ช่วงนี้ผู้ปกครองของนักเรียนหลายๆท่านคงกำลังมองหาที่เรียน หรือกำลังพาบุตรหลานไปสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนตามสถานศึกษาที่ตนเองคาดว่าจะฝากความหวังให้เป็นที่ให้ความรู้แก่บุตรหลานของเรา..
ผมก็เป็นครอบครัวหนึ่งที่ต้องสละเวลาเพื่อนำบุตรหลานไปสอบสัมภาษณ์เช่นกัน..
แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า..
หลานสาวได้นำลูกชายไปสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.1)ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเด็กเรียนโรงเรียนนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาล..และยังมีเด็กที่เรียนอยู่ที่เดียวกันอีกสองคน(ทั้งหมด3คน)
โรงเรียนเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อพอสมควรในละแวกที่ผมอยู่อาศัย..ซึ่งดีกับตัวเด็กเองและครอบครัวที่ได้โรงเรียนใกล้บ้าน...และคิดเองว่าโรงเรียนที่จ่สยค่าเรียนประมาณนี้..เป็นการซื้อ "สังคม"และ"สิ่งแวดล้อมที่ดี"ให้แก่บุตรหลาน
การสอบสัมภาษณ์เปิดฉากด้วยคำพูดที่ดุเดือดพอสมควร..
"เด็กเกรดแค่นี้ยังคิดจะให้เรียนต่ออีกหรือ?" น้ำเสียงดูเกรียวกราดพิกล...
".........." หลานสาวตกใจในคำถามแรกของครูผู้สอบสัมภาษณ์ " พอดีเด็กเรียนที่นี่ตั้งแต่ก่อนอนุบาลค่ะครู" คำตอบเหมือนสั่นๆเหมือนโกรธระคลอับอาย
" อย่าคิดนะว่าเรียนที่นี่ตั้งแต่อนุบาลและจะมีอภิสิทธิ์ได้เข้าเรียนต่อ" คำพูดของครูตรงหน้ายังดุดันเช่นเคย...พลางมองหน้าผู้ปกครองแบบแปลก ๆ" เนี้ยดูเด็กคนอื่นสิ ทั้งเรียนดีทั้งความประพฤติดี...แบบนี้สิถึงจะเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียน" ครูคนเดิมว่าพลางดึงเด็กหญิงอีกคนที่รอสัมภาษณ์เข้ามาในวงสนทนา..
หลานสาวได้แค่นั่งหน้าชาแบบงง...งงที่ว่าคือไม่เข้าใจว่าทำไมครูถึงเอาเด็กสองคนมาเปรียบเทียบกัน...
"แล้วความสามารถพิเศษอะไรนะ..เตะบอล?" น้ำเสียงเหมือนจะเยาะ.."เขาไม่เรียกความสามารถพิเศษนะ"
หลานสาวขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างงงๆว่าเตะบอลคือไม่ใช่ความสามารถพิเศษ...แล้วอะไรที่คือความสามารถพิเศษในสายตาครูผู้สัมภาษณ์...
"จะมาเล่นแต่บอลไม่สนใจการเรียนไม่ได้นะถ้ารับเข้ามา"
"ค่ะ" คำตอบแม้จะสุภาพ..แต่ดูเหมือนข่มมันไว้แทบไม่หมด..
"แล้วดูสารรูปเด็กสิ..ตาก็แดง..ขี้มูกก็ไหล" ผู้พูดแสดงกริยารังเกียจอย่างชัดเจน " พาไปหาหมอบ้างไปเนี้ย"
หลานสาวลอบถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายวิธีตั้งคำถามและอคติที่ผู้สัมภาษณ์มีให้ตลอดการสนทนา..
"พาไปแล้วค่ะครู...เด็กเป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรง..บางครั้งอากาศเปลี่ยนฝุ่นเยอะก็จะแพ้ขึ้นตา.."
"ใช่หรา" เหมือนผู้สัมภาษณ์จะทนฟังคำอธิบายนั้นจนจบไม่ได้ไหว..จึงชักสีหน้าและขัดด้วยน้ำเสียงคล้ายตวาดกลับมา " ไม่ใช่ปล่อยให้เล่นแต่มือถือหรา ถึงมีสภาพแบบนี้"
"เด็กเดี๋ยวนี้ก็เล่นมือถือกันทุกคนนั้นหละค่ะครู" น้ำเสียงของหลานสาวเหมือนจะหมดความอดทน..."แต่ที่บ้านให้เล่นแบบจำกัดชั่วโมงไม่เกิน.."
"ก็เห็นพูดอย่างงี้ทั้งนั้นหละ...พ่อแม่รังแกฉันชัดๆ" เป็นอีกครั้งที่ครูสัมภาษณ์แทบไม่ฟังคำอธิบายนั้นจนจบ.. "แล้วดูลายมือสิ...อย่างกับไก่เขี่ย..ตายๆ โรงเรียนต้องรับนักเรียนแบบนี้จริงๆหรือ"
"ครูพูดแรงไปไหมครับ" ครูผู้ชายท่านหนึ่งเอ่ยเตือนสติสิ่งที่ครูสัมภาษณ์กำลังพูดด้วยวนเสียงไม่ค่อยยินดีนัก..
ผู้สัมภาษณ์ชักสีหน้า..เบ้ปากอย่างไม่แคร์...
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นตลอด45นาทีถึงชั่วโมง..ในห้องแคบๆนั้น...
ผลสัมภาษณ์ก็ไม่ได้มีอะไรเกินคาดหมาย...โรงเรียนเอกชนที่ค่าใช้จ่ายปีละเหยียบแสน...จะมีสักกี่คนที่ไม่ผ่านสัมภาษณ์..
ประเด็นคือหลานสาวผมก็มีความขับข้องใจในคำถาม..ที่เอาดีๆมันเหมือนการบลูลี่เด็กต่อหน้า..มันเหมือนการตัดสินเด็กโดยไม่รู้แบล็คกราวใดๆเกี่ยวกับเด็กที่เป็นนักเรียนมาตั้งแต่ก่อนอนุบาล...
"ซึ่งเด็กมีผลการเรียนที่ไม่ได้แย่มาก..และไม่ได้ดีมาก..อย่าง2.5 ในความคิดผมมันก็ไม่ได้แย่"
หรือถ้ามันจะแย่..เด็กทุกคนบนโลกใบนี้เรียนได้3.5-4.0ทุกคนหรือไม่...?
และเด็กหัวปานกลางไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างนั้นหรือ...?
ไม่ควรเรียนต่อ..แบบนั้นหรือ..?
ผมฟังที่หลานระบายความขับข้องใจให้ฟังก็เกิดคำถามหลายอย่าง...
1.คำพูด..กริยา และการตั้งคำถามแบบนี้ควรออกมาจากปากของคนที่เรียกตัวเองว่า"ครู"จริงๆใช่ไหม...
2.เด็กทุกคนมีความแตกต่าง..ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา และความสามารถ ..การนำเด็กสองคนที่แตกต่างกันทั้งด้านเพศ..วุฒิภาวะ และการเลี้ยงดูจากครอบครัว...มาเปรียบเทียบกันต่อหน้า..เป็นสิ่งสมควรหรือไม่..
3. ก่อนทำการสัมภาษณ์เด็ก..ได้หาข้อมูลนอกใบประเมินผลการเรียนไหม..ครูทราบไหมว่าเด็กเป็นต่อมอิรินอยด์โตตั้งแต่กำเหนิด..และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กคนอื่น..เพราะเนื่องจากเวลานอนหลับทำให้เด็กหยุดหายใจเป็นช่วงๆเพราะต่อมดังกล่างจะขยายตัวกดทับหลอดลม..
เด็กต้องทรมานอยู่แบบนั้นจน7ขวบจนได้รับการผ่าตัด(หมอไม่ผ่าให้จน7ขวบด้วยเหตุผลทางการแพทย์) หลังผ่าตัดเด็กยังคงต้องเข้าทำการทำ sleep test อีก1ปี เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กสามารถหายใจเองได้ในขณะหลับ...และยังต้องพบแพทย์เพื่อประเมินอาการพัฒนาการช้าอีก2ปีหลังการผ่าตัด..
การผ่าตัดต่อมดังกล่าวออกไป..ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันกันน้อยเนื่องด้วยไม่มีต่อมดังกล่าวคอยดักเชื้อโรคและแบคทีเรีย..ทำให้เด็กป่วยง่าย..และเป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรงอยู่เป็นประจำ...
4.จะอย่างไรก็ตาม..ไม่ว่าเด็กปกติหรือป่วย...การตัดสินเด็กจากใบประเมินความรู้อาจไม่ถูกใจผู้สัมภาษณ์..แต่เด็กควรมีโอกาสได้รับการศึกษาในแบบทีาเขาต้องการ..รีเปล่า?
5.เด็กพยายามอย่างหนักเพราะพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่น..เด็กเรียนพิเศษที่โรงเรียนทุกเย็น(ซึ่งแน่นอน ต้องใช้เงินและเวลา)และยังต้องเรียนพิเศษในวันเสาร์อีกครึ่งวัน เพื่อให้เด็กสามารถจดจำ..และเรียนได้เท่าเทียมกับเด็กรุ่นเดียวกัน...
ในความคิดของผู้สัมภาษณ์ เกรดเฉลี่ย2.5 ที่คุณรังเกียจ...มันคือความพยายามตลอดหลายปีของเด็กเพื่อไม่เป็นภาระคนอื่น...เหมาะสมไหมที่พูดแบบนี้"ต่อหน้าเด็ก"
เรื่องอื่นจิปาถะที่เรียกว่าจิกกัด..ผมขอไม่เอามาเป็นประเด็นแล้วกัน..ประเด็นหลักๆก็คือ..ครูควรเป็นผู้มีจิตเมตตา..เป็นน้ำเย็นที่คอยให้ความชื่นใจ..และกำลังใจต่อเด็ก..ไม่ใช่บลูลี่หรือตัดทอนกำลังใจของเด็กหรือเปล่า?
ประเด็นก็คือ..สมาชิกทุกท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้..มีความเห็น ประสบการณ์ หรือคำแนะนำใดให้กับเจ้าของกระทู้เพื่อเป็นแนวทางในเรื่องนี้หรือไม่ (ซึ่งเจ้าของกระทู้ก็ได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว..และจะเล่าให้ฟังในหัวข้อต่อไป) เพียงแค่อยากทราบว่าในฐานะผู้ปกครอง..ถ้าเป็นคุณ..เจอเหตุการณ์แบบนี้..คุณจะทำอย่างไรครับ...
ขอบคุณครับ
คุณคิดอย่างไรเมื่อครูผู้สัมภาษณ์นักเรียนเพื่อเรียนต่อถามคำถามแบบนี้ต่อหน้าเด็ก?
ผมก็เป็นครอบครัวหนึ่งที่ต้องสละเวลาเพื่อนำบุตรหลานไปสอบสัมภาษณ์เช่นกัน..
แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า..
หลานสาวได้นำลูกชายไปสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.1)ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเด็กเรียนโรงเรียนนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาล..และยังมีเด็กที่เรียนอยู่ที่เดียวกันอีกสองคน(ทั้งหมด3คน)
โรงเรียนเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อพอสมควรในละแวกที่ผมอยู่อาศัย..ซึ่งดีกับตัวเด็กเองและครอบครัวที่ได้โรงเรียนใกล้บ้าน...และคิดเองว่าโรงเรียนที่จ่สยค่าเรียนประมาณนี้..เป็นการซื้อ "สังคม"และ"สิ่งแวดล้อมที่ดี"ให้แก่บุตรหลาน
การสอบสัมภาษณ์เปิดฉากด้วยคำพูดที่ดุเดือดพอสมควร..
"เด็กเกรดแค่นี้ยังคิดจะให้เรียนต่ออีกหรือ?" น้ำเสียงดูเกรียวกราดพิกล...
".........." หลานสาวตกใจในคำถามแรกของครูผู้สอบสัมภาษณ์ " พอดีเด็กเรียนที่นี่ตั้งแต่ก่อนอนุบาลค่ะครู" คำตอบเหมือนสั่นๆเหมือนโกรธระคลอับอาย
" อย่าคิดนะว่าเรียนที่นี่ตั้งแต่อนุบาลและจะมีอภิสิทธิ์ได้เข้าเรียนต่อ" คำพูดของครูตรงหน้ายังดุดันเช่นเคย...พลางมองหน้าผู้ปกครองแบบแปลก ๆ" เนี้ยดูเด็กคนอื่นสิ ทั้งเรียนดีทั้งความประพฤติดี...แบบนี้สิถึงจะเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียน" ครูคนเดิมว่าพลางดึงเด็กหญิงอีกคนที่รอสัมภาษณ์เข้ามาในวงสนทนา..
หลานสาวได้แค่นั่งหน้าชาแบบงง...งงที่ว่าคือไม่เข้าใจว่าทำไมครูถึงเอาเด็กสองคนมาเปรียบเทียบกัน...
"แล้วความสามารถพิเศษอะไรนะ..เตะบอล?" น้ำเสียงเหมือนจะเยาะ.."เขาไม่เรียกความสามารถพิเศษนะ"
หลานสาวขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างงงๆว่าเตะบอลคือไม่ใช่ความสามารถพิเศษ...แล้วอะไรที่คือความสามารถพิเศษในสายตาครูผู้สัมภาษณ์...
"จะมาเล่นแต่บอลไม่สนใจการเรียนไม่ได้นะถ้ารับเข้ามา"
"ค่ะ" คำตอบแม้จะสุภาพ..แต่ดูเหมือนข่มมันไว้แทบไม่หมด..
"แล้วดูสารรูปเด็กสิ..ตาก็แดง..ขี้มูกก็ไหล" ผู้พูดแสดงกริยารังเกียจอย่างชัดเจน " พาไปหาหมอบ้างไปเนี้ย"
หลานสาวลอบถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายวิธีตั้งคำถามและอคติที่ผู้สัมภาษณ์มีให้ตลอดการสนทนา..
"พาไปแล้วค่ะครู...เด็กเป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรง..บางครั้งอากาศเปลี่ยนฝุ่นเยอะก็จะแพ้ขึ้นตา.."
"ใช่หรา" เหมือนผู้สัมภาษณ์จะทนฟังคำอธิบายนั้นจนจบไม่ได้ไหว..จึงชักสีหน้าและขัดด้วยน้ำเสียงคล้ายตวาดกลับมา " ไม่ใช่ปล่อยให้เล่นแต่มือถือหรา ถึงมีสภาพแบบนี้"
"เด็กเดี๋ยวนี้ก็เล่นมือถือกันทุกคนนั้นหละค่ะครู" น้ำเสียงของหลานสาวเหมือนจะหมดความอดทน..."แต่ที่บ้านให้เล่นแบบจำกัดชั่วโมงไม่เกิน.."
"ก็เห็นพูดอย่างงี้ทั้งนั้นหละ...พ่อแม่รังแกฉันชัดๆ" เป็นอีกครั้งที่ครูสัมภาษณ์แทบไม่ฟังคำอธิบายนั้นจนจบ.. "แล้วดูลายมือสิ...อย่างกับไก่เขี่ย..ตายๆ โรงเรียนต้องรับนักเรียนแบบนี้จริงๆหรือ"
"ครูพูดแรงไปไหมครับ" ครูผู้ชายท่านหนึ่งเอ่ยเตือนสติสิ่งที่ครูสัมภาษณ์กำลังพูดด้วยวนเสียงไม่ค่อยยินดีนัก..
ผู้สัมภาษณ์ชักสีหน้า..เบ้ปากอย่างไม่แคร์...
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นตลอด45นาทีถึงชั่วโมง..ในห้องแคบๆนั้น...
ผลสัมภาษณ์ก็ไม่ได้มีอะไรเกินคาดหมาย...โรงเรียนเอกชนที่ค่าใช้จ่ายปีละเหยียบแสน...จะมีสักกี่คนที่ไม่ผ่านสัมภาษณ์..
ประเด็นคือหลานสาวผมก็มีความขับข้องใจในคำถาม..ที่เอาดีๆมันเหมือนการบลูลี่เด็กต่อหน้า..มันเหมือนการตัดสินเด็กโดยไม่รู้แบล็คกราวใดๆเกี่ยวกับเด็กที่เป็นนักเรียนมาตั้งแต่ก่อนอนุบาล...
"ซึ่งเด็กมีผลการเรียนที่ไม่ได้แย่มาก..และไม่ได้ดีมาก..อย่าง2.5 ในความคิดผมมันก็ไม่ได้แย่"
หรือถ้ามันจะแย่..เด็กทุกคนบนโลกใบนี้เรียนได้3.5-4.0ทุกคนหรือไม่...?
และเด็กหัวปานกลางไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างนั้นหรือ...?
ไม่ควรเรียนต่อ..แบบนั้นหรือ..?
ผมฟังที่หลานระบายความขับข้องใจให้ฟังก็เกิดคำถามหลายอย่าง...
1.คำพูด..กริยา และการตั้งคำถามแบบนี้ควรออกมาจากปากของคนที่เรียกตัวเองว่า"ครู"จริงๆใช่ไหม...
2.เด็กทุกคนมีความแตกต่าง..ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา และความสามารถ ..การนำเด็กสองคนที่แตกต่างกันทั้งด้านเพศ..วุฒิภาวะ และการเลี้ยงดูจากครอบครัว...มาเปรียบเทียบกันต่อหน้า..เป็นสิ่งสมควรหรือไม่..
3. ก่อนทำการสัมภาษณ์เด็ก..ได้หาข้อมูลนอกใบประเมินผลการเรียนไหม..ครูทราบไหมว่าเด็กเป็นต่อมอิรินอยด์โตตั้งแต่กำเหนิด..และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กคนอื่น..เพราะเนื่องจากเวลานอนหลับทำให้เด็กหยุดหายใจเป็นช่วงๆเพราะต่อมดังกล่างจะขยายตัวกดทับหลอดลม..
เด็กต้องทรมานอยู่แบบนั้นจน7ขวบจนได้รับการผ่าตัด(หมอไม่ผ่าให้จน7ขวบด้วยเหตุผลทางการแพทย์) หลังผ่าตัดเด็กยังคงต้องเข้าทำการทำ sleep test อีก1ปี เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กสามารถหายใจเองได้ในขณะหลับ...และยังต้องพบแพทย์เพื่อประเมินอาการพัฒนาการช้าอีก2ปีหลังการผ่าตัด..
การผ่าตัดต่อมดังกล่าวออกไป..ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันกันน้อยเนื่องด้วยไม่มีต่อมดังกล่าวคอยดักเชื้อโรคและแบคทีเรีย..ทำให้เด็กป่วยง่าย..และเป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรงอยู่เป็นประจำ...
4.จะอย่างไรก็ตาม..ไม่ว่าเด็กปกติหรือป่วย...การตัดสินเด็กจากใบประเมินความรู้อาจไม่ถูกใจผู้สัมภาษณ์..แต่เด็กควรมีโอกาสได้รับการศึกษาในแบบทีาเขาต้องการ..รีเปล่า?
5.เด็กพยายามอย่างหนักเพราะพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่น..เด็กเรียนพิเศษที่โรงเรียนทุกเย็น(ซึ่งแน่นอน ต้องใช้เงินและเวลา)และยังต้องเรียนพิเศษในวันเสาร์อีกครึ่งวัน เพื่อให้เด็กสามารถจดจำ..และเรียนได้เท่าเทียมกับเด็กรุ่นเดียวกัน...
ในความคิดของผู้สัมภาษณ์ เกรดเฉลี่ย2.5 ที่คุณรังเกียจ...มันคือความพยายามตลอดหลายปีของเด็กเพื่อไม่เป็นภาระคนอื่น...เหมาะสมไหมที่พูดแบบนี้"ต่อหน้าเด็ก"
เรื่องอื่นจิปาถะที่เรียกว่าจิกกัด..ผมขอไม่เอามาเป็นประเด็นแล้วกัน..ประเด็นหลักๆก็คือ..ครูควรเป็นผู้มีจิตเมตตา..เป็นน้ำเย็นที่คอยให้ความชื่นใจ..และกำลังใจต่อเด็ก..ไม่ใช่บลูลี่หรือตัดทอนกำลังใจของเด็กหรือเปล่า?
ประเด็นก็คือ..สมาชิกทุกท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้..มีความเห็น ประสบการณ์ หรือคำแนะนำใดให้กับเจ้าของกระทู้เพื่อเป็นแนวทางในเรื่องนี้หรือไม่ (ซึ่งเจ้าของกระทู้ก็ได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว..และจะเล่าให้ฟังในหัวข้อต่อไป) เพียงแค่อยากทราบว่าในฐานะผู้ปกครอง..ถ้าเป็นคุณ..เจอเหตุการณ์แบบนี้..คุณจะทำอย่างไรครับ...
ขอบคุณครับ