1. วิธีแรกที่เราเดินทางมากันคือปัก Google Maps มาที่บ้านพระยาเลยครับ แต่อย่าตาม Google Maps นะครับ จะพาเราเข้าซอยมัสยิดซึ่งไม่มีทางเชื่อมไปห้องอาหารครับ ต้องข้บเลยมาอีกหน่อยจะเห็นป้าย SALA RIM NAAM TERRACE RIM NAAM
2. อีกวิธีคือไปจอดรถที่ Mandarin Oriental, Bangkok แล้วนั่งเรือข้ามฟากของโรงแรม บริการทุก 10 นาที ถึงเที่ยงคืน ฟรีครับ
ห้องอาหารนี้เปิดวันศุกร์ - วันอังคาร เวลา 18:00 - 23:00 น. ปิดวันพุธและพฤหัสบดี แนะนำให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ครับ
บริหารงานโดยเชฟป้อม พัชรา ร้านนี้การันตีโดย Micheline Guide 2023 ครับ
เดิมเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์และคุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ อายุกว่า 125 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ในปี 1986 หลายห้องในบ้านได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทยแรกของประเทศไทยที่ Mandarin Oriental โดยอาจารย์ชาลี อมาตยกุล
ปัจจุบันทางโรงแรมเป็นผู้เช่าพื้นที่กว่า 6 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เริ่มต้นสร้าง 2 ห้องอาหารก่อนในปี พ.ศ. 2526 SALA RIM NAAM และ TERRACE RIM NAAM
ห้องอาหารบ้านพระยา มีคอร์สอาหารไทยราคาอยู่ที่ 4,200++ บาท ครับ หากรับไวน์ด้วยราคาอยู่ที่ 3,200++ บาท ครับ
เมื่อมาถึงพนักงานต้อนรับจะพาเราเดินไปที่หน้าบ้าน ชานบ้าน (Outdoor Terrace) ก่อนครับ เป็นส่วนที่พระยามไหสสวรรย์ต้อนรับแขกบ้านแขกเรือนก่อนไปรับประทานอาหารด้านใน ผ่านห้องนอนเก่าของท่านเจ้าคุณ เมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้วจะเสิร์ฟผ้าเย็น ที่หน้าบ้านจะเสิร์ฟสามเมนูแรก คือ
1. Welcome Drink น้ำกระชายและน้ำผึ้งลูกหม่อนออร์แกนิคจากฟาร์มของโรงแรม on top ด้วย Sparkling Water เป็นน้ำกระชายสมุนไพรเลยครับ แต่ไม่ได้เข้มข้นมาก พอเป็นเครื่องดื่มก็จะดื่มยากนิดหนึ่งครับ ตอนแรกกะว่าจะดื่มแค่ ¼ แก้ว แต่ก็กลั้นใจดื่มจนหมดครับ
2. Canapé ม้าฮ่อ เสิร์ฟบนกล่องไม้ ทำมาเป็นน้ำสับปะรดแห้งเป็นแผ่นด้านบน Jelly ด้านในเป็นหัวไชโป๊วดองหมักกับน้ำผึ้งลูกหม่อนผัดกับซอสมะขาม ถั่วลิสง และน้ำตาล แนะนำให้กินคำเดียวด้วยมือ รสชาติหวานกำลังดี ไส้รสชาติกลมกล่อม
3. Canapé คะน้ากรอบทรงเครื่องและส้มแขก มีไหลบัว มะพร้าวอ่อน ใบสะระแหน่ ปอเปี๊ยะเวียดนาม น้ำมะขาม มะนาว Cavier และเครือหมาน้อย Cavier ใบคะน้ากรอบ ไส้ข้างในเปรี้ยวหวาน
หลังจากนั้น พนักงานจะพาเดินเข้าสู่ห้องอาหารที่เรือนหลังแรกครับ มีโต๊ะด้านนอก 2 โต๊ะ ด้านใน 6 โต๊ะ สามารถเลือกโต๊ะได้เลย เราเลือกด้านในตัวนอกสุดเพื่อที่จะได้เห็นการจัดจานอาหารก่อนเสิร์ฟครับ และติดกับ Garden ที่ใช้ปลูกสมุนไพรใช้เสิร์ฟ พนักงานจะกาง Napkins ให้เราและเสิร์ฟน้ำเปล่าครับ
เชฟป้อมจะออกมาต้อนรับ และอธิบายว่ายังใช้เตาถ่านและกระต่ายขูดมะพร้าวอยู่ครับ
หลังจากนั้นพนักงานจะเสิร์ฟ Mocktail และเข้าสู่เมนูต่อไปครับ
1. Amuse-bouche ตำขนุน เสิร์ฟมาบนถ้วยไรซ์เบอร์รี แนะนำให้กินด้วยมือคำเดียว เสิร์ฟบนขนุนย่างและไข่ผำ รสชาติจัดจ้าน
2. Appetizer ขนมดอกจอกกับหลนมันปู ด้านบนมีผงไข่ปูและผงสมุนไพร Jelly กระเจี๊ยบและส้มซ่า แนะนำให้กินสองสีเพื่อให้ได้อรรถรสของทั้งสองรสชาติพร้อมกัน Biscuit กรอบ ผงไข่ปูรสชาติเข้มข้น คู่กับ Jelly หวานอมเปรี้ยว
3. ยำทวายไก่ยอและกุ้งลายเสือ มีผักบุ้ง ผักกูด และถั่วพู Homemade Chilli Paste มีน้ำกะทิเผ็ดอ่อน ๆ กุ้งลายเสือจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไก่ยอย่างบนเตาถ่านเสิร์ฟมาในกล่องควันกาบมะพร้าว แนะนำให้กินยำก่อนคู่กับกุ้งลายเสือและไก่ยอ คล้ายยำถั่วพู กุ้งลายเสือเนื้อเด้ง ไก่ยอเนื้อนุ่มขิ้นโต
4. ต้มยำน้ำข้นหอยเชลล์ทะเลอันดามัน เสิร์ฟพร้อมซุปหอยเชลล์แห้ง กุ้งแห้ง และหัวกุ้ง ในจานเสิร์ฟหอยเชลล์ทะเลอันดามันและเห็ดโคนป่าจากจังหวัดกาญจนบุรี แนะนำให้คลุกทุกอย่างเข้ากับซุปร้อน ๆ ก่อน หอยเชลล์ Overcooked ไปครับ สุกแข็งเลย น้ำซุปรสจืดไปหน่อยครับ
5. หลามปลากะพงแดงและน้ำพริกกะลา ปลากะพงแดงจากทะเลอันดามัน Presentation มาในกระบอกไม้ไผ่และสวนผักครับ น่ากินเลยทีเดียว ตอนแรกนึกว่าจะได้กินผักเยอะขนาดนี้ แต่ไม่ใช่ครับ! ตอนเสิร์ฟพนักงานตักหลามปลากะพงแดงออกจากกระบอกไม้ไผ่ใส่ลงจาน หลามทำออกมาสุกกำลังพอดี รสชาติผ่าน และยกถาดสวนผักกลับไปครับ เสิร์ฟถ้วยผักเล็ก ๆ มาให้แทน ผักแปลก ๆ ไม่ค่อยคุ้นชินครับ แต่ผมกินจนหมด บางตัวฝาด บางตัวเปรี้ยวครับ เสิร์ฟคู่น้ำพริกบนกะลามะพร้าวครับ ประกอบไปด้วยกุ้งแห้ง กะปิ หอมแดง กระเทียม พริก และมะพร้าว นำไปย่างบนเตาถ่าน มีแมงดานา อ่อนเผ็ด และไม่ได้กลิ่นของแมงดานาครับ รับประทานคู่กับข้าวจานแรกเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่หุงบนเตาถ่าน 1 ทัพพีครับ
6. ขนมจีนซาวน้ำ มีสับปะรดหอมสุวรรณจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขิง พริก กุ้งแห้งจากระนอง Dressing น้ำกะทิสดผสมน้ำสับปะรด ขิง และกุ้งแห้ง on top ด้วยกุ้งแห้งขูดครับ หอมกุ้งแห้ง ผมไม่ชอบขิง แต่ก็ไม่ได้รสขิงนะครับ
7. จาน Signature กุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง กุ้งแม่น้ำจากแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ย่างบนเตาถ่านก่อน กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่เนื้อเด้ง มีซอสน้ำพริกมะขามเปรี้ยวหวานและหลนมันกุ้ง ทำจากมันกุ้ง หอมแดง พริก และกะทิครับ แนะนำให้กินน้ำพริกมะขามก่อน ตามด้วยหลนมันกุ้ง แล้วผสมกันครับ โดยส่วนตัวชอบน้ำพริกมะขามมากกว่าครับ เข้มข้น เปรี้ยวหวานกำลังพอดี ส่วนหลนมันกุ้งรสจัดจ้าน เผ็ดอ่อน ๆ กินผสมกันก็อร่อยดีครับ รับประทานคู่ข้าวสวยจานที่สองเป็นข้าวกล้องจากเชียงใหม่ครับ เรียกว่าข้าวดอยจากชนเผ่ากาเกอะญอครับอีก 1 ทัพพี

8. Main Dish แกงเผ็ดเนื้อย่างและส้มเถาคัน เนื้อ Wagyu หมักกับสามเกลอ รากผักชี กระเทียม และพริกไทย on top ด้วยใบมะกรูด เสิร์ฟพร้อมยอดมะพร้าวอ่อนและส้มเถาคันจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซอสเป็นแกงเผ็ดใบโหระพาครับ เนื้อชิ้นใหญ่ เสิร์ฟมาในความสุกระดับ Medium Rare ซอสรสชาติเข้มข้น รับประทานคู่ข้าวสวยจานที่สามเป็นข้าวหอมมะลินึ่งกับกะทิและใบเตยอีก 1 ทัพพีครับ
ก่อนไปเมนูของหวาน ก็จัดเสิร์ฟชาครับ มีชาให้เลือกหลายแบบ แฟนผมเลือก Earl Grey Tea ส่วนของผมเป็น English Breakfast Tea ครับ ของผมชาจะแก่กว่านิดหนึ่งครับ
จานสุดท้ายของหวานจัดเสิร์ฟ 9 อย่างครับ
1. Signature ส้มฉุน ข้างในเป็นผลไม้รวม น้ำส้มฉุนรสชาติเปรี้ยวหวาน ฝาส้มซ่าให้บีบน้ำลงไปจะได้กลิ่นส้มซ่าสดใหม่ แนะนำให้กินเป็นตัวแรกเพื่อล้างปากก่อนรับประทานขนมหวานตัวอื่น ผลไม้รสหวานกินคู่ส้มซ่าสดชื่น ชอบจานนี้ที่สุดครับ
2. มะม่วงพริกเกลือ สูตรโบราณ ไม่ได้ใช้พริก แต่ใช้หมึกแห้ง กุ้งแห้ง เกลือ และน้ำตาล ผสมรวมกัน แล้วคั่วจนแห้ง รับประทานเป็นตัวที่สอง มะม่วงมันไม่เปรี้ยวไม่หวาน กินคู่พริกเกลือแบบนี้ แปลกใหม่เหมือนกันครับ
3. ขนมไข่

4. ขนมเบื้อง
5. ขนมครก
6. ขนมใส่ไส้
7. ข้าวเหนียวมะม่วง
8. ขนมหินฝนทอง สีดำทำจากผง Charcoal ข้างในสุดเป็นมะม่วงแห้ง
9. ข้าวเกรียบว่าว โรยหน้าด้วยสังขยาใบเตย
หลังจากเรากินของหวานเสร็จก็ลุกจากโต๊ะ เตรียมเดินกลับไปที่รถครับ แต่! เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเนื่องใน Special Occasion: Honeymoon ที่ผู้ใหญ่ใจดีจองให้เรา มีเค้กพิเศษให้เราด้วยครับ เป็น Toffee Cake ชิ้นใหญ่เลยครับ แต่เราอิ่มของหวานแล้ว จึงขอให้เจ้าหน้าที่ห่อใส่กล่องกลับให้ครับ นอกจากนี้ยังมี Souvenier จากทางห้องอาหารเองครับ คือ พริกเกลือสูตรโบราณคนละหนึ่งกระปุก เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเก็บไว้ได้สามวันครับ

จากนั้นเชฟป้อมเดินมาส่งพวกเรา จึงขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับครับ
สรุป ที่นี่เปลี่ยนเมนูทุก 4 เดือน นะครับ ถ้าใครมาหลังจากนี้ เมนูอาจไม่ได้เป็นตามนี้นะครับ คุ้มไหมกับ 4,200++ บาท? ถ้าใครอยากลองคอร์สอาหารไทย 12 จาน ในบรรยากาศบ้านโบราณเล็ก ๆ อบอุ่น ๆ พนักงานต้อนรับและบรรยายอย่างดี แนะนำลองมาชิมเพื่อเปิดประสบการณ์ดูสักครั้งครับ เมนูที่ว้าวสำหรับผม คือ นำทวายไก่ยอและกุ้งลายเสือ กุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง แกงเผ็ดเนื้อย่างและส้มเถาคัน และส้มฉุนครับ
ใครเคยไปที่นี่บ้าง รู้สึกยังไง มาแชร์กันได้นะครับ!
ถ้ามีโอกาสพิเศษแบบนี้ คุณจะเลือกฉลองที่ไหน?
ใครอยากลองเมนูไหนมากที่สุด?<!--/data/user/0/com.samsung.android.app.notes/files/clipdata/clipdata_bodytext_250227_134733_349.sdocx-->
[SR] 🔥 "จดทะเบียนสมรสเพศเดียวกัน แล้วมีผู้ใหญ่ใจดีพาไปฉลองหรู! รีวิวจัดเต็ม ‘บ้านพระยา’ Mandarin Oriental"
1. วิธีแรกที่เราเดินทางมากันคือปัก Google Maps มาที่บ้านพระยาเลยครับ แต่อย่าตาม Google Maps นะครับ จะพาเราเข้าซอยมัสยิดซึ่งไม่มีทางเชื่อมไปห้องอาหารครับ ต้องข้บเลยมาอีกหน่อยจะเห็นป้าย SALA RIM NAAM TERRACE RIM NAAM
2. อีกวิธีคือไปจอดรถที่ Mandarin Oriental, Bangkok แล้วนั่งเรือข้ามฟากของโรงแรม บริการทุก 10 นาที ถึงเที่ยงคืน ฟรีครับ
ห้องอาหารนี้เปิดวันศุกร์ - วันอังคาร เวลา 18:00 - 23:00 น. ปิดวันพุธและพฤหัสบดี แนะนำให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ครับ
ในปี 1986 หลายห้องในบ้านได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทยแรกของประเทศไทยที่ Mandarin Oriental โดยอาจารย์ชาลี อมาตยกุล
ปัจจุบันทางโรงแรมเป็นผู้เช่าพื้นที่กว่า 6 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เริ่มต้นสร้าง 2 ห้องอาหารก่อนในปี พ.ศ. 2526 SALA RIM NAAM และ TERRACE RIM NAAM
เมื่อมาถึงพนักงานต้อนรับจะพาเราเดินไปที่หน้าบ้าน ชานบ้าน (Outdoor Terrace) ก่อนครับ เป็นส่วนที่พระยามไหสสวรรย์ต้อนรับแขกบ้านแขกเรือนก่อนไปรับประทานอาหารด้านใน ผ่านห้องนอนเก่าของท่านเจ้าคุณ เมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้วจะเสิร์ฟผ้าเย็น ที่หน้าบ้านจะเสิร์ฟสามเมนูแรก คือ
เชฟป้อมจะออกมาต้อนรับ และอธิบายว่ายังใช้เตาถ่านและกระต่ายขูดมะพร้าวอยู่ครับ
8. Main Dish แกงเผ็ดเนื้อย่างและส้มเถาคัน เนื้อ Wagyu หมักกับสามเกลอ รากผักชี กระเทียม และพริกไทย on top ด้วยใบมะกรูด เสิร์ฟพร้อมยอดมะพร้าวอ่อนและส้มเถาคันจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซอสเป็นแกงเผ็ดใบโหระพาครับ เนื้อชิ้นใหญ่ เสิร์ฟมาในความสุกระดับ Medium Rare ซอสรสชาติเข้มข้น รับประทานคู่ข้าวสวยจานที่สามเป็นข้าวหอมมะลินึ่งกับกะทิและใบเตยอีก 1 ทัพพีครับ
ก่อนไปเมนูของหวาน ก็จัดเสิร์ฟชาครับ มีชาให้เลือกหลายแบบ แฟนผมเลือก Earl Grey Tea ส่วนของผมเป็น English Breakfast Tea ครับ ของผมชาจะแก่กว่านิดหนึ่งครับ
จานสุดท้ายของหวานจัดเสิร์ฟ 9 อย่างครับ
4. ขนมเบื้อง
5. ขนมครก
6. ขนมใส่ไส้
7. ข้าวเหนียวมะม่วง
8. ขนมหินฝนทอง สีดำทำจากผง Charcoal ข้างในสุดเป็นมะม่วงแห้ง
9. ข้าวเกรียบว่าว โรยหน้าด้วยสังขยาใบเตย
สรุป ที่นี่เปลี่ยนเมนูทุก 4 เดือน นะครับ ถ้าใครมาหลังจากนี้ เมนูอาจไม่ได้เป็นตามนี้นะครับ คุ้มไหมกับ 4,200++ บาท? ถ้าใครอยากลองคอร์สอาหารไทย 12 จาน ในบรรยากาศบ้านโบราณเล็ก ๆ อบอุ่น ๆ พนักงานต้อนรับและบรรยายอย่างดี แนะนำลองมาชิมเพื่อเปิดประสบการณ์ดูสักครั้งครับ เมนูที่ว้าวสำหรับผม คือ นำทวายไก่ยอและกุ้งลายเสือ กุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง แกงเผ็ดเนื้อย่างและส้มเถาคัน และส้มฉุนครับ
ใครเคยไปที่นี่บ้าง รู้สึกยังไง มาแชร์กันได้นะครับ!
ถ้ามีโอกาสพิเศษแบบนี้ คุณจะเลือกฉลองที่ไหน?
ใครอยากลองเมนูไหนมากที่สุด?<!--/data/user/0/com.samsung.android.app.notes/files/clipdata/clipdata_bodytext_250227_134733_349.sdocx-->
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น