JJNY : 5in1 อั้นไม่อยู่! ลูกชิ้นยืนกิน│คาดไทยส่งออกข้าววูบ│ปชน.เปลี่ยนแผนสู้ซักฟอก│ทนายอั๋นบุกกกต.│WHOจับตา“โรคปริศนา”

อั้นไม่อยู่! ลูกชิ้นยืนกิน ขอขึ้นราคาเพิ่มไม้ละ 1 บาท วอนเห็นใจน้ำมันปาล์มแพงไม่ไหว
https://www.matichon.co.th/region/news_5067207

กลุ่มร้าน ลูกชิ้นยืนกิน บุรีรัมย์ แบกภาระราคาน้ำมันปาล์มที่ปรับขึ้นแทบทุกวันไม่ไหว ขอปรับราคาลูกชิ้นขึ้นอีกไม้ละ 1 บาทเป็นไม้ละ 5 บาท ระบุถ้าซื้อสดไปทอดเองยังคงราคาเดิม วอนลูกค้าเห็นใจ
 
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากน้ำมันปาล์มได้ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้าขายของทอดซึ่งจะต้องใช้น้ำมันปาล์มเป็นหลัก
 
ล่าสุด บรรดากลุ่มแม่ค้าลูกชิ้นยืนกิน บริเวณสถานีรถไฟบุรีรัมย์ กว่า 10 ร้านประกาศขอขึ้นราคาลูกชิ้นทอดเพิ่มอีกจากไม้ละ 4 บาทเป็นไม้ละ 5 บาท หลังราคาน้ำมันปาล์มพุ่งทะลุขวดละ 62 บาท(วันนี้)
 
นางประทิพย์ อายุ 69 ปี เจ้าของร้านลูกชิ้นป้าณี บอกว่านอกจากน้ำมันปาล์มจะขึ้นราคาแล้ว ยังมีวัสดุอื่น เช่นเนื้อหมู ไม้เสียบลูกชิ้น ปรับขึ้นราคาตามไปด้วย น้ำนปาล์มที่เคยใช้ขวดละ 45-48 บาท ตอนนี้กลายเป็น 62 บาท จริงแล้วพยายามตรึงราคามานานแล้ว จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาลูกชิ้นขึ้นอีกไม้ละ 1 บาท แต่ไม่ถึงกับดีขึ้น เพราะเราเพิ่มลูกชิ้นให้อีกไม้ละ 1 ลูกจากเดิม 3 ลูกต่อไม้ ส่วนที่แพ็คเป็นถุงที่ไม่ได้ทอดยังคงขายราคาเดิม
นางสาวอรุณศรี อายุ 42 ปี เจ้าของร้านลูกชิ้นยายภา บอกว่าตอนนี้แม่ค้ามีการปรับขึ้นราคาลูกชิ้นแล้วหลายเจ้า แต่เกินครึ่งแล้วเพราะแบกรับภาระไม่ไหว ซึ่งตรงกับลูกค้าที่ให้ความเห็นว่าควรขึ้นราคาเพราะเห็นใจแม่ค้า โดยภายใน 2-3 วันน่าจะปรับราคาขึ้นทุกร้านในราคาเดียวกัน



ไตรมาสแรก คาดไทยส่งออกข้าววูบล้านตัน ชู5ปัจจัยกดดัน ไทย-เวียดนามชิงที่2ตลาดโลก
https://www.matichon.co.th/economy/news_5067228

ไตรมาสแรก คาดไทยส่งออกข้าววูบล้านตัน ชู5ปัจจัยกดดัน ไทย-เวียดนามชิงที่2ตลาดโลก
 
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยปี 2568 ว่า การส่งออกข้าวไทยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 กุมภาพันธ์ 2568 รวมประมาณ 1.1 ล้านตัน เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 32% ที่ส่งออกปริมาณ 1.6 ล้านตัน โดยข้าวสารเจ้า(5%) ลดลงถึง 54% ข้าวหอมมะลิเพิ้มเพียง 1% หรือเฉลี่ยประมาณ 6 แสนตันเศษ/เดือน ไตรมาสแรก2568 คาดจะส่งออกได้ปริมาณ 1.8-2 ล้านตัน เทียบไตรมาสแรกปีก่อนที่ส่งออกได้ปริมาณ 3 ล้านตัน เท่ากับลดลงถึง 33% หรือหายไปปริมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2568 น่าจะหดตัวจากปีก่อนมาก โดยปี2567 ส่งออกได้ 9.95 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 2.25 แสนล้านบาท (6,434 ล้านเหรียญสหรัฐ) ส่วนปี 2568 คาดปริมาณส่งออก 7.53 ล้านตัน ลดลง 24.3% มูลค่าประมาณ 1.7 แสนล้านบาท (4,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) หรือมูลค่าลดลง 25.4% ซึ่งเป็นการลดลงในทุกชนิดข้าว อาทิ ข้าวขาวลดลง 33.3% ยกเว้นข้าวนึ่ง และปลายข้าวหอมมะลิที่ยังบวกได้เล็กน้อย
 
นายชูเกียรติ กล่าวว่า ปัจจัยมีผลต่อการส่งออกข้าวไทย ที่สำคัญ 5 เรื่อง คือ 1.ค่าเงินบาทผันผวนเร็ว รัฐบาลควรดูแลให้แกว่งน้อยที่สุดและรักษาระดับ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะดีต่อการส่งออกในภาคเกษตร 2. การแข่งขันด้านราคาข้าวในตลาดโลกรุนแรง และข้าวไทยแพงสุดเทียบกับประเทศคู่แข่ง อย่างข้าวขาว5% ราคาส่งออก(เอฟโอบี)ไทยตันละ 415-419 เหรียญสหรัฐ เวียดนาม 393-397 เหรียญสหรัฐ อินเดีย 406-410 เหรียญสหรัฐ ปากีสถาน 382-386 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาในประเทศอยู่ที่กิโลกรัมละเฉลี่ย 13 บาท 3. ผลผลิตข้าวโลกมากขึ้นประมาณ 10 ล้านตันข้าวสาร จาก 522 ล้านตัน เป็น 532 ล้านตัน หรือเพิ่ม 2% สวนทางความต้องการซื้อลดลง จาก 59.78 ล้านตัน เหลือ 58.53 ล้านตันหรือลด 2.1% เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญ อย่าง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อิรัก ลดปริมาณนำเข้า ยกเว้นจีน สหรัฐ และแอฟริกาใต้ ที่ยังนำเข้าเพิ่ม 4. ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ปรับนโยบายความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน 5. การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ปัญหาแล้งรุนแรงที่เจอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคลี่คลายลง
 
 อินเดีย เป็นตัวแปรสำคัญ เมื่อห้ามส่งออกข้าวขาว จากเคยส่งออกข้าวทุกชนิดปีละ 22 ล้านตัน ก็เหลือ 17 ล้านตัน ส่วนที่หายไป ประเทศนำเข้าหันมาซื้อไทยอย่างน้อยก็ 2 ล้านตัน จึงทำให้ตัวเลขข้าวไทยดีขึ้น เมื่ออินเดียกลับมาส่งออกอีกครั้ง ส่วนที่ซื้อไทยก็กลับไปอินเดียเพราะราคาดีกว่า และบางประเทศลดนำเข้า ยิ่งกดดันตลาดแข่งดั๊มราคา ส่วนข้าวไทยนั้นต้นทุนสูงกว่าประเทศส่งออกอื่น ทั้งจากผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าและค่าใช้จ่ายเพาะปลูกสูงต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนราคาข้าวไทยสูง ราคาส่งออกก็ต้องสูงตาม จากนี้จะส่งออกได้สูงอย่าง 2 ปีก่อนคงยากแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเร่งโปรโมตข้าวไทยในตลาดใหม่ๆ เร่งรัดจีทูจีกับจีนที่คงค้างอยู่ 2.8 แสนตัน และฟื้นการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงส่งออก ซึ่งตัวเลขที่เราตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน ก็ย้อนกับไปเท่ากับปีก่อนอินเดียห้ามส่งออกข้าว ปีนี้อินเดียน่าจะส่งออกเป็น 22.5 ล้านตันจาก 17.8 ล้านตัน ส่วนไทยกับเวียดนาม ใกล้เคียงกันที่ 7.5 ล้านตัน แต่อัตราหดตัวไทย 24.2% สูงกว่าเวียดนามหด 17% ” นายชูเกียรติ กล่าว
 
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือชาวนา ว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะช่วยเรื่องลดต้นทุนการผลิต ไม่ใช้มาตรการที่บิดเบือนราคา ราคาข้าวนั้น ก่อนอินเดียห้ามส่งออก ข้าวขาว 15% ตอนนั้นขายได้ 8 พันบาท ชาวนาบอกอยู่ได้ แต่ด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพาะปลูกสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคา8 พันอาจมีผลต่อรายได้ไม่เท่าเดิม การช่วยเหลือลดต้นทุนเป็นเรื่องหลักในวันนี้ และสิ่งที่สมาคมฯกระตุ้นมาตลอดคือ การพัฒนาพันธ์ข้าวให้มีผลผลิตต่อไร่ดีเท่าๆประเทศคู่แข่ง อย่างกลุ่มพ่วงพันธ์ข้าวขาวของเวียดนามที่ปลูกแพร่หลายในไทย ตอนนี้กำลังขยายไปพันธ์ข้าวหอมมะลิ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่เกิน 1,000-1,400 กิโลกรัม ส่วนพันธ์ไทยผลิตยัง 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ ชาวนาเจอปัญหา 2 เดือนทั้งต้นทุนสูงและผลผลิตต่อไร่ต่ำ ราคาขายจึงสูงกว่าประเทศอื่นๆ ส่วนข้าวที่ขายได้ราคาต่ำ เพราะเป็นพันธ์นอกประเทศ เจอเรื่องท้องไข่และอายุข้าวเก็บไม่ได้ควรเกิน 6 เดือน ซึ่งบางประเทศอย่างอินโดนีเซียระบุเลยซื้อข้าวเก็บไม่เกิน 3 เดือนเพื่อลดปัญหาข้าวด้อยคุณภาพ จากนี้ไทยจะเจอปัญหาเหล่านี้หนักขึ้นและมีผลตรงต่อการส่งออกข้าวไทยมีโอกาสถดถอยไปเรื่อยๆ


 
ปชน.เปลี่ยนแผนสู้ซักฟอก ล็อกเป้านายกฯคนเดียว หลังฝ่ายค้าน มีเกลือเป็นหนอน ทำข้อสอบรั่ว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5067777

“ฝ่ายค้าน” สับขาหลอก หลังข้อสอบรั่ว ล็อกเป้าซักฟอก “แพทองธาร” คนเดียวโทษฐานแลกผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์ตัวเอง-ครอบครัว
 
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ที่ฝ่ายค้านกำหนดจะยื่นญัตติต่อประธานสภา ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ว่า เดิมพรรค ปชน.วางเป้าซักฟอก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรวม 10 คน แต่ล่าสุดทีมยุทธศาสตร์ของพรรคสับขาหลอกเปลี่ยนแผน โดยจะล็อกเป้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร เพียงผู้เดียวเท่านั้น สำหรับเหตุผลนั้น เนื่องจากเกิดกรณีข้อสอบรั่ว เกลือเป็นหนอนภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นพรรคใดที่แอบส่งการบ้าน รายชื่อรัฐมนตรี 10 คน รวมถึงพฤติการณ์ต่างๆ ของรัฐมนตรีที่ถูกจับขึ้นเขียงไปให้สื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ ช่วงบ่ายวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เสมือนเป็นการปล่อยข่าวส่งซิก ไปให้รัฐบาลล่วงหน้า
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอีกเหตุผลของการจับนายกรัฐมนตรีขึงพืด ขึ้นเขียงแต่เพียงผู้เดียว เพราะต้องการดัดหลัง สั่งสอนรัฐบาล กรณีที่ฝ่ายค้านส่งสัญญาณขอเวลาในการอภิปรายไป 5 วัน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเต็มที่ แต่ทางรัฐบาลไม่สนใจ ส่งสัญญาณตัดเวลาให้อภิปรายเพียง 2 วัน ดังนั้น ทีมยุทธศาสตร์จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน จัดหนักนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียวไปเลย เวลาอภิปรายจะได้เพียงพอ นอกจากนี้ทีมยุทธศาสตร์ยังมองว่า การหว่านแหอภิปรายรัฐมนตรีบวกนายกฯ รวม 10 คน อาจจะสูญเปล่า อภิปรายไม่เข้าเป้า อีกทั้งยังอาจจะเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีลอยตัวเหนือปัญหาให้คนอื่นมาตอบแทน เลยเปลี่ยนแผนให้โฟกัสไปที่ตัวนายกฯคนเดียวไปเลย
 
ทีมยุทธศาสตร์พรรค ปชน.มองว่า ด้วยสภาพสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ต้นตอของปัญหาจริงๆ คือรัฐบาลนี้ ยอมแลกผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อให้ผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว อีกทั้งยอมแลกทุกอย่างจนทุกอย่างพังไปหมด เลยต้องถอนรากถอนโคนที่คนคนนี้เพียงคนเดียว และให้นำไปสู่การยุบสภา แม้จะล็อกเป้าอภิปรายนายกฯเพียงคนเดียว แต่จะมีการอภิปรายสาวไส้ขยายผลแต่ละกระทรวงด้วย ดังนั้น ในส่วนที่ฝ่ายค้านมองว่ากระทรวงใดมีความผิดที่ชัดเจน จะมีการโรยเกลือ ยื่นร้อง ป.ป.ช. หลังจากศึกซักฟอกต่อไป ไม่มีละเว้น



ทนายอั๋น นำ หวังเฉา-หม่าฮั่น-นักโทษคดีอั้งยี่ บุกกกต.ระบุ แค่มาดูหน้า อิทธิพร-แสวง แต่ไม่หวังพึ่ง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5067216

ทนายอั๋น บุกทำเชิงสัญลักษณ์ หวังเฉาหม่าฮั่น ไม่ง้อ กกต.แล้ว หลังดีเอสไอถกรับ-ไม่รับปมฮั้วเลือก ส.ว.เป็นคดีพิเศษ
 
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมกลุ่มอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว. )มาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยนำคนที่แต่งกายเลียนแบบเป็น”หวังเฉา” กับ “หม่าฮั่น” นำตัวนักโทษอั้งยี่ซ่องโจรมาประหารตามคำสั่งท่านเปาบุ้นจิ้น

โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ตัวเองไม่ได้มายื่นหนังสือใดๆกับทาง กกต. อีกแล้ว เพราะถือว่าการสื่อสารระหว่างตัวเองกับ กกต. สิ้นสุดทั้งหมดแล้ว หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พิจารณากรณีฮั้วเลือก ส.ว. ว่าเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษหรือไม่ และวันนี้เป็นเหมือนการมาดูหน้านายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่ก็ได้ข้อมูลว่าตอนนี้ไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่าดูงานเกี่ยวกับอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะการเลือก ส.ว. ครั้งที่ผ่านมามีปัญหาจนตอนนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว
 
นายภัทรพงศ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ทางการเมือง ส.ว. สีน้ำเงินพยายามให้ กกต.รับเรื่อง ฮั้วเลือก สว.ไปทำเอง อีกทั้งมีลักษณะขู่ฟ้องประชา ชนที่ให้ข้อมูล รวมถึงขู่ดีเอสไอ ถ้าเกิดรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ ในส่วนของการร้องเรียน เรื่องฮั้วเลือก ส.ว. ตัวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาร้องเรียนกับทาง กกต.รวมถึงดีเอสไอ ตั้งแต่แรกและเคยถูกเรียกไปสอบถามข้อมูลมาแล้ว วันนี้ตัวเองอยากมาทวงถามฝั่ง กกต. ว่าจะเอาอย่างไรในหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าจะให้ข้อมูลกับทางดีเอสไอหรือไม่ ซึ่งหากไม่ให้ข้อมูลก็จะมีข้อสงสัยว่านายแสวง เป็นตัวการร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ และท้ายที่สุดอาจจะโดนอั้งยี่ซ่องโจรไปด้วย หรือหากทาง กกต. ไม่ได้ให้ความร่วมมือส่งข้อมูลไปให้ดีเอสไอนั้น มองว่าไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว เพราะทางดีเอสไอก็มีอำนาจหน้าที่ดำเนินความผิดในคดีอาญา ซึ่งทางดีเอสไอก็เคยออกมาชี้ชัดแล้วว่ามั่นใจว่ามีอำนาจเต็ม 100% เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ กกต.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่