ในทางศิลปะ ถ้าเราว่ดรูปภาพต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จะเป็นรูปอะไรก็ได้ วาดให้มากๆ โดยที่ไม่ให้มีช่องว่างอยู่เลย ผลก็คือ เมื่อมองไปที่ภาพนั่นจะรู้สึกอึดอัด เครียด
ในทางกลับกัน ถ้าเว้นไม่วาดอะไรเลย หรือวาดไม่พอดีคือน้อยเกินไปก็จะเกิดความรู้สึกเคว้างคว้างและหดหู่
แต่ถ้าพื้นที่ว่างกับรูปร่างอยู่ในสัดส่วนที่พอดีกัน ก็จะไม่เกิดความรู้สึกทั้งสองนี้ แต่จะมีความรู้สึกปกติดี
ซึ่งทั้งสองอารมณ์นี้ คือ อึดอัดเครียด กับหดหู่ เป็นอารมณ์ไม่ดีทั้งคู่
เสียงก็เหมือนกัน ถ้าเสียงต่างๆดังขึ้นพร้อมๆกัน(เหมือนอย่างเดินไปตลาดนัดที่มีแม่ค้าพ่อค้าตะโกนขายของแข่งกัน)เราก็เกิดความรู้สึกหนวกหูคือรำคาญเช่นเดียวกัน
ในทางกลับกัน ถ้าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เราก็จะรู้สึกเคว้างคว้างหรือหดหู่เช่นกัน
เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าเราจะรู้อะไรมันทุกเรื่อง เราก็จะเครียดและเป็นบ้าตาย(เหมือนกับการคิดเรื่องอจินไตยและเหมือนกับทำงานที่ไม่รู้จักคำว่าเสร็จ ต้องทำๆๆๆไปจนตายเพราะทุกสิ่งมีมากเป็นอนันต์) แต่ถ้าเราไม่รู้อะไรเลยอยากเอาอะไรเลย เราก็จะรู้สึกหดหู่หรือสิ้นหวังเพราะไม่มีที่พึ่งพิง
และแม้จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่านิดไม่ตรงกลางพอดีก็อาจมีความรู้สึกเครียดหรือหดหู่นิดๆได้ไม่มาก
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนทางสายกลาง คือ ไม่ปฎิบัติในทางสุดโต่ง 2 ทาง ได้แก่ ลำบากเกินไป กับย่อหย่อนเกินไป (เหมือนพิณ 3สาย ที่ถ้าตึงเกินไป เส้นเอ็นก็จะขาด แต่ถ้าหย่อนเกินไป ก็จะบรรเลงเพลงอะไรไม่ได้เลย และถ้าสายมันตึงพอดีไม่หย่อนเกินไปก็จะสามารถบรรเลงดนตรีได้ไพเราะ)
พระพุทธเจ้าท่านรู้ทุกเรื่อง แต่ท่านทรงสอนเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์เท่านั้น
เพราะทรงเห็นว่าเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ไม่ช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้
มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง ในศาสนาพุทธ หมายถึง การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป กามสุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย พระพุทธเจ้าทรงกำหนดหลักทางสายกลางนี้ไว้ชัดเจน คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อย่นย่อแล้ว เรียก "ไตรสิกขา" ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
มัชฌิมาปฏิปทาหมายถึงการปฏิบัติสายกลาง ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมย่อมต้องคู่กับหลักสัจจธรรมอันเป็นสายกลางเช่นกัน โดยที่หลักสัจจธรรมอันเป็นสายกลางนี้เรียกว่ามัชเฌนธรรม หรือหลักทฤษฎีที่ว่าด้วยความสมดุล
มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง หมายถึง ทางปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเกินไป มุ่งเน้นใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา มักไม่ยืดถือหลักการอย่างงมงาย
มัชฌิมาปฏิปทาในทางจิตวิญญาณหมายถึงสติ สติเป็นความสมดุลทางจิตอย่างหนึ่ง คือสมดุลระหว่างศรัทธาและปัญญา สติจะอยู่ตรงกลางระหว่างอารมณ์และเหตุผล ถ้าความคิดเปรียบเป็นน้ำไหล สมาธิเปรียบเป็นน้ำนิ่ง สติจะเป็นน้ำไหลนิ่ง สติเป็นทางสายกลางทางจิตวิญญาณ
มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง หมายถึง ความสมดุล ความเหมาะสม ความเสมอ ความพอดี ซึ่งเป็นความประสานสอดคล้องกันระหว่างข้อปฏิบัติปลีกย่อยต่าง ๆ ที่มาประชุมกันร่วมกันทำงาน ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาจะต้องมีสมตาคือความสมดุล ซึ่งเป็นความพอดีชนิดหนึ่ง เป็นชื่อเรียกสติอีกอย่างหนึ่ง เช่นความสมดุลระหว่างวิริยะกับสมาธิ และความพอดีระหว่างศรัทธากับปัญญา โดยมีสติเป็นเครื่องควบคุม
มัชฌิมาปฏิปทา ใช้ในความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณ หรือรู้จักพอดีในการปฏิบัติต่าง ๆ โดยทั่วไป หรือรู้จักพอดีที่เป็นหลักกลาง ๆ เช่น จะรับประทานอาหารก็ต้องมีความรู้จักประมาณ รู้จักพอดีในอาหาร ถ้ารับประทานอาหารไม่พอดีก็เกิดโทษแก่ร่างกาย แทนที่จะได้สุขภาพ แทนที่จะได้กำลัง ก็อาจจะเสียสุขภาพ และอาจจะทอนกำลังทำให้อ่อนแอลงไป หรือเกิดโรค เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้มีความรู้จักประมาณในการบริโภค เรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา
จะเห็นว่าหลักพระพุทธศาสนาในทุกระดับมีเรื่องของความพอดี หรือความเป็นสายกลางนี้ ฉะนั้นความเป็นสายกลาง คือ ความพอดีที่จะให้ถึงจุดหมาย และที่จะให้ตรงกับความจริง ไม่ให้ไปสุดโต่ง เอียงสุด ซึ่งจะพลาดจากตัวความจริงไปนั้น จึงเป็นลักษณะทั่วไปอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสายกลางทั้งหลักทฤษฎี (มัชเฌนธรรม) และหลักการปฏิบัติ (มัชฌิมาปฏิปทา)
คำถามคือ ทางสายกลางนี่ใช้ได้กับทุกอย่างหรือไม่อย่างไรคะ
ขอบคุณค่ะ
ป.ล. ถ้าให้ข้อมูลตรงไหนผิดแนะนำได้นะคะ
ถ้าคิดทุกเรื่องโลภเอาทุกอย่างก็จะเกิดความรู้สึกเครียดอึดอัดแต่ถ้าไม่คิดอะไรเลยก็จะรู้สึกหดหู่ถ้าคิดตรงกลางพอดีจะเป็นปกติ
ในทางกลับกัน ถ้าเว้นไม่วาดอะไรเลย หรือวาดไม่พอดีคือน้อยเกินไปก็จะเกิดความรู้สึกเคว้างคว้างและหดหู่
แต่ถ้าพื้นที่ว่างกับรูปร่างอยู่ในสัดส่วนที่พอดีกัน ก็จะไม่เกิดความรู้สึกทั้งสองนี้ แต่จะมีความรู้สึกปกติดี
ซึ่งทั้งสองอารมณ์นี้ คือ อึดอัดเครียด กับหดหู่ เป็นอารมณ์ไม่ดีทั้งคู่
เสียงก็เหมือนกัน ถ้าเสียงต่างๆดังขึ้นพร้อมๆกัน(เหมือนอย่างเดินไปตลาดนัดที่มีแม่ค้าพ่อค้าตะโกนขายของแข่งกัน)เราก็เกิดความรู้สึกหนวกหูคือรำคาญเช่นเดียวกัน
ในทางกลับกัน ถ้าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เราก็จะรู้สึกเคว้างคว้างหรือหดหู่เช่นกัน
เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าเราจะรู้อะไรมันทุกเรื่อง เราก็จะเครียดและเป็นบ้าตาย(เหมือนกับการคิดเรื่องอจินไตยและเหมือนกับทำงานที่ไม่รู้จักคำว่าเสร็จ ต้องทำๆๆๆไปจนตายเพราะทุกสิ่งมีมากเป็นอนันต์) แต่ถ้าเราไม่รู้อะไรเลยอยากเอาอะไรเลย เราก็จะรู้สึกหดหู่หรือสิ้นหวังเพราะไม่มีที่พึ่งพิง
และแม้จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่านิดไม่ตรงกลางพอดีก็อาจมีความรู้สึกเครียดหรือหดหู่นิดๆได้ไม่มาก
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนทางสายกลาง คือ ไม่ปฎิบัติในทางสุดโต่ง 2 ทาง ได้แก่ ลำบากเกินไป กับย่อหย่อนเกินไป (เหมือนพิณ 3สาย ที่ถ้าตึงเกินไป เส้นเอ็นก็จะขาด แต่ถ้าหย่อนเกินไป ก็จะบรรเลงเพลงอะไรไม่ได้เลย และถ้าสายมันตึงพอดีไม่หย่อนเกินไปก็จะสามารถบรรเลงดนตรีได้ไพเราะ)
พระพุทธเจ้าท่านรู้ทุกเรื่อง แต่ท่านทรงสอนเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์เท่านั้น
เพราะทรงเห็นว่าเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ไม่ช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้
มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง ในศาสนาพุทธ หมายถึง การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป กามสุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย พระพุทธเจ้าทรงกำหนดหลักทางสายกลางนี้ไว้ชัดเจน คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อย่นย่อแล้ว เรียก "ไตรสิกขา" ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
มัชฌิมาปฏิปทาหมายถึงการปฏิบัติสายกลาง ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมย่อมต้องคู่กับหลักสัจจธรรมอันเป็นสายกลางเช่นกัน โดยที่หลักสัจจธรรมอันเป็นสายกลางนี้เรียกว่ามัชเฌนธรรม หรือหลักทฤษฎีที่ว่าด้วยความสมดุล
มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง หมายถึง ทางปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเกินไป มุ่งเน้นใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา มักไม่ยืดถือหลักการอย่างงมงาย
มัชฌิมาปฏิปทาในทางจิตวิญญาณหมายถึงสติ สติเป็นความสมดุลทางจิตอย่างหนึ่ง คือสมดุลระหว่างศรัทธาและปัญญา สติจะอยู่ตรงกลางระหว่างอารมณ์และเหตุผล ถ้าความคิดเปรียบเป็นน้ำไหล สมาธิเปรียบเป็นน้ำนิ่ง สติจะเป็นน้ำไหลนิ่ง สติเป็นทางสายกลางทางจิตวิญญาณ
มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง หมายถึง ความสมดุล ความเหมาะสม ความเสมอ ความพอดี ซึ่งเป็นความประสานสอดคล้องกันระหว่างข้อปฏิบัติปลีกย่อยต่าง ๆ ที่มาประชุมกันร่วมกันทำงาน ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาจะต้องมีสมตาคือความสมดุล ซึ่งเป็นความพอดีชนิดหนึ่ง เป็นชื่อเรียกสติอีกอย่างหนึ่ง เช่นความสมดุลระหว่างวิริยะกับสมาธิ และความพอดีระหว่างศรัทธากับปัญญา โดยมีสติเป็นเครื่องควบคุม
มัชฌิมาปฏิปทา ใช้ในความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณ หรือรู้จักพอดีในการปฏิบัติต่าง ๆ โดยทั่วไป หรือรู้จักพอดีที่เป็นหลักกลาง ๆ เช่น จะรับประทานอาหารก็ต้องมีความรู้จักประมาณ รู้จักพอดีในอาหาร ถ้ารับประทานอาหารไม่พอดีก็เกิดโทษแก่ร่างกาย แทนที่จะได้สุขภาพ แทนที่จะได้กำลัง ก็อาจจะเสียสุขภาพ และอาจจะทอนกำลังทำให้อ่อนแอลงไป หรือเกิดโรค เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้มีความรู้จักประมาณในการบริโภค เรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา
จะเห็นว่าหลักพระพุทธศาสนาในทุกระดับมีเรื่องของความพอดี หรือความเป็นสายกลางนี้ ฉะนั้นความเป็นสายกลาง คือ ความพอดีที่จะให้ถึงจุดหมาย และที่จะให้ตรงกับความจริง ไม่ให้ไปสุดโต่ง เอียงสุด ซึ่งจะพลาดจากตัวความจริงไปนั้น จึงเป็นลักษณะทั่วไปอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสายกลางทั้งหลักทฤษฎี (มัชเฌนธรรม) และหลักการปฏิบัติ (มัชฌิมาปฏิปทา)
คำถามคือ ทางสายกลางนี่ใช้ได้กับทุกอย่างหรือไม่อย่างไรคะ
ขอบคุณค่ะ
ป.ล. ถ้าให้ข้อมูลตรงไหนผิดแนะนำได้นะคะ