สัพเพ ธัมมา อนัตตา
นี่คือพุทธพจน์ที่ชัดเจน ไม่ต้องตีความ ดั่งหงายของที่คว่ำ
ผู้เห็นแย้ง หากจะแย้ง ขอเคลียร์ความเข้าใจตรงนี้ และช่วยตอบคำถามสามัญตรงนี้ก่อนว่า
1 นิพพาน เป็นสภาวะธรรมไหม
2 ถ้าเห็นว่า นิพพานมิใช่สภาวะธรรม จะเรียกนิพพานว่าสภาวะอะไร
เพื่อที่จะไปต่อ เพื่อความกระจ่าง เพื่อไม่เสียเวลาออกนอกเรื่อง เพื่อให้ตรงประเด็น
ผู้ที่เชื่อว่านิพพาน
1 ไม่มีพระสูตรยืนยันตรงๆ
>> กล่าวแล้วว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา คือพระสูตรที่ชัดเจน
2 อ้าง จขกท ไม่ได้ปฎิบัติ เพื่อลดความน่าเชื่อถือ
>> กล่าวหลายครั้งแล้วถึงประสบการณ์การปฎิบัติ เกี่ยวกับปริยัติ กล่าวโดยอิงกับ ปฎิเวทของ จขกท เองฉนั้นต่อไปจงเลิกอ้างซะเพื่อให้ตนดูดี
3 นิพพาน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามีสภาวะเป็นอย่างไร ปฎิบัติไปให้ถึงก้อพอ
>> ตื้นเขิน นิพพานคือเป้าหมายสูงสุดทางพุทธ ต้องรู้เป็นพื้นฐานก่อนว่า นิพพานมีสภาวะเป็นเช่นไร เพื่อกันมิให้ออกนอกลู่นอกทาง ถือเป็นเบสิก
ทางพุทธในขั้นเริ่มแรกก่อนลงมือปฎิบัติ แล้วลงมือปฎิบัติเพื่อพิสูจน์ ด้วยผลอันเป็นปฎิเวทของตน ไม่ใช่ปฎิบัติไป บอกพุทธแต่ผลเป็นพรามหมณ์ไป
4 พวกกล่าวว่า ปริยัติคลาดเคลื่อน
>> พวกนี้ไม่รู้ปริยัติ เพราะศึกษาไม่ถึง หรือไร้ปัญญาศึกษา มักอ้างว่าตนเองปฎิบัติ แต่คนอื่นยึดตำราแต่ไม่ได้ปฎิบัติ เพื่อกลบปมด้อยตนเอง
มาแสดงผลการปฎิบัติของตนแบบส่งเดช เข้ารกเข้าพก โดยอ้างว่าตนเองปฎิบัติ ผู้อื่นไม่ได้ปฎิบัติ
5 นิพพานไม่ทั้งอัตตา อนัตตา อยู่เหนือไตรลักษณ์
>> ยกเหตุผลมาประกอบอะไรก้อไม่ได้ ถามไรก้อ แบะๆ , แต่ดันรู้ว่านิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตา และอนัตตา คิดเองมั่ง ฟังเค้ามามั่ง
6 เชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา แต่ตีความว่านิพพานมีสภาวะ นิจจัง สุขขัง
>> นี่ก้อน่ากลัว ตีความโดยเอาหมายตรงข้ามกับ อนิจจัง ทุกขัง แล้วตีความนิพพานว่า นิจจัง สุขัง , กลายเป็นนิพพานเที่ยง เป็นบรมสุข ซึ่งก้อไม่
ต่างจากนิพพานเป็นอัตตาไป กลายเป็นสุดโต่งทางสองสายคือ
เที่ยงแท้ = อัตตา กลายเป็น สัสสตทิฎฐิ
ไม่เที่ยงแท้ = ขาดสูญ กลายเป็น อุเฉททิฎฐิ
โดยไม่ได้พิจารณาหลักแห่ง ปฎิจจสมุปทบาท ซึ่งคือหัวใจแห่งพุทธศาสนา
เบ็ดเตล็ด
1 พวกบอกเถียงกันทำไม ทำไมไม่ปฎิบัติ ถึงเวลาก้อรู้เอง
>> ก้อคุณยังมาบอกเค้า นั่นคุณก้อมาเถียงกับเค้าแล้วด้วยคน คุณยังอุตส่าห์มาบอกเค้าด้วยความอดรนทนไม่ได้ ในการอยากบอกตนอื่นเค้า
แล้วมันต่างจากคนอื่นยังไงหรือ
>> ในนี้ห้องศาสนา ตั้งกระทู้ก้อเพื่อถกกัน แสดงความคิดเห็นกันตามแต่ละบริบท ของผู้ที่สนใจในเนิ้อหานั้นๆ ผู้ที่สนใจเรื่องอะไรก้อไปถก สนทนา
กันในเรื่องนั้นๆ ผู้ไม่สนใจก้อข้ามไปอันนี้ปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ ตนไม่สนใจ แต่ดันสนใจว่าจะสนใจมาเถียงกันทำไม พวกนี้ลองถามตนเองดูนะ
ว่ายังปกติดีอยู่ไหม
2 พวกชอบตั้งคำถามกลับ เพื่อให้ดูล้ำ
>> ตั้งคำถามกลับวกไป วนมา ไม่ได้มีความลุ่มลึก แต่ตั้งเพื่อให้ดูล้ำ ไม่ได้ดูล้ำ แต่ดูไม่ปกติมากกว่า พอตั้งคำถามกลับ แบะๆ ไร้สาระ
3 พวกลืมตัว
>> พอเห็นก็อปไรมาที่มันเข้าท่า เข้าบริบท ตรงประเด็นในเนื้อหาที่กำลังถกอยู่ พอชมด้วยการให้เกียรติเข้าหน่อย ลืมตัวแสดงความเห็นอันเป็น
ธาตุแท้ตนเองออกมาซะนี่
4 พวกบัณฑิตจอมปลอม
>> ยกโน่นนิดนี่หน่อย ก้อปนั่นมั่งนี่มั่งมาแปะ ตรงไม่ไม่ตรงมั่ง ตัวเองรู้มั่งไม่รู้มั่ง เก็บเกี่ยวความรู้จากในนี้แหละ มามโนสร้างภาพว่า บุคลิกแบบนั้นนี้
คือบัณฑิตสำหรับตนเอง แบบนั้นนี้ไม่ใช่บัณฑิตสำหรับผู้อื่น ทั้งๆที่ก้อไม่ได้มีภูมิที่แท้จริง แต่แสร้งสร้างภาพให้ตนเอง
5 ผู้น่าชื่นชม
หลายท่านที่แสดงความเห็นด้วยจิตเจตนาอันบริสุทธิ์ ดีงาม ตามมารยาทสังคม ว่ากันตามภูมิ เห็นด้วยได้ในบางเรื่อง แย้งได้ในบางความคิดเห็น
แลกเปลื่อนกันโดยพื้นฐานแห่งการ แสวงหาความรู้ที่แท้จริง และอย่างสุภาพชน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกันไปซะทุกเรื่อง หากแย้งด้วยเหตุ
ด้วยผล ด้วยการใคร่ครวญ พิจารณา
และนี่คือความจริงในสถานที่แห่งนี้ ที่ลืมตาดูมัน ใครใคร่แสดงความเห็นด้วยการแสดงความเป็นตัวตนเช่นไร ก้อตามอัธยาศัยได้เลย
นิพพาน อนัตตา , ตอบผู้เห็นว่านิพพานไม่ใช่อนัตตา
นี่คือพุทธพจน์ที่ชัดเจน ไม่ต้องตีความ ดั่งหงายของที่คว่ำ
ผู้เห็นแย้ง หากจะแย้ง ขอเคลียร์ความเข้าใจตรงนี้ และช่วยตอบคำถามสามัญตรงนี้ก่อนว่า
1 นิพพาน เป็นสภาวะธรรมไหม
2 ถ้าเห็นว่า นิพพานมิใช่สภาวะธรรม จะเรียกนิพพานว่าสภาวะอะไร
เพื่อที่จะไปต่อ เพื่อความกระจ่าง เพื่อไม่เสียเวลาออกนอกเรื่อง เพื่อให้ตรงประเด็น
ผู้ที่เชื่อว่านิพพาน
1 ไม่มีพระสูตรยืนยันตรงๆ
>> กล่าวแล้วว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา คือพระสูตรที่ชัดเจน
2 อ้าง จขกท ไม่ได้ปฎิบัติ เพื่อลดความน่าเชื่อถือ
>> กล่าวหลายครั้งแล้วถึงประสบการณ์การปฎิบัติ เกี่ยวกับปริยัติ กล่าวโดยอิงกับ ปฎิเวทของ จขกท เองฉนั้นต่อไปจงเลิกอ้างซะเพื่อให้ตนดูดี
3 นิพพาน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามีสภาวะเป็นอย่างไร ปฎิบัติไปให้ถึงก้อพอ
>> ตื้นเขิน นิพพานคือเป้าหมายสูงสุดทางพุทธ ต้องรู้เป็นพื้นฐานก่อนว่า นิพพานมีสภาวะเป็นเช่นไร เพื่อกันมิให้ออกนอกลู่นอกทาง ถือเป็นเบสิก
ทางพุทธในขั้นเริ่มแรกก่อนลงมือปฎิบัติ แล้วลงมือปฎิบัติเพื่อพิสูจน์ ด้วยผลอันเป็นปฎิเวทของตน ไม่ใช่ปฎิบัติไป บอกพุทธแต่ผลเป็นพรามหมณ์ไป
4 พวกกล่าวว่า ปริยัติคลาดเคลื่อน
>> พวกนี้ไม่รู้ปริยัติ เพราะศึกษาไม่ถึง หรือไร้ปัญญาศึกษา มักอ้างว่าตนเองปฎิบัติ แต่คนอื่นยึดตำราแต่ไม่ได้ปฎิบัติ เพื่อกลบปมด้อยตนเอง
มาแสดงผลการปฎิบัติของตนแบบส่งเดช เข้ารกเข้าพก โดยอ้างว่าตนเองปฎิบัติ ผู้อื่นไม่ได้ปฎิบัติ
5 นิพพานไม่ทั้งอัตตา อนัตตา อยู่เหนือไตรลักษณ์
>> ยกเหตุผลมาประกอบอะไรก้อไม่ได้ ถามไรก้อ แบะๆ , แต่ดันรู้ว่านิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตา และอนัตตา คิดเองมั่ง ฟังเค้ามามั่ง
6 เชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา แต่ตีความว่านิพพานมีสภาวะ นิจจัง สุขขัง
>> นี่ก้อน่ากลัว ตีความโดยเอาหมายตรงข้ามกับ อนิจจัง ทุกขัง แล้วตีความนิพพานว่า นิจจัง สุขัง , กลายเป็นนิพพานเที่ยง เป็นบรมสุข ซึ่งก้อไม่
ต่างจากนิพพานเป็นอัตตาไป กลายเป็นสุดโต่งทางสองสายคือ
เที่ยงแท้ = อัตตา กลายเป็น สัสสตทิฎฐิ
ไม่เที่ยงแท้ = ขาดสูญ กลายเป็น อุเฉททิฎฐิ
โดยไม่ได้พิจารณาหลักแห่ง ปฎิจจสมุปทบาท ซึ่งคือหัวใจแห่งพุทธศาสนา
เบ็ดเตล็ด
1 พวกบอกเถียงกันทำไม ทำไมไม่ปฎิบัติ ถึงเวลาก้อรู้เอง
>> ก้อคุณยังมาบอกเค้า นั่นคุณก้อมาเถียงกับเค้าแล้วด้วยคน คุณยังอุตส่าห์มาบอกเค้าด้วยความอดรนทนไม่ได้ ในการอยากบอกตนอื่นเค้า
แล้วมันต่างจากคนอื่นยังไงหรือ
>> ในนี้ห้องศาสนา ตั้งกระทู้ก้อเพื่อถกกัน แสดงความคิดเห็นกันตามแต่ละบริบท ของผู้ที่สนใจในเนิ้อหานั้นๆ ผู้ที่สนใจเรื่องอะไรก้อไปถก สนทนา
กันในเรื่องนั้นๆ ผู้ไม่สนใจก้อข้ามไปอันนี้ปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ ตนไม่สนใจ แต่ดันสนใจว่าจะสนใจมาเถียงกันทำไม พวกนี้ลองถามตนเองดูนะ
ว่ายังปกติดีอยู่ไหม
2 พวกชอบตั้งคำถามกลับ เพื่อให้ดูล้ำ
>> ตั้งคำถามกลับวกไป วนมา ไม่ได้มีความลุ่มลึก แต่ตั้งเพื่อให้ดูล้ำ ไม่ได้ดูล้ำ แต่ดูไม่ปกติมากกว่า พอตั้งคำถามกลับ แบะๆ ไร้สาระ
3 พวกลืมตัว
>> พอเห็นก็อปไรมาที่มันเข้าท่า เข้าบริบท ตรงประเด็นในเนื้อหาที่กำลังถกอยู่ พอชมด้วยการให้เกียรติเข้าหน่อย ลืมตัวแสดงความเห็นอันเป็น
ธาตุแท้ตนเองออกมาซะนี่
4 พวกบัณฑิตจอมปลอม
>> ยกโน่นนิดนี่หน่อย ก้อปนั่นมั่งนี่มั่งมาแปะ ตรงไม่ไม่ตรงมั่ง ตัวเองรู้มั่งไม่รู้มั่ง เก็บเกี่ยวความรู้จากในนี้แหละ มามโนสร้างภาพว่า บุคลิกแบบนั้นนี้
คือบัณฑิตสำหรับตนเอง แบบนั้นนี้ไม่ใช่บัณฑิตสำหรับผู้อื่น ทั้งๆที่ก้อไม่ได้มีภูมิที่แท้จริง แต่แสร้งสร้างภาพให้ตนเอง
5 ผู้น่าชื่นชม
หลายท่านที่แสดงความเห็นด้วยจิตเจตนาอันบริสุทธิ์ ดีงาม ตามมารยาทสังคม ว่ากันตามภูมิ เห็นด้วยได้ในบางเรื่อง แย้งได้ในบางความคิดเห็น
แลกเปลื่อนกันโดยพื้นฐานแห่งการ แสวงหาความรู้ที่แท้จริง และอย่างสุภาพชน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกันไปซะทุกเรื่อง หากแย้งด้วยเหตุ
ด้วยผล ด้วยการใคร่ครวญ พิจารณา
และนี่คือความจริงในสถานที่แห่งนี้ ที่ลืมตาดูมัน ใครใคร่แสดงความเห็นด้วยการแสดงความเป็นตัวตนเช่นไร ก้อตามอัธยาศัยได้เลย