สูตรการคำนวณเงินชราภาพของมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ไม่เป็นธรรมนี้ มิได้เกิดจากกฎหมาย พรบ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และกฎกระทรวงฯ ข้อ 2. แต่อย่างใด
แต่เกิดขึ้นจากการ "ตีความ" กฎหมายมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ของสำนักงานประกันสังคมเองที่ผิดเพี้ยน โดยการ "นับรวม" ระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว กฎหมายประกันมาตรา 42 กำหนดชัดแจ้งให้นำ "ทุกช่วง" ระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 รวมเข้าด้วยกัน และหรือ "ทุกช่วง" ระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 39 รวมเข้าด้วยกัน ตามความเป็นจริงของแต่ละมาตรา ตามจำนวนเงินสมทบจริงที่ผู้ประกันตนได้มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
เนื่องจากความเป็นผู้ประกันตนนั้นสามารถเป็นได้ทั้งตามมาตรา 33 "และหรือ" มาตรา 39 สลับสับเปลี่ยนกันไปมาได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าว ผู้ประกันตนมีนายจ้างหรือไม่
ดังนั้นมาตรา 42 จึงกำหนดให้นำ "ทุกช่วง" ระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 รวมเข้าด้วยกัน "และหรือ" ทุกช่วงระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 39 รวมเข้าด้วยกัน เพื่อก่อสิทธิในการรับเงินชราภาพคืนให้แก่ผู้ประกันตน ตามมาตรา 77 ทวิ และมาตรา 77 ตรี ซึ่งระบุชัดเจนให้ สปส. ต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญชราภาพคืนให้แก่ผู้ประกันตน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนของมาตรา 33 "หรือ" มาตรา 39 ได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 "หรือ" มาตรา 41 แยกออกจากกัน
ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมย่อมไม่สามารถนับระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมกัน ในการคำนวณเงินชราภาพคืนให้แก่ผู้ประกันตนได้เลย เนื่องจากจะขัดแย้งกันเองกับมาตรา 77 ทวิ และมาตรา 77 ตรี ซึ่งกำหนดชัดแจ้งให้ สปส
ต้องจ่ายเงินชราภาพคืนให้ผู้ประกันตามมาตรา 33 "หรือ" มาตรา 39 "แยก" ออกจากกัน "ตามความเป็นจริง" เมื่อความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 "หรือ" มาตรา 39 สิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี จึงไม่ใช่ต้องบังคับให้ผู้ประกันตนต้องลาออกจากมาตรา 39 ให้ความเป็นผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดลงพร้อมกันทั้งสองกรณี อย่างที่ สปส.ตีความกฎหมายผิด และนำมายึดเงินบำเหน็จบำนาญชราภาพของมาตรา 33 ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวอยู่ที่ไหน?
ดังนั้น หากเพียง สปส.คำนวนเงินชราภาพตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 "แยก" ออกจากกัน ตามฐานค่าจ้างของมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ตามที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบจริงตามที่กฎหมายประกันสังคม พ.ศ.2533 และกฎกระทรวงฯ ข้อ 2.กำหนด เพียงเท่านี้ ผู้ประกันตนทุกคนก็จะได้รับเงินชราภาพที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายประกันสังคมบัญญัติ
สรุปคือกฎหมายประกันสังคมบัญญัติไว้ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมแล้ว แต่ สปส.ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้ผู้ประกันตนเดือดร้อนเสียหายจำนวนมาก
ขอให้ สปส.ชี้แจงด่วนด้วยว่าเงินบำเหน็จบำนาญชราภาพของมาตรา 33 จำนวนมากที่ถูก สปส.ยึดไว้นั้น ขณะนี้เงินก้อนนั้นอยู่ที่ไหนและใครต้องรับผิดชอบ?
ก่อนที่ สปส.จะคิดแก้ไขกฎหมายประกันสังคมพ้นจากหน่วยราชการเพื่อ "เบี้ยวหนี้" เงินชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จำนวนมาก ที่ถูก สปส.ยึดไว้ว่าตอนนี้เงินดังกล่าวอยู่ที่ไหนกัน?
ษัษฐรัมย์” จ่อชงกฎหมายแยก สปส.พ้นราชการ แล้วที่ สปส. ตีความมาตรา 42 ผิด จนยึดเงินชราภาพของมาตรา 33 ใครจะรับผิดชอบ
แต่เกิดขึ้นจากการ "ตีความ" กฎหมายมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ของสำนักงานประกันสังคมเองที่ผิดเพี้ยน โดยการ "นับรวม" ระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว กฎหมายประกันมาตรา 42 กำหนดชัดแจ้งให้นำ "ทุกช่วง" ระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 รวมเข้าด้วยกัน และหรือ "ทุกช่วง" ระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 39 รวมเข้าด้วยกัน ตามความเป็นจริงของแต่ละมาตรา ตามจำนวนเงินสมทบจริงที่ผู้ประกันตนได้มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
เนื่องจากความเป็นผู้ประกันตนนั้นสามารถเป็นได้ทั้งตามมาตรา 33 "และหรือ" มาตรา 39 สลับสับเปลี่ยนกันไปมาได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าว ผู้ประกันตนมีนายจ้างหรือไม่
ดังนั้นมาตรา 42 จึงกำหนดให้นำ "ทุกช่วง" ระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 รวมเข้าด้วยกัน "และหรือ" ทุกช่วงระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 39 รวมเข้าด้วยกัน เพื่อก่อสิทธิในการรับเงินชราภาพคืนให้แก่ผู้ประกันตน ตามมาตรา 77 ทวิ และมาตรา 77 ตรี ซึ่งระบุชัดเจนให้ สปส. ต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญชราภาพคืนให้แก่ผู้ประกันตน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนของมาตรา 33 "หรือ" มาตรา 39 ได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 "หรือ" มาตรา 41 แยกออกจากกัน
ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมย่อมไม่สามารถนับระยะเวลาประกันตนของมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมกัน ในการคำนวณเงินชราภาพคืนให้แก่ผู้ประกันตนได้เลย เนื่องจากจะขัดแย้งกันเองกับมาตรา 77 ทวิ และมาตรา 77 ตรี ซึ่งกำหนดชัดแจ้งให้ สปส
ต้องจ่ายเงินชราภาพคืนให้ผู้ประกันตามมาตรา 33 "หรือ" มาตรา 39 "แยก" ออกจากกัน "ตามความเป็นจริง" เมื่อความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 "หรือ" มาตรา 39 สิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี จึงไม่ใช่ต้องบังคับให้ผู้ประกันตนต้องลาออกจากมาตรา 39 ให้ความเป็นผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดลงพร้อมกันทั้งสองกรณี อย่างที่ สปส.ตีความกฎหมายผิด และนำมายึดเงินบำเหน็จบำนาญชราภาพของมาตรา 33 ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวอยู่ที่ไหน?
ดังนั้น หากเพียง สปส.คำนวนเงินชราภาพตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 "แยก" ออกจากกัน ตามฐานค่าจ้างของมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ตามที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบจริงตามที่กฎหมายประกันสังคม พ.ศ.2533 และกฎกระทรวงฯ ข้อ 2.กำหนด เพียงเท่านี้ ผู้ประกันตนทุกคนก็จะได้รับเงินชราภาพที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายประกันสังคมบัญญัติ
สรุปคือกฎหมายประกันสังคมบัญญัติไว้ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมแล้ว แต่ สปส.ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้ผู้ประกันตนเดือดร้อนเสียหายจำนวนมาก
ขอให้ สปส.ชี้แจงด่วนด้วยว่าเงินบำเหน็จบำนาญชราภาพของมาตรา 33 จำนวนมากที่ถูก สปส.ยึดไว้นั้น ขณะนี้เงินก้อนนั้นอยู่ที่ไหนและใครต้องรับผิดชอบ?
ก่อนที่ สปส.จะคิดแก้ไขกฎหมายประกันสังคมพ้นจากหน่วยราชการเพื่อ "เบี้ยวหนี้" เงินชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จำนวนมาก ที่ถูก สปส.ยึดไว้ว่าตอนนี้เงินดังกล่าวอยู่ที่ไหนกัน?