mentionในเวลาที่จองของผมเช่นต้องการออกจากร้าน ตอน 20:00 นเพื่อไปขึ้นไฟท์ดึกกลับกรุงเทพฯ ก็ได้รับการใส่ใจ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆอย่างเรื่องของแดด ที่จะต้องการเปลี่ยนมุมนั่งหรือให้เปิดม่านไหม
Snack ของเราไล่รสจากอ่อนไปเข้มโดยเริ่มจาก
คำแรกทำจากข้าวโพด เชฟเอาข้าวโพดเหลืองไปทำแป้งทาร์ต ข้าวโพดม่วงมารมควัน และครีมจากข้าวโพดขาว แต่งรถด้วยพริกเขียวที่ช่วยตัดรสหวานของข้าวโพดอย่างนุ่มนวลและกลิ่นของมะนาวที่เพิ่มมิติให้กับคำนี้ได้อย่างละเอียดอ่อน เป็นคำที่ดูเรียบง่ายแต่ทว่าซับซ้อนและลงตัวมากครับ
คำต่อมาทำจากก้านดอกกะหล่ำ ที่ตอกย้ำจุดยืนในเรื่องZero wasteเนื่องจากส่วนมากมักจะถูกทิ้งครับ ตัวดอกกะหล่ำไปทำxo sauce ใบกะหล่ำปลีม่วง ใบมะกรูด
จันทร์คำนี้นั้นเราจะได้ความกรุบกรุบจากดอกกะหล่ำมีรสเค็มจากซอส ตัดด้วยความเปรี้ยวอมหวานจากเจลเลมอน กลิ่นเขียวของมะกรูดและกะหล่ำปลีม่วง เป็นอีกจานที่ซับซ้อนแต่ว่าลงตัวมากครับ
คำสุดท้ายเป็นแก่นตะวัน ปรุงมา 3 แบบ คือทาร์ต ครีม paste เสิร์ฟมากับทับทิมสยามcerviche บ๊วยดองเยลลี่ คำนี้สุดยอดมากครับองค์ประกอบนั้นอาจจะดูไม่น่าเข้ากันแต่ทว่าเชฟบาลานรสได้ดีและคำนี้มีความสมบูรณ์มากๆครับ Texture ความกรอบเบาของแป้งทาร์ต กลิ่นแก่นตะวันอ่อนๆและความครีมมี่หวาน ตัดกับรสเปรี้ยวอมหวานที่เข้มข้นของทับทิมและบ๊วยดอง เป็นคำที่รสจัดที่สุดใน 3 คำแรกที่เน้นโชว์ความเปรี้ยวอมหวานเป็นการเปิดต่อมรับรสได้อย่างน่าสนใจ
The King of the Fruits
จานนี้เชฟนำทุเรียนไปอบกว่าหกชม มาทำเป็นทำครีม เสริฟ์กับน้ำมันใบงา มัลเบอร์รี่ และคาเวียร์จากหัวหิน ตอนเห็นเมนูนั้นผมแอบตกใจว่าเอาของที่รสชาติจัดจ้านและกลิ่นเฉพาะตัวแรงอย่างทุเรียนขึ้นเป็นจานแรก แต่ทว่าครีมทุเรียนนั้นไม่ได้ทานยากและมีกลิ่นเอกลักษณ์มากอย่างที่คิด รสของมันมีความหวานครีมมี่กลิ่นควันอ่อนๆนั้นผสมผสานกับกลิ่นเฉพาะตัวของทุเรียนและทำให้คนที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียนอย่างผมสามารถรับประทานได้อย่างสบาย ตัดกับรสเค็มของคาเวียรก่อนจะปิดท้ายด้วยกลิ่นใบงา และความฝาดหวานของมัลเบอร์รี่ที่ช่วยล้างปากและไม่ทำให้จานนี้หนักไปได้อย่างลงตัว นิดนึงตรงที่ว่าผมว่าคาเวียร์นั้นสามารถใช้เบลนด์ที่รสชาติจัดจ้านกว่านี้ได้น่าจะสู้กับความเข้มข้นของทุเรียนได้ดีกว่านี้ครับ
Coconut & Black Peanut
เนื้อมะพร้าวอบ แก่นมะพร้าว ครีมมะพร้าว งาขีม่อน ส้มจิ๊ด ผิวเลม่อน และCoconut bushi ที่ทำจากแก่นมะพร้าว น้ำมันทำเองถั่วลิลงดำ และ ปรุงรสด้วยgarumกาเเฟ
จานนี้นั้นมีความมันและกลิ่นหอมอ่อนๆจากมะพร้าวซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับกลิ่นน้ำมันจากถั่วลิสงและงาขี้ม่อน รสชาตินั้นมาจากความอุมามิของโคโคนัทบูชิ และgarum ความเปรี้ยวอมหวานของส้มจี๊ดกับผิวเลมอน ความกรุบนิดๆของงานขี้ม่อน เป็นจานที่ดูเหมือนไม่น่าจะเข้ากันแต่รสชาติสมดุลและลงตัวอย่างมากครับ มีความน่าสนใจจริงๆ
Black Crab & Fermented Tea
จานนี้เป็นสลัดเมี่ยงใบชาอัสสัมจากเชียงใหม่ที่ใช้เวลาบ่มกว่าแปดเดือน เสริฟ์มากับมังคุดดอง มะกรูด เนื้อปูทะเล ครีมfraiche ฟิงเกอร์ไลม์ และปิดท้ายด้วยซอสลักซา จานนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารไฟน์ไดร์ในสิงคโปร์ ต้องยอมรับว่าเชฟบาลานซรสเครื่องเทศของลักซ่าได้ดีมากครับ รสเผ็ดร้อนไม่มากจนกลบความเปรี้ยวฝาดของใบชาที่ผสมกับความหวานของเนื้อปูอย่างลงตัว รสเปรี้ยวเขาของฟิงเกอรไลม เเละครีมที่ช่วยผสมผสานทุกอย่างให้เข้ากัน เป็นจานที่ผสมผสานได้อย่างลงตัง เเละมิติเเห่งรสชาติที่ซับซ้อนนั้นสร้างความสนุกสนานในปากได้อย่างดี เป็นจานที่ยอดเยี่ยมมากครับ ตินิดนึงตรงในจานผมมีเปลือกปูชิ้นเล็กๆติดมา ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดได้ครับ
Mackerel & Makhwaen Pepper
จานนี้ใช้วัตถุดิบจากไทย100% โดยตัวซุปดาชินั้นทำจากปลาเเมคเคลเรลไทย ดรายเอจ100วัน ให้ใกล้เคียงกับกับปลาแห้งแบบญี่ปุ่นต้มกับmountain kombu ของชาวกะเหรี่ยง รับประทานกับปลาแมคเคอร์เรลไทยที่ถูกนำไปอาบุริด้วยถ่านและออนท็อปด้วยมะเเข่วน
ซุปอุมามิ เข้มข้นหอมปลาแห้งและพริกไท ตัวปลาเนื้อมันผิวกรอบบางๆ หอมมะเเข่วนและผิวมะนาวอ่อนๆ เป็นอีกจานที่ดีมากครับ
Beetroot & Bread Miso
ทางร้านใช้ขนมปังที่เหลือใช้มาทำมิโซะให้เป็นซอส รับประทานกับบีทรูทเผาก่อนแต่งรสด้วยน้ำมันใบหูเสือ จานนี้ผมชอบไอเดียที่ใช้มิโซะจากขนมปังที่ทำออกมาได้ดีเเละน่าสนใจเป็นมิโซะมีกลิ่นขนมปังอ่อนๆรสเค็มนำ ตัวบีทรูทเท็กเจอรเหนียวหนึบ ส่วนตัวว่ากลิ่นมิโซะ overhelm กลิ่นเผาเเละกลิ่นเฉพาะตัวของบีทรูทไปนิดครับ
Squid & Blue Cheese
การจับคู่ที่แปลกใหม่แต่น่าสนใจ โดยเชฟเสิร์ฟเป็นปลาหมึกเส้น ปลาหมึกคาราเมลไลน์และปลาหมึกกรอบที่ตากแห้งกว่า 100 วัน มากับซอสที่ทำจากบลูชีส และอ่อนท๊อปด้วยมะม่วงเบาหั่นเป็นเส้น เป็นจานที่เพอร์เฟคครับแต่มีความน่าสนใจมากๆ กลิ่นของปลาหมึกแห้งและปลาหมึกคาราเมลไรต์นั้นเข้ากับกลิ่นของบลูชีสมาก่อนได้อย่างลงตัว ปลาหมึกนั้นมี Texture ถึง 3 รูปแบบซึ่งตัดกับความกรุบๆของมะม่วงเบาได้อย่างน่าสนใจ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่ารสของมะม่วงเบานั้นแอบกลบกลิ่นของบลูชีสไปนิด แต่ไอเดียนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างไรก็ตามนี่เป็นอาหารจานที่ดีมากๆเหมือนกันครับ
Aged Duck & Tamarind
จานนี้เชฟนำเป็ดเขาใหญ่เพศเมียมาเอจ 7 วันก่อนนำไปอบและย่างผิวให้กรอบด้วยฟืน เสิร์ฟมากับPureeมะขามหวานเพชรบูรณ์ รากโกโบจากภาคเหนือของไทย
ตัวซอสเป็น duck jus reduction
อย่างแรกที่ต้องขอชื่นชมคือเนื้อเป็ดนั้นเด้งสู้ฟันตัวหนังมีความเค็มจากเกลือและความเผ็ดอ่อนๆจากพริกไทย ตัวเนื้อนั้นไม่เหนียวเลยและมีความเข้มข้นมากๆครับ
แทนที่จะเป็นเบอร์รี่ตามปกติฝรั่งการรับประทานมันกับรสเปรี้ยวหวานของมะขามก็เข้ากันดี ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น Gobo ที่ช่วยเบรครสชาติได้อย่างลงตัว ก่อนที่จะปิดด้วยรสเผ็ดร้อนของใบพลูลงยาที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับจานนี้ได้อย่างน่าสนใจมากๆ
เราปิดท้ายมื้อด้วยชาจากราก Gobo ที่ใช้ผิวที่เหลือจากการทำอาหารจานนี้มาทำเป็นชาครับ
The Queen of The Fruits
จะล้างปากของเราในวันนี้เป็นเชอร์เบทจากมังคุด กรานิต้ากะหล่ำม่วงเสิร์ฟมากับน้ำมันผักชีลาว ซอสครีมชีสมิโซะ และไทย karasumi ที่ทำจากไข่ปลาดุก เอาตามตรงมันแปลกแต่กลมกล่อมและเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ รสชาติฝาดของกะหล่ำม่วง
เข้ากับรสเปรี้ยวหวานของมังคุดได้อย่างลงตัว ตัดกับความมันของครีมชีสและมิโซะกับไข่ปลาดุก ก่อนจะปิดด้วยกลิ่นหอมนิดๆของน้ำมันผักชีลาวเป็นจานที่ครบรสและกลมกล่อมเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อครับยอดเยี่ยม
Eggfruit & Cashew Nut
จานสุดท้ายเป็นไอศครีมกิมจิ เสิร์ฟมากับครีมกิมจิ , ครีมม่อนไข่ , calamansi gel เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบจานนี้สักเท่าไหร่นักผมว่ามันค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่แปลกไปและความเป็นครีมของผลไม้ไม่ค่อยเข้ากับรสเผ็ดร้อนของกิมจิสักเท่าไรนะ
#Score:
🍾Service:9/10
🍽Food: 8.75/10
🤩WOW factor: 8.5/10
💰Value for money: 8/10
Total: 8.5/10
Visit : SEP-2024
🗺เเผนที่ :https://maps.app.goo.gl/pcMMzrHyuUM2T8GV7
⏰เวลาเปิดปิด: 6–10:30 PM ปิดทุกวันอา,จันทร์
💵ค่าเสียหาย: ~7000 Baht / person
⌨️เว็บไซต์ร้าน: https://www.prurestaurant.com/
เราเป็นเพจรีวิวร้านอาหาร Fine dining แบบจริงใจและเจาะลึกทั้งในไทยทั่วโลก
ชอบช่วยกดไลค์ ใช่ช่วยกดเเชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้เรา #บอสพาชิม #eatliketheboss
Website: www.eatlikethebossth.com
InstaGram: @eatliketheboss (https://goo.gl/DqzWfN )
FaceBook: บอสพาชิม (https://goo.gl/gHPnnG)
Blogdit: https://www.blockdit.com/eatliketheboss
Email : eatlikethebossth@gmail.com
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้