คุยก่อนอ่านสักนิดนะครับ (เนื้อหาเดิมยังไม่ได้เกลาให้ภาษาสละสลวย ขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย)
โปรยหน้า
การติดตามหาความสุข ในดินแดนบ่อน้ำมหัศจรรย์ ของเด็กชายตุ่น เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ในโลกแห่งความจริง
โปรยปกหลัง
เด็กชายตุ่นค้นพบความสุขอันยิ่งใหญ่ ในดินแดนบ่อน้ำมหัศจรรย์ ซึ่งสอนให้เขารู้จักการให้อภัยและแบ่งปันความรักความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เมื่อตุ่นมองเงาตนในบ่อน้ำ สิ่งที่เขาเห็นแจ่มชัดก็คือรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของตัวเองฉายอยู่บนผิวน้ำที่ไหวตัวไปมา
ตอนที่ ๑ จดหมายถึงพ่อ
“บ้านตา!”
“ใช่จ้ะตุ่นต้องไปอยู่นั่นสักพักก่อนนะลูก”แม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบบอกให้เด็กชายตุ่นยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งตุ่นเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าหนทางข้างหน้าจะดีร้ายเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่แจ่มชัดในหัวใจอันเปราะบางของตุ่นตอนนี้ก็คือ เส้นระยะความห่างระหว่างแม่กับเขาได้ถูกขีดขึ้นแล้ว
ตุ่นเด็กชายตัวโตวัย ๑๐ ขวบเศษนั่งอยู่ที่ชุดโต๊ะอาหารกลางบ้าน ทำทีไม่สนใจหน้ากระดาษสีขาวซึ่งเขียนค้างไว้ครึ่งบรรทัด เขาเบนสายตาไปที่หนังสือเล่มหนาซึ่งมีรูปวาดของชายผู้หนึ่งเปลือยกายคนอยู่ภายในวงกลม
เด็กชายเอื้อมมือไปหยิบมาสำรวจด้วยความอยากรู้ ตุ่นขมวดคิ้วแล้วอ่านข้อความที่เขียนกำกับไว้ใต้ภาพดังนี้
“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้?”
ถึงไม่เข้าใจความหมายถ่องแท้แต่เด็กชายก็ชอบความคิดนี้ทีเดียว
เขาผิวปากเล่นฆ่าเวลาแสนจะน่าเบื่อให้ล่วงผ่านเร็วไว เพราะมันยากเหลือเกินเมื่อต้องเขียนจดหมายในขณะที่มีสายตาแม่หันมามองอยู่บ่อยๆ ตุ่นรู้สึกว่าตนเองถูกจ้องจับผิดจนหวาดระแวงไม่มีสมาธิ เหตุนี้เขาเลยไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาผูกประโยคเติมคำลงในจดหมายได้ มันคือช่วงเวลาที่สมองเคร่งเครียด ปวดหัวตัวร้อนปานจะจับไข้ บวกกับอารมณ์ต่อต้านขุ่นเคืองในอก พาลให้ตุ่นอยากจุดไฟเผาหน้ากระดาษทิ้งเสีย
เด็กชายเอียงคอมองแม่ผู้ซึ่งสาละวนกับการตามหาสิ่งของหลายอย่างใส่ลงกล่องกระดาษใบเขื่อง สิ่งไหนที่ไม่ต้องการหรือเศษขยะรกบ้าน
แม่จะกำจัดโดยการขยุ้มปาลงถังขยะซึ่งวางอยู่ปลายเท้า สีหน้าแม่บึ้งตึงหงุดหงิดต่อทุกสิ่งรอบตัว ตุ่นจึงต้องทำตัวเล็กลีบเพราะกลัวว่าแม่จะเห็นเขาเป็นข้าวของที่ขวางหูขวางตาชิ้นใหญ่ ดีไม่ดีเด็กชายอาจจะถูกทิ้งลงไปอยู่ในถังขยะใบนั้นก็เป็นได้
เช้านี้เป็นวันหยุดที่แสนหดหู่และไร้ความสุขที่สุดของตุ่น เด็กชายถูกห้ามไม่ให้เฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งที่ขบวนการยอดมนุษย์ห้าสีถึงตอนอวสานพอดี ถึงจะอ้อนวอนขอดูโทรทัศน์แค่นาทีเดียว แต่แม่ก็ยื่นคำขาดกับตุ่นว่า ไม่ ! ไม่! แล้วก็ไม่!!! ด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นจนตุ่นไม่กล้ารบเร้าอีก
“เฮ้อ” ตุ่นถอนหายใจเสียงดังหวังจะให้แม่ได้ยินและเข้าใจเขา แต่แม่กับนิ่งเฉยหยิบโน่นนี่วุ่นวายกว่าเดิม อยู่ๆ ความความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวตุ่น เด็กชายหลับตาวาดหลุมดำกลางอากาศเป็นรูหนอนมิติลี้ลับ อมยิ้มกับตัวเองเมื่อจินตนาการภาพได้แจ่มแจ๋ว ตุ่นหวังว่ามันจะดูดกลืนเขาหายลับหลุดจากโลกที่อยู่นี้ ผ่านเข้าไปเจอดินแดนอีกฟากหนึ่ง ที่ซึ่งมีเขาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวและสามารถเนรมิตทุกสิ่งได้ตามใจชอบ คงจะดีไม่น้อยหากมันเป็นจริง เพราะจะได้ไม่ต้องทนฟังเสียงแม่บ่นให้รำคาญใจอีก
แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น ความฝันเฟื่องพลันดับวูบลงเมื่อแม่พูดเต็มเสียงทำลายความเงียบในห้อง
“เข้าไปในห้องแม่…เอาซองเปล่ากับแสตมป์มา” ตุ่นฟังคำสั่งแล้วทำคอตกเดินต่อส้นเท้าก้าวชิดก้าวกว่าจะถึงห้องนอนแม่ก็นานโข จนแม่ตวาดแหวไล่หลัง เด็กชายตกใจสะดุ้งโหยงวิ่งแจ้นฉวยของใส่มือเร็วแล้วรีบกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม
แม่ให้ตุ่นเขียนจดหมายถึงพ่อผู้ซึ่งอยู่ห่างไกลเขา เล่าความผ่านตัวอักษรบอกพ่อว่าเขากับแม่จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว เพราะแม่ได้งานใหม่ซึ่งมีค่าแรงสูงกว่าที่เดิม แม่จึงบอกคืนห้องเช่าหลังเล็กๆนี้กับเจ้าของเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยแม่จะย้ายไปอยู่ในหอพักพนักงานก่อนพอทุกอย่างเข้าที่แล้ว จึงจะขยับขยายออกมาเช่าห้องใหม่ใกล้ๆโรงงานแทน
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีหากตุ่นได้ติดสอยห้อยตามแม่ไปด้วย แต่หอพักนั้นจำกัดสิทธิ์พนักงานทดลองงานห้ามไม่ให้พาครอบครัวเข้าไปอยู่ด้วย นั่นคือต้นเหตุที่ตุ่นทุกข์ใจมาหลายวัน เพราะหมายความว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับแม่อย่างเช่นแต่ก่อน
ครั้นตุ่นขอร้องที่จะอยู่กับพ่อ แม่กับเอ็ดเขาชุดใหญ่แบบไม่มีเหตุผล อีกทั้งไม่ยอมเล่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อให้ตุ่นฟังบ้างเลย ทำให้เหลือทางเลือกเดียวที่ตุ่นมีคือการที่เขาต้องไปอยู่ในความดูแลของตากับยายด้วยความจำยอม
บ่อเกิดรัก บทที่๑ จดหมายถึงพ่อ
คุยก่อนอ่านสักนิดนะครับ (เนื้อหาเดิมยังไม่ได้เกลาให้ภาษาสละสลวย ขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย)
โปรยหน้า
การติดตามหาความสุข ในดินแดนบ่อน้ำมหัศจรรย์ ของเด็กชายตุ่น เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ในโลกแห่งความจริง
โปรยปกหลัง
เด็กชายตุ่นค้นพบความสุขอันยิ่งใหญ่ ในดินแดนบ่อน้ำมหัศจรรย์ ซึ่งสอนให้เขารู้จักการให้อภัยและแบ่งปันความรักความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เมื่อตุ่นมองเงาตนในบ่อน้ำ สิ่งที่เขาเห็นแจ่มชัดก็คือรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของตัวเองฉายอยู่บนผิวน้ำที่ไหวตัวไปมา
ตอนที่ ๑ จดหมายถึงพ่อ
“บ้านตา!”
“ใช่จ้ะตุ่นต้องไปอยู่นั่นสักพักก่อนนะลูก”แม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบบอกให้เด็กชายตุ่นยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งตุ่นเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าหนทางข้างหน้าจะดีร้ายเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่แจ่มชัดในหัวใจอันเปราะบางของตุ่นตอนนี้ก็คือ เส้นระยะความห่างระหว่างแม่กับเขาได้ถูกขีดขึ้นแล้ว
ตุ่นเด็กชายตัวโตวัย ๑๐ ขวบเศษนั่งอยู่ที่ชุดโต๊ะอาหารกลางบ้าน ทำทีไม่สนใจหน้ากระดาษสีขาวซึ่งเขียนค้างไว้ครึ่งบรรทัด เขาเบนสายตาไปที่หนังสือเล่มหนาซึ่งมีรูปวาดของชายผู้หนึ่งเปลือยกายคนอยู่ภายในวงกลม
เด็กชายเอื้อมมือไปหยิบมาสำรวจด้วยความอยากรู้ ตุ่นขมวดคิ้วแล้วอ่านข้อความที่เขียนกำกับไว้ใต้ภาพดังนี้
“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้?”
ถึงไม่เข้าใจความหมายถ่องแท้แต่เด็กชายก็ชอบความคิดนี้ทีเดียว
เขาผิวปากเล่นฆ่าเวลาแสนจะน่าเบื่อให้ล่วงผ่านเร็วไว เพราะมันยากเหลือเกินเมื่อต้องเขียนจดหมายในขณะที่มีสายตาแม่หันมามองอยู่บ่อยๆ ตุ่นรู้สึกว่าตนเองถูกจ้องจับผิดจนหวาดระแวงไม่มีสมาธิ เหตุนี้เขาเลยไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาผูกประโยคเติมคำลงในจดหมายได้ มันคือช่วงเวลาที่สมองเคร่งเครียด ปวดหัวตัวร้อนปานจะจับไข้ บวกกับอารมณ์ต่อต้านขุ่นเคืองในอก พาลให้ตุ่นอยากจุดไฟเผาหน้ากระดาษทิ้งเสีย
เด็กชายเอียงคอมองแม่ผู้ซึ่งสาละวนกับการตามหาสิ่งของหลายอย่างใส่ลงกล่องกระดาษใบเขื่อง สิ่งไหนที่ไม่ต้องการหรือเศษขยะรกบ้าน
แม่จะกำจัดโดยการขยุ้มปาลงถังขยะซึ่งวางอยู่ปลายเท้า สีหน้าแม่บึ้งตึงหงุดหงิดต่อทุกสิ่งรอบตัว ตุ่นจึงต้องทำตัวเล็กลีบเพราะกลัวว่าแม่จะเห็นเขาเป็นข้าวของที่ขวางหูขวางตาชิ้นใหญ่ ดีไม่ดีเด็กชายอาจจะถูกทิ้งลงไปอยู่ในถังขยะใบนั้นก็เป็นได้
เช้านี้เป็นวันหยุดที่แสนหดหู่และไร้ความสุขที่สุดของตุ่น เด็กชายถูกห้ามไม่ให้เฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งที่ขบวนการยอดมนุษย์ห้าสีถึงตอนอวสานพอดี ถึงจะอ้อนวอนขอดูโทรทัศน์แค่นาทีเดียว แต่แม่ก็ยื่นคำขาดกับตุ่นว่า ไม่ ! ไม่! แล้วก็ไม่!!! ด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นจนตุ่นไม่กล้ารบเร้าอีก
“เฮ้อ” ตุ่นถอนหายใจเสียงดังหวังจะให้แม่ได้ยินและเข้าใจเขา แต่แม่กับนิ่งเฉยหยิบโน่นนี่วุ่นวายกว่าเดิม อยู่ๆ ความความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวตุ่น เด็กชายหลับตาวาดหลุมดำกลางอากาศเป็นรูหนอนมิติลี้ลับ อมยิ้มกับตัวเองเมื่อจินตนาการภาพได้แจ่มแจ๋ว ตุ่นหวังว่ามันจะดูดกลืนเขาหายลับหลุดจากโลกที่อยู่นี้ ผ่านเข้าไปเจอดินแดนอีกฟากหนึ่ง ที่ซึ่งมีเขาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวและสามารถเนรมิตทุกสิ่งได้ตามใจชอบ คงจะดีไม่น้อยหากมันเป็นจริง เพราะจะได้ไม่ต้องทนฟังเสียงแม่บ่นให้รำคาญใจอีก
แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น ความฝันเฟื่องพลันดับวูบลงเมื่อแม่พูดเต็มเสียงทำลายความเงียบในห้อง
“เข้าไปในห้องแม่…เอาซองเปล่ากับแสตมป์มา” ตุ่นฟังคำสั่งแล้วทำคอตกเดินต่อส้นเท้าก้าวชิดก้าวกว่าจะถึงห้องนอนแม่ก็นานโข จนแม่ตวาดแหวไล่หลัง เด็กชายตกใจสะดุ้งโหยงวิ่งแจ้นฉวยของใส่มือเร็วแล้วรีบกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม
แม่ให้ตุ่นเขียนจดหมายถึงพ่อผู้ซึ่งอยู่ห่างไกลเขา เล่าความผ่านตัวอักษรบอกพ่อว่าเขากับแม่จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว เพราะแม่ได้งานใหม่ซึ่งมีค่าแรงสูงกว่าที่เดิม แม่จึงบอกคืนห้องเช่าหลังเล็กๆนี้กับเจ้าของเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยแม่จะย้ายไปอยู่ในหอพักพนักงานก่อนพอทุกอย่างเข้าที่แล้ว จึงจะขยับขยายออกมาเช่าห้องใหม่ใกล้ๆโรงงานแทน
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีหากตุ่นได้ติดสอยห้อยตามแม่ไปด้วย แต่หอพักนั้นจำกัดสิทธิ์พนักงานทดลองงานห้ามไม่ให้พาครอบครัวเข้าไปอยู่ด้วย นั่นคือต้นเหตุที่ตุ่นทุกข์ใจมาหลายวัน เพราะหมายความว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับแม่อย่างเช่นแต่ก่อน
ครั้นตุ่นขอร้องที่จะอยู่กับพ่อ แม่กับเอ็ดเขาชุดใหญ่แบบไม่มีเหตุผล อีกทั้งไม่ยอมเล่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อให้ตุ่นฟังบ้างเลย ทำให้เหลือทางเลือกเดียวที่ตุ่นมีคือการที่เขาต้องไปอยู่ในความดูแลของตากับยายด้วยความจำยอม