ทริปตอนที่ 1
http://ppantip.com/topic/34531532
เช้าวันที่ 3
27 December 2015 : Tokyo อุณภูมิ 12 องศา
เมื่อคืนเราพักกันที่ Toshi Center Hotel (จะเป็นแนว Business Hotel แขกส่วนใหญ่เป็นพวกนักธุรกิจที่มาประชุมสัมนา)ไม่วุ่นวายดีครับ อีกเหตุผลในการเลือกที่นี่เพราะโรงแรมตั้งอยู่ใกล้Tokyo Subway ถึง 2 สถานี มีเส้นทางรถไฟผ่าน 5 สายด้วยกัน สถานี
Nagatacho 3 สาย : สีเหลือง Yurakucho Line(Y16),สีม่วง Hanzomon Line(Z04), สีเทอควอยซ์ Namboku Line(N07) เชื่อมต่อสถานี
Akasaka-Mitsuke 2 สาย : สีแดง Marunouchi Line(M13) และสีส้ม Ginza Line(G05)
ทางเข้าสถานี Nagatacho (9b) จะอยู่ใกล้โรงแรมที่สุดครับ
ผมจองผ่านExpedia(ตัดบัตรเครดิตทันที) ห้อง Semi Double - Non-smoking 2 คืน ไม่รวมอาหารเช้า ราคา 5,543 บาท (2,771 บาท/คืน)
สำหรับใครที่ไม่อยากจ่ายเงินก่อนสามารถจองผ่านBookingได้
http://www.booking.com/hotel/jp/toshi-center.th.html
ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงแรมเปิด 24 ชม. ติดกันเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นปิดประมาณสี่ทุ่ม ถ้าเราออกทาง Exit 4 จากสถานี Nagatacho ก็จะเจอ 7 eleven ครับ
แพลนการเที่ยวของเราในวันนี้จะเป็นฝั่ง Eastern Tokyo(เส้นสีเขียว) เดิมทีเราจะไปดูประมูลปลาทูน่าที่ตลาดปลาซึกิจิครับ(ตื่นตี 2 ไปจองคิว) แต่กลัวว่าหลังจากดูเสร็จจะไม่มีที่ให้ไปต่อเพราะเช้ามาก(6.00) เลยตัดออกไป(จริงๆแล้วอยากนอนมากกว่าหุหุ) ได้ข่าวมาว่าเขาจะปิดตลาดปลาซึกิจิในเดือนพฤศจิกายน ปี 2016 แล้วย้ายไปแห่งใหม่ย่าน Toyosu ของโตเกียว ใครที่ชอบบรรยากาศการประมูลปลาแบบเก่าๆ ต้องรีบกันหน่อยละครับ
เราออกจากโรงแรมตอนแปดโมงนิดๆครับ ที่แรกที่เราจะไปคือ IMPERIAL PALACE ไปชมสะพานแว่นตา
การเดินทาง : เราเดินไปที่สถานี Nagatacho(เข้าExit 9b ใกล้โรงแรมที่สุด) ซื้อตั๋วสายสีเหลืองYurakucho Line(Y16) ไป Sakuradamon(Y17) ราคา 140 เยน/คน(40 บาท)
ขึ้น Exit 3 มาก็จะเจอประตูทางเข้าพระราชวัง เข้าไปเลี้ยวซ้ายอีกนิดเดียวก็ถึงจุดชมสะพานแว่นตาครับ
เรามาถึง 8.50 ผมว่าช่วงแปดถึงเก้าโมงครึ่งเหมาะกับการชมสะพานแว่นตาครับ แดดกำลังดี เงาสะพานสะท้อนผิวน้ำสวยเลย แทบไม่มีคน แต่หลังจากนี้คนจะเยอะครับ ทัวร์ลง!
วิวสวย อากาศดีมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่พากันมาออกกำลังกาย อิจฉาคนญี่ปุ่นเสียจริงๆ^^
อยู่ถ่ายรูปเกือบ 20 นาที(9.20) เราก็เดินทางต่อไปยัง Asakusa ครับ เพื่อไปกินข้าวหน้าปลาไหล(Unagi)ในตำนาน ร้าน "IROKAWA"
การเดินทาง : เราต้องต่อรถ 3 สาย เริ่มจากกลับไปที่เดิมคือ Exit 3 สถานีSakuradamon(Y17) นั่งสายสีเหลือง Yurakucho Line ไปลงที่สถานีYurakucho(Y18) ราคา 170 เยน/คน จากนั้นขึ้นมาต่อ JR Yamanote Line จากสถานี Yamanote ไปลงสถานี Kanda ราคา 140 เยน/คน(อาจจะนั่งยาวไปต่อที่ Ueno ก็ได้) แล้วเปลี่ยนเป็น Tokyo Metro สายสีส้ม Ginza Line สถานี Kanda(G13) ไปลงสถานี Asakusa(G19) ราคา 170 เยน/คน เหมือนจะซับซ้อนแต่เอาเข้าจริงไม่ยากครับ เดินตามป้ายบอกไปเรื่อยๆ บนขบวนจะมีจอให้เราดูว่ารถไฟกำลังจะไปสถานีไหน
"เดินหาเศษขยะ" ไม่ว่าอาชีพอะไร ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนญี่ปุ่นเขาสูงมากครับ
เรามาถึงสถานี Asakusa ประมาณ 10โมง ออกทาง Exit A3 เพื่อมาดูคิวที่ร้าน อ่านรีวิวมาว่าคิวยาวมาก(ร้านเปิด 11.30) มาถึงที่ร้านไม่มีใครสักคน จขกทเลยไปไหว้ขอพรที่วัดSenso ji กันก่อนครับ
Exit 3
ใหญ่มาก!
10.17
คนเยอะเป็นเรื่องปกติ..รึเปล่า?
ถนนละลายเยน(นากามิเซะ)
ร้านซาลาเปาทอด(อะเกะมันจู) ที่ใครๆก็ต้องมาชิม จขกทว่าใส้ถั่วแดงอร่อยสุด^^
คุณแฟนรับพรไปเต็มๆ^^
เจ้าชิบะสุดหล่อของคุณตาคุณยาย พามารับแดด น่ารักโฮก! คนขอถ่ายรูปเพี๊ยบ^^
น้องนักเรียนญี่ปุ่น คาวาอี๊สุดๆ เราเดินเล่นกันอยู่ในวัดประมาณชั่วโมงก็กลับไปที่ร้านครับ หวังว่าคนจะไม่เยอะ
เดินมาครึ่งซอยเห็นหัวคนอยู่ลิบๆ มีคิวซ่ะแล้ว(11.08 น้องๆคนไทยจองอยู่หัวแถวเชียว^^) แต่ก็ยังไม่เยอะครับ เกือบ10คน(มีคนมาต่อหลังจขกทอีกเรื่อยๆ) พอ11โมงครึ่งร้านก็เปิด คุณพี่ผู้หญิงก็นับคิวพาเข้าไปในร้าน สำหรับใครที่ไม่ทราบประวัติร้าน IROKAWA ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ครับ เปิดมานานกว่าร้อยปี ขายแต่ข้าวหน้าปลาไหลอย่างเดียว ซึ่งใครที่ผ่านมาแถวอาซาคุซะก็ต้องแวะมาลองทานกันทั้งนั้น เจ้าของร้านเป็นคุณลุงกับคุณป้า ตอนจขกทไปคุณลุงไม่อยู่ เหมือนจะเป็นลูกสาวมาช่วยเตรียมแทน
ในร้านจะมีที่นั่งส่วนที่เป็นบาร์ติดกับครัว(นั่ง 5 คน) และมีโต๊ะอยู่ 2 (นั่งได้ 4 คน/โต๊ะ) เท่ากับต่อรอบรับได้เพียง 13 คนเท่านั้นครับ ที่เหลือก็นั่งรอยืนรอคิวกันไป อันดับแรกทางร้านจะแจกเมนูให้เราเลือก ซึ่งข้าวหน้าปลาไหลจะมีอยู่ 2 ไซส์ คือ ปกติ 3,000 เยน(870 บาท) กับใหญ่ 4,100 เยน(1,189 บาท) จขกทอยากเทียบความแตกต่างเลยสั่งทั้งสองไซส์ครับ(ส่วนใหญ่เขาจะสั่งปกติ)
ทางร้านจะเสริฟชาร้อน ผักดอง และซุปใสมาก่อน รอข้าวประมาณ 10 นาทีครับ โดยทางร้านจะเสริฟไซส์ปกติให้ครบก่อน แล้วตามด้วยไซส์ใหญ่
แอบดูวิธีการย่าง เจ้าของร้านพิถีพิถันมาก คอยทาซอสพลิกกลับไปกลับมา เฝ้าดูไม่ห่าง ใครนั่งหน้าเคาเตอร์จะได้เห็นวิธีย่างอย่างใกล้ชิดแต่อาจได้ควันเป็นของแถมนะครับ^^
เห็นแล้วมันตื้นตัน555 ได้มาทานร้านที่เป็นตำนานถึงถิ่น ส่วนตัวจขกทกับแฟนเคยทานในไทยมาหลายร้าน ไม่คิดว่ามันจะมีอะไรต่างกัน แต่ที่นี่ไม่ใช่ เปิดกล่องมาระหว่างไซส์ปกติกับใหญ่ต่างกันที่ปริมาณชิ้นปลาครับ ปกติได้ 2 ชิ้น ใหญ่ได้ 3 ชิ้นเต็มๆ และไซส์ใหญ่ข้าวจะเยอะกว่านิดนึง
ซูมชัดๆ น้ำซอสกับเนื้อปลาย่างออกมาได้อร่อยมาก เกรียมนิดๆแต่ไม่ขม ปลาไหลจะมีกางอยู่บ้างแต่เราก็ทานได้แบบไม่รู้สึก ทั้งข้าวและปลานุ่มมาก เวลาทานเราควรแบ่งปลาเป็นล๊อคพอดีคำก่อน(ตะเกียบจิ้มๆ) จากนั้นก็คีบพร้อมข้าวเข้าปากคำโตๆ(ข้าวไม่ร่วนคีบติดเป็นก้อนใหญ่ได้เลย) โออิชิ๊ชิ๊ชิ๊ชิ๊!
อร่อยหรือไม่ให้ภาพตอบแทนครับ เบ็ดเสร็จมื้อนี้จ่ายไป 7,100 เยน(2,059 บาท) มีโอกาสจะกลับไปทานอีกแน่นอน
เราทานเสร็จเกือบเที่ยง ได้มื้อแรกของวันมาแล้ว มีแรงลุยจุดหมายต่อไป "TOKYO SKY TREE"
การเดินทางจากAsakusaไปTokyo Skytree ไม่ยากเลยครับ เราเดินไปขึ้นTOBU Skytree Line สถานีAsakusa ไปลงสถานีTokyo Skytree(ห่างกันสถานีเดียว) ราคา 150 เยน/คน(ประมาณ 43 บาท)
หน้าตาสถานี TOBU ASAKUSA จะอยู่ตรงห้าแยกสังเกตุไม่ยากครับ
12.20 : Tokyo Skytree Station
พอเราออกมาจากสถานีTokyo Skytree เดินตามป้ายบอกทาง ขึ้นบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ จุดจำหน่ายตั๋วจะอยู่ตรงฐานหอคอยเดินเลาะทางซ้าย
บันไดเขาเล็กจริงๆ^^
ใหญ่โตมาก TOKYO SKYTREE
สำหรับ TOKYO SKYTREE ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ส่งสัญญาณคลื่นดิจิตอลแทนโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งมีความสูงเพียง 333 เมตร ไม่พอที่จะส่งสัญญาณให้ครอบคลุม(มีตึกสูงมาบัง) จึงเกิดโครงการนี้ขึ้นในปี 2551 และเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ที่นี่จะมีจุดชมวิวอยู่ 2 ระดับ ชั้น TEMBO DECK ความสูง 350m และชั้นสูงสุด(ซื้อตั๋วแยก) TEMBO GALLERIA
สูง 450m สำหรับนักท่องเที่ยวจะมี 2 ทางให้เลือก อย่างแรกคือต่อคิวซื้อตั๋วปกติ(คนมหาศาลรอคิวเป็นชั่วโมง) ราคา 2,060 เยน/คน(597บาท) อย่างที่สองซื้อ Fast Ticket ประมาณ 2,800 เยน/คน(812บาท) ไม่ต้องรอคิว จะมีเจ้าหน้าที่พาไปซื้อตั๋วอีกที่หนึ่ง แล้วพาเราเข้าช่องทางพิเศษขึ้นลิฟต์ได้ทันที ราคาข้างต้นเป็นของชั้น TEMBO DECK 350m เท่านั้น และชั้นนี้จะมีจุดจำหน่ายตั๋วสำหรับใครก็ตามที่ต้องการขึ้นไปชมวิวชั้นสูงสุดครับ TEMBO GALLERIA(+ความสูงอีก 100 เมตร)
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5
ช่องจำหน่ายตั๋วทั่วไปคิวยาวมาก(ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น) จขกทก็ไปต่อกับเขาเหมือนกัน แต่จะมีเจ้าหน้าที่ของทางTokyo Skytree คอยมองหาชาวต่างชาติเพื่อยื่นขอเสนอ Fast Ticket นี่ละ จขกทก็เลยตกลง ไม่งั้นเสียเวลานานแน่ๆ ยิ่งในวันที่อากาศดี ฟ้าโปร่ง คนยิ่งเยอะครับ อีกอย่างเราไม่สามารถจองตั๋วล่วงหน้าจากต่างประเทศได้(ผ่านเว็ป)
จุดจำหน่ายตั๋ว Fast Ticket
[CR] "ทริปสูตรสำเร็จ" Tokyo-Kawaguchiko กิน ช้อป เที่ยว 4 วันทำไมจะทำไม่ได้ (Part 2)
เช้าวันที่ 3
27 December 2015 : Tokyo อุณภูมิ 12 องศา
เมื่อคืนเราพักกันที่ Toshi Center Hotel (จะเป็นแนว Business Hotel แขกส่วนใหญ่เป็นพวกนักธุรกิจที่มาประชุมสัมนา)ไม่วุ่นวายดีครับ อีกเหตุผลในการเลือกที่นี่เพราะโรงแรมตั้งอยู่ใกล้Tokyo Subway ถึง 2 สถานี มีเส้นทางรถไฟผ่าน 5 สายด้วยกัน สถานี Nagatacho 3 สาย : สีเหลือง Yurakucho Line(Y16),สีม่วง Hanzomon Line(Z04), สีเทอควอยซ์ Namboku Line(N07) เชื่อมต่อสถานี Akasaka-Mitsuke 2 สาย : สีแดง Marunouchi Line(M13) และสีส้ม Ginza Line(G05)
ทางเข้าสถานี Nagatacho (9b) จะอยู่ใกล้โรงแรมที่สุดครับ
ผมจองผ่านExpedia(ตัดบัตรเครดิตทันที) ห้อง Semi Double - Non-smoking 2 คืน ไม่รวมอาหารเช้า ราคา 5,543 บาท (2,771 บาท/คืน)
สำหรับใครที่ไม่อยากจ่ายเงินก่อนสามารถจองผ่านBookingได้ http://www.booking.com/hotel/jp/toshi-center.th.html
ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงแรมเปิด 24 ชม. ติดกันเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นปิดประมาณสี่ทุ่ม ถ้าเราออกทาง Exit 4 จากสถานี Nagatacho ก็จะเจอ 7 eleven ครับ
แพลนการเที่ยวของเราในวันนี้จะเป็นฝั่ง Eastern Tokyo(เส้นสีเขียว) เดิมทีเราจะไปดูประมูลปลาทูน่าที่ตลาดปลาซึกิจิครับ(ตื่นตี 2 ไปจองคิว) แต่กลัวว่าหลังจากดูเสร็จจะไม่มีที่ให้ไปต่อเพราะเช้ามาก(6.00) เลยตัดออกไป(จริงๆแล้วอยากนอนมากกว่าหุหุ) ได้ข่าวมาว่าเขาจะปิดตลาดปลาซึกิจิในเดือนพฤศจิกายน ปี 2016 แล้วย้ายไปแห่งใหม่ย่าน Toyosu ของโตเกียว ใครที่ชอบบรรยากาศการประมูลปลาแบบเก่าๆ ต้องรีบกันหน่อยละครับ
เราออกจากโรงแรมตอนแปดโมงนิดๆครับ ที่แรกที่เราจะไปคือ IMPERIAL PALACE ไปชมสะพานแว่นตา
การเดินทาง : เราเดินไปที่สถานี Nagatacho(เข้าExit 9b ใกล้โรงแรมที่สุด) ซื้อตั๋วสายสีเหลืองYurakucho Line(Y16) ไป Sakuradamon(Y17) ราคา 140 เยน/คน(40 บาท)
ขึ้น Exit 3 มาก็จะเจอประตูทางเข้าพระราชวัง เข้าไปเลี้ยวซ้ายอีกนิดเดียวก็ถึงจุดชมสะพานแว่นตาครับ
เรามาถึง 8.50 ผมว่าช่วงแปดถึงเก้าโมงครึ่งเหมาะกับการชมสะพานแว่นตาครับ แดดกำลังดี เงาสะพานสะท้อนผิวน้ำสวยเลย แทบไม่มีคน แต่หลังจากนี้คนจะเยอะครับ ทัวร์ลง!
วิวสวย อากาศดีมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่พากันมาออกกำลังกาย อิจฉาคนญี่ปุ่นเสียจริงๆ^^
อยู่ถ่ายรูปเกือบ 20 นาที(9.20) เราก็เดินทางต่อไปยัง Asakusa ครับ เพื่อไปกินข้าวหน้าปลาไหล(Unagi)ในตำนาน ร้าน "IROKAWA"
การเดินทาง : เราต้องต่อรถ 3 สาย เริ่มจากกลับไปที่เดิมคือ Exit 3 สถานีSakuradamon(Y17) นั่งสายสีเหลือง Yurakucho Line ไปลงที่สถานีYurakucho(Y18) ราคา 170 เยน/คน จากนั้นขึ้นมาต่อ JR Yamanote Line จากสถานี Yamanote ไปลงสถานี Kanda ราคา 140 เยน/คน(อาจจะนั่งยาวไปต่อที่ Ueno ก็ได้) แล้วเปลี่ยนเป็น Tokyo Metro สายสีส้ม Ginza Line สถานี Kanda(G13) ไปลงสถานี Asakusa(G19) ราคา 170 เยน/คน เหมือนจะซับซ้อนแต่เอาเข้าจริงไม่ยากครับ เดินตามป้ายบอกไปเรื่อยๆ บนขบวนจะมีจอให้เราดูว่ารถไฟกำลังจะไปสถานีไหน
"เดินหาเศษขยะ" ไม่ว่าอาชีพอะไร ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนญี่ปุ่นเขาสูงมากครับ
เรามาถึงสถานี Asakusa ประมาณ 10โมง ออกทาง Exit A3 เพื่อมาดูคิวที่ร้าน อ่านรีวิวมาว่าคิวยาวมาก(ร้านเปิด 11.30) มาถึงที่ร้านไม่มีใครสักคน จขกทเลยไปไหว้ขอพรที่วัดSenso ji กันก่อนครับ
Exit 3
ใหญ่มาก!
10.17
คนเยอะเป็นเรื่องปกติ..รึเปล่า?
ถนนละลายเยน(นากามิเซะ)
ร้านซาลาเปาทอด(อะเกะมันจู) ที่ใครๆก็ต้องมาชิม จขกทว่าใส้ถั่วแดงอร่อยสุด^^
คุณแฟนรับพรไปเต็มๆ^^
เจ้าชิบะสุดหล่อของคุณตาคุณยาย พามารับแดด น่ารักโฮก! คนขอถ่ายรูปเพี๊ยบ^^
น้องนักเรียนญี่ปุ่น คาวาอี๊สุดๆ เราเดินเล่นกันอยู่ในวัดประมาณชั่วโมงก็กลับไปที่ร้านครับ หวังว่าคนจะไม่เยอะ
เดินมาครึ่งซอยเห็นหัวคนอยู่ลิบๆ มีคิวซ่ะแล้ว(11.08 น้องๆคนไทยจองอยู่หัวแถวเชียว^^) แต่ก็ยังไม่เยอะครับ เกือบ10คน(มีคนมาต่อหลังจขกทอีกเรื่อยๆ) พอ11โมงครึ่งร้านก็เปิด คุณพี่ผู้หญิงก็นับคิวพาเข้าไปในร้าน สำหรับใครที่ไม่ทราบประวัติร้าน IROKAWA ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ครับ เปิดมานานกว่าร้อยปี ขายแต่ข้าวหน้าปลาไหลอย่างเดียว ซึ่งใครที่ผ่านมาแถวอาซาคุซะก็ต้องแวะมาลองทานกันทั้งนั้น เจ้าของร้านเป็นคุณลุงกับคุณป้า ตอนจขกทไปคุณลุงไม่อยู่ เหมือนจะเป็นลูกสาวมาช่วยเตรียมแทน
ในร้านจะมีที่นั่งส่วนที่เป็นบาร์ติดกับครัว(นั่ง 5 คน) และมีโต๊ะอยู่ 2 (นั่งได้ 4 คน/โต๊ะ) เท่ากับต่อรอบรับได้เพียง 13 คนเท่านั้นครับ ที่เหลือก็นั่งรอยืนรอคิวกันไป อันดับแรกทางร้านจะแจกเมนูให้เราเลือก ซึ่งข้าวหน้าปลาไหลจะมีอยู่ 2 ไซส์ คือ ปกติ 3,000 เยน(870 บาท) กับใหญ่ 4,100 เยน(1,189 บาท) จขกทอยากเทียบความแตกต่างเลยสั่งทั้งสองไซส์ครับ(ส่วนใหญ่เขาจะสั่งปกติ)
ทางร้านจะเสริฟชาร้อน ผักดอง และซุปใสมาก่อน รอข้าวประมาณ 10 นาทีครับ โดยทางร้านจะเสริฟไซส์ปกติให้ครบก่อน แล้วตามด้วยไซส์ใหญ่
แอบดูวิธีการย่าง เจ้าของร้านพิถีพิถันมาก คอยทาซอสพลิกกลับไปกลับมา เฝ้าดูไม่ห่าง ใครนั่งหน้าเคาเตอร์จะได้เห็นวิธีย่างอย่างใกล้ชิดแต่อาจได้ควันเป็นของแถมนะครับ^^
เห็นแล้วมันตื้นตัน555 ได้มาทานร้านที่เป็นตำนานถึงถิ่น ส่วนตัวจขกทกับแฟนเคยทานในไทยมาหลายร้าน ไม่คิดว่ามันจะมีอะไรต่างกัน แต่ที่นี่ไม่ใช่ เปิดกล่องมาระหว่างไซส์ปกติกับใหญ่ต่างกันที่ปริมาณชิ้นปลาครับ ปกติได้ 2 ชิ้น ใหญ่ได้ 3 ชิ้นเต็มๆ และไซส์ใหญ่ข้าวจะเยอะกว่านิดนึง
ซูมชัดๆ น้ำซอสกับเนื้อปลาย่างออกมาได้อร่อยมาก เกรียมนิดๆแต่ไม่ขม ปลาไหลจะมีกางอยู่บ้างแต่เราก็ทานได้แบบไม่รู้สึก ทั้งข้าวและปลานุ่มมาก เวลาทานเราควรแบ่งปลาเป็นล๊อคพอดีคำก่อน(ตะเกียบจิ้มๆ) จากนั้นก็คีบพร้อมข้าวเข้าปากคำโตๆ(ข้าวไม่ร่วนคีบติดเป็นก้อนใหญ่ได้เลย) โออิชิ๊ชิ๊ชิ๊ชิ๊!
อร่อยหรือไม่ให้ภาพตอบแทนครับ เบ็ดเสร็จมื้อนี้จ่ายไป 7,100 เยน(2,059 บาท) มีโอกาสจะกลับไปทานอีกแน่นอน
เราทานเสร็จเกือบเที่ยง ได้มื้อแรกของวันมาแล้ว มีแรงลุยจุดหมายต่อไป "TOKYO SKY TREE"
การเดินทางจากAsakusaไปTokyo Skytree ไม่ยากเลยครับ เราเดินไปขึ้นTOBU Skytree Line สถานีAsakusa ไปลงสถานีTokyo Skytree(ห่างกันสถานีเดียว) ราคา 150 เยน/คน(ประมาณ 43 บาท)
หน้าตาสถานี TOBU ASAKUSA จะอยู่ตรงห้าแยกสังเกตุไม่ยากครับ
12.20 : Tokyo Skytree Station
พอเราออกมาจากสถานีTokyo Skytree เดินตามป้ายบอกทาง ขึ้นบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ จุดจำหน่ายตั๋วจะอยู่ตรงฐานหอคอยเดินเลาะทางซ้าย
บันไดเขาเล็กจริงๆ^^
ใหญ่โตมาก TOKYO SKYTREE
สำหรับ TOKYO SKYTREE ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ส่งสัญญาณคลื่นดิจิตอลแทนโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งมีความสูงเพียง 333 เมตร ไม่พอที่จะส่งสัญญาณให้ครอบคลุม(มีตึกสูงมาบัง) จึงเกิดโครงการนี้ขึ้นในปี 2551 และเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ที่นี่จะมีจุดชมวิวอยู่ 2 ระดับ ชั้น TEMBO DECK ความสูง 350m และชั้นสูงสุด(ซื้อตั๋วแยก) TEMBO GALLERIA
สูง 450m สำหรับนักท่องเที่ยวจะมี 2 ทางให้เลือก อย่างแรกคือต่อคิวซื้อตั๋วปกติ(คนมหาศาลรอคิวเป็นชั่วโมง) ราคา 2,060 เยน/คน(597บาท) อย่างที่สองซื้อ Fast Ticket ประมาณ 2,800 เยน/คน(812บาท) ไม่ต้องรอคิว จะมีเจ้าหน้าที่พาไปซื้อตั๋วอีกที่หนึ่ง แล้วพาเราเข้าช่องทางพิเศษขึ้นลิฟต์ได้ทันที ราคาข้างต้นเป็นของชั้น TEMBO DECK 350m เท่านั้น และชั้นนี้จะมีจุดจำหน่ายตั๋วสำหรับใครก็ตามที่ต้องการขึ้นไปชมวิวชั้นสูงสุดครับ TEMBO GALLERIA(+ความสูงอีก 100 เมตร)
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5
ช่องจำหน่ายตั๋วทั่วไปคิวยาวมาก(ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น) จขกทก็ไปต่อกับเขาเหมือนกัน แต่จะมีเจ้าหน้าที่ของทางTokyo Skytree คอยมองหาชาวต่างชาติเพื่อยื่นขอเสนอ Fast Ticket นี่ละ จขกทก็เลยตกลง ไม่งั้นเสียเวลานานแน่ๆ ยิ่งในวันที่อากาศดี ฟ้าโปร่ง คนยิ่งเยอะครับ อีกอย่างเราไม่สามารถจองตั๋วล่วงหน้าจากต่างประเทศได้(ผ่านเว็ป)
จุดจำหน่ายตั๋ว Fast Ticket